Chapter 9 ช่างน่าละอาย
“ข้าพยายามทัดทานแล้วแต่นางไม่ฟัง” หม่าชิงเทียนโบ้ยให้ฮูหยินจินทันใด
“แต่ว่า พะ... พวกท่าน” หวังเฉาเสี่ยนเอ่ยได้เท่านั้นก็หน้าชาเมื่อหันไปสบตาดรุณีงามที่โผล่พรวดมายืนข้าง ต่างคนต่างประดักประเดิดเกินทนที่เห็นภาพหมิ่นเหม่ของทั้งสอง
“พี่หลานหมิง นี่พี่กำลังจะ...”
หม่าชิงเทียนเอ่ยไม่ทันจบ หลี่หลานหมิงหันมามอง ดวงตากร้าวสาดมาชะงักไปครู่ที่เห็นบุคคลที่สามหลายคนแต่ที่แปลกใจที่สุดคงไม่พ้นหญิงชราร่างอวบที่พรวดพราดเข้ามาก่อนใครทำให้เขาเคืองที่สุด
“เจ้าเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
“ข้าก็มาตามลูกสาวที่ท่านกำลังกักขังหน่วงเหนี่ยวกลับบ้านน่ะสิ” นางว่าจบก็ก้าวฉับๆ มาถึงที่
จินซิงซินเห็นหน้าฮูหยินจินรีบผลักอ๋องสีออกห่างจนร่างกำยำที่ไม่ทันตั้งตัวหงายหลังไปอีกทาง ร่างอ้อนแอ้นคล้ายจะปลิวลมถลาเข้าหาร่างอวบอัดของฮูหยินจิน แต่ไม่ทันได้สวมกอดก็ถูกต้อนรับด้วยฝ่ามือฟาดเข้าที่ข้างแก้มจนหน้าหันเซถลาลงกองกับพื้น นางไม่คาดคิดถึงกับยกมือสั่นเทาขึ้นกุมหน้าน้ำตารินหลั่งสะอึกสะอื้นจ้องอีกฝ่ายดวยแววตาหวาดกลัวยิ่ง
“แม่ใหญ่ตีข้าทำไม”
“ไม่ให้ตีได้หรือ เจ้าทำงามหน้าขนาดนี้”
“ข้าไม่ได้ทำอะไร แค่...”
“แค่ให้คนแปลกหน้าถึงเนื้อตัว เจ้ายังจะเรียกว่าไม่มีอะไรงั้นรึ”
“ข้าไม่รู้ ไม่รู้” ดรุณีน้อยคิดแก้ต่างให้ตัวเองไม่ออก จึงตอบไปอย่างข้างๆ คูๆ แต่มิคาดเมื่อถูกมือหนาประคองไหล่นางทั้งสองข้างให้ลุกขึ้นจากด้านหลัง แม้นางขัดขืนแต่อีกฝ่ายหายอมไม่
“กระต่ายน้อย... อย่าดื้อ”
เสียงทุ้มกระซิบข้างหูทำให้จินซิงซินงันไป นางเหลือบตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาตื่นตระหนกแต่ครู่หนึ่งก็ถูกกระชากไปด้านหลังโดยที่อ๋องสี่ยืนอยู่ด้านหน้าต่อหน้าฮูหยินจิน
“มีอะไรว่ามา”
“กล้าเผชิญหน้าข้าแล้วรึ บอกมาว่าพ่อค้าอย่างเจ้าจะเอาอะไรมาชดใช้ค่าเสียหายของลูกสาวข้าได้”
“ข้าจะรับผิดชอบนางเอง”
“รับผิดชอบอย่างไรถึงจะสมศักดิ์ศรีสกุลจินของเรา หรือเจ้ามีเงิน”
“ข้าจะตบแต่งนางเป็นภรรยา”
ทุกสรรพสิ่งราวกับหยุดการเคลื่อนไหว ทันทีที่อ๋องสี่หลี่หลานหมิงประกาศเจตนารมณ์ออกไป สองขุนพลหน้าหยกต่างสบตากันด้วยความหวั่นใจในขณะที่ผู้เป็นนายกระตุกยิ้มท้าทายหญิงชราตรงหน้า นางมีท่าทีอึกอักครู่หนึ่งเหมือนไม่คิดว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้แต่ก็ปรับสีหน้าเป็นปกติทันใด
“ดี! ส่งขบวนของหมั้นมา ข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าว่าจะสามารถทำให้สมฐานะตระกูลจินหรือไม่” นางประกาศกร้าวขณะเหลือบตามองบุตรสาวที่สีหน้าสลดลงและปรามด้วยแววตาดุมิให้ห้ามปราม นางยิ้มเย้ยไปที่ดรุณีน้อยอย่างสมใจเพราะได้ผลักไสลูกเลี้ยงที่ไม่รักไปให้พ้นทาง
ดีแล้ว...
ควรเป็นเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว...
จินหวั่นอิงนึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ถึงแม้นางแต่งเข้าสกุลจินมาในฐานะฮูหยินรองที่มิได้รับความเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็นแต่เพราะความดื้อแพ่งของนางเอง แม้จะถูกกีดกันจากบิดามารดาเพราะสืบแซ่เดียวกันกับสามีแต่นางก็ไม่ย่อท้อ เพราะเหยาจื่อซินที่เป็นฮูหยินใหญ่ครานั้นไร้บุตรสืบสกุลถึงแม้ร่วมหอมานานหลายปี นางเห็นทีที่จะได้ครองรักกับคนที่หลงรักมานาน แม้ต้องหอบเสื้อผ้ามาอยู่กับเขาในฐานะภรรยารองนางก็ยอม กระทั่งตั้งครรภ์ทุกคนจึงรุมเร้าเอาใจ แต่เมื่อมีบุตรสาวมิใช่บุตรชายความสนใจก็จางหายไป
แล้วอย่างไรเล่า...
แต่ถึงอย่างไรนางก็มีบุตรให้เขาก่อน แม้เด็กที่คลอดจะเป็นหญิง นางย่อมมีสิทธิ์มีเสียงเหนือกว่าเหยาฮูหยินที่ไร้บุตรสืบสกุล
แต่มิคาด...
นางมีความสุขได้รับความเอาใจใส่ไม่นาน เหยาจื่อซินก็ตั้งครรภ์และคลอดออกมาเป็นเด็กโง่ที่เติบโตมาพร้อมกับมันสมองที่โตเหมือนเด็กสามขวบ แต่สามีของนางกลับรักใคร่ใหลหลงในความไร้เดียงสาคอยเอาอกเอาใจ ความรู้สึกที่เหมือนถูกโรยเกลือลงแผลทุกคืนทุกวันของนาง ในที่สุดครั้งนี้ก็ได้โอกาสผลักเด็กโง่คนหนึ่งให้พ้นทาง...
แค่สาส์นที่ส่งมาระบุว่าให้อ๋องสี่สมรสกับบุตรสาวฮูหยินใหญ่สกุลจิน เช่นนั้นนางก็มิได้ทำผิดอะไรย่อมไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าคนที่ฮ่องเต้ทาบทามให้สมรสพระราชทานแก่อ๋องสี่หลี่หลานหมิงจะเป็นบุตรสาวของเหยาจื่อซินผู้ล่วงลับตามสัญญาที่เคยให้ไว้แก่บิดาของนางเมื่อครั้นนานมา
เพราะนางมาจากตระกูลขุนนางเก่าแก่เช่นนั้นหรือจึงได้รับการยอมรับเช่นนั้น...
หึ...
จินหวั่นอิงกระตุกยิ้มหมายมาดขณะสบแววตากร้าวของบุรุษหนุ่มที่หารู้หัวนอนปลายเท้าไม่ นางแค่อยากผลักไสเด็กคนนั้นไปให้พ้นทาง ไม่สนดีร้ายจะตายจะอยู่ก็ช่าง
หลี่หลานหมิงจ้องตอบอย่างไม่กลัวเกรง มุมปากยกยิ้มประกอบกับสีหน้าเฉยชานั้นแสดงออกมาว่ารังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่เก็บงำกระทั่งเปล่งวาจา “เชิญรอรับได้ ข้าจะจัดขบวนไปรับนางอย่างสมเกียรติ”
“ดี! ข้าจะรอ” จินหวั่นอิงยิ้มเยาะในหน้า เมื่อได้รับคำตอบที่พอใจ นางจึงออกคำสั่ง “ไป! พวกเรากลับ”
“เดินดีๆ ระวังลื่นไถลตกน้ำตกลงไป จะไม่ทันได้รับขบวนของหมั้น”
“เจ้า!”
“เชิญ”
สิ้นคำพูดผู้เป็นนาย สองขุนพลหน้าหยกถึงกับออกอาการนิ่งอั้นตันคอสีหน้าไม่สู้ดีทั้งคู่ เพราะตามความเข้าใจคู่หมายของท่านอ๋องของพวกเขาต้องเป็นบุตรสาวของฮูหยินใหญ่ผู้นี้ ซึ่งก็คือดรุณีงามที่ยืนอยู่ข้างกายหวังเฉาเสี่ยนต่างหากหาใช่ดรุณีน้อยที่ดูอย่างไรก็ไม่แคล้วเหมือนเด็กสามขวบที่เอาแต่ร้องไห้ตาบวมน้ำหูน้ำตาไหล ตีอกชกตัวอยู่บนพื้นขณะนี้ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นขวากหนามตามมาไม่สิ้นสุด...
