ตอนที่ 12 เอาเจ้านี่ออกไปจากแขนขาที! ตอนที่ 2 (จบ)
“ข้าอยากตายชะมัด” ข้าเอ่ยขึ้นพร้อมกับทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าตัวเอง ชีวิตช่างแร้นแค้นยิ่งนัก
“ท่านประธาน”
“หืม ใครน่ะ?” ข้าตอบกลับเสียงนั้นไปโดยที่ไม่คิดจะหันไปแลแต่อย่างใด
“ข้าเองค่ะ เลเซียที่เป็นมือซ้ายของท่านไงคะ” ข้าหันมาสบตากับร่างตรงหน้าแวบหนึ่ง แล้วนางจะสะดุ้งทำไมกันล่ะ แต่ก็ช่างเถอะ
“งั้นหรือ ขอบใจเจ้ามากนะ แต่ข้าก็ไม่ได้แขนด้วนนี่” ข้าตอบกับไปพร้อมกับลากนิ้วลงเขียนภาพบนพื้นพรมเล่น โดยที่สติของข้านั้น ได้หลุดลอยออกจากร่างข้าไปแล้ว…
“เอ่อ…คะ คือว่า หมายถึงเป็น พวกเหมือนกับ องครักษ์ อะไรแบบนั้นน่ะค่ะ” เลเซียสะดุ้งตัวเหมือนหลุดออกจากภวังค์ แล้วจึงเอ่ยตอบตะกุกตะกัก
“อืม…งั้นหรอ ดีจังเลย เนอะ” เอริคกล่าวออกมาเลื่อนลอยอย่างคนไร้สติ
‘เขาบอกว่าดีด้วยล่ะ!’ เลเซียคิดขึ้นในใจพร้อมกับรอยยิ้มน้อย ๆ นั้นปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในทันใดนั้นเองก็ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดแม่บ้านยาวเดินปรากฏขึ้นมาข้างใน
“สวัสดีทุก ๆ ท่านค่ะ” นางคนหนึ่งเอ่ยพร้อมกับโค้งตัวลง
“ฝ่าบาทได้มีรับสั่งให้พวกเรา พาท่านไปที่ห้องพักค่ะ เชิญพวกท่านตามข้ามาได้เลย” สาวใช้อีกคนเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
ร่างของบุคคลทั้งสี่เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วจึงเดินตามสาวแม่บ้านคนนั้นไปทันที เหลือไว้เพียงแต่อีกหนึ่งคนที่กำลังนั่งเอานิ้วเขี่ยพรมอยู่อย่างคนจิตตก
“ท่านราชองครักษ์ เอริค ใช่ไหมคะ?” เสียเรียกนั้นทำให้ข้ารู้สึกตัวขึ้นจากภวังค์แห่งความสิ้นหวัง นั่นสินะ นี่ข้าโดนยัดเยียดตำแหน่งองครักษ์อะไรนั่นด้วยนี่ เห้อ…ชีวิตข้านี่ มันชั่วแร้นแค้นคูณสองเสียจริง ๆ
“ไม่ใช่ข้าหรอก เจ้านั่นเดินออกไปตั้งเมื่อครู่แล้วล่ะ” แต่อย่าคิด! ว่าข้าจะล้มเลิกความคิดที่จะหนี ฮ่า ๆ ๆ
“งั้นเหรอคะ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เดี๋ยวข้าจะลองไปตามดูนะคะ” ข้าโบกมือหยอย ๆ ให้นางพร้อมกับเฝ้าดูจนนางเดินออกไป
“ยอดเยี่ยม! โอกาสมาถึงมือข้าแล้ว!” ข้ากระโดดโลดเต้นพร้อมกันเดินร่าออกมา โดยไม่ลืมที่จะมองซ้ายมองขวาดูราดราว แล้วที่สุดโอกาสแห่งการหนีเดนดินของข้าก็มาถึง
ข้าเดินย่องออกมานอกห้องทันทีที่ทางโล่งพร้อมกับมองซ้ายมองขวาหาหนทางที่จะหนี
“นั่นท่านจะไปไหนหรอคะ?” เสียงใคร! หันซ้ายหันขวาแต่ก็ไม่พบใคร สงสัยข้าคงจะหลอนไปเองล่ะนะ
“ข้าอยู่ข้างบนนี้ค่ะ ท่าน อง คะ รักษ์” อะไรนะ! ข้าค่อย ๆ แหงนหน้าขึ้นไปข้างบนก็พบกับร่างของนางที่เพิ่งจะเดินออกมายืนห้อยหัวอยู่ข้างบนเพดาล
“ข้าบอกเจ้าแล้วไงว่าเจ้านั่นมันเดินนำไปก่อนแล้วไม่ใช่ข้าเสียหน่อย”
“เช่นนั้นหรือ แล้วตราสัญลักษณ์รูปดาบโล่ที่ติดอยู่บ่าท่านนั่นคืออะไรหรือคะ ท่านผู้ไม่ใช่องครักษ์” เจ้าสัญลักษณ์พวกนี้มันมีความหมายด้วยหรือนี่ แย่ล่ะสิ ข้านึกว่าเจ้านี่จะติดเอาไว้เล่น ๆ เสียอีก
“อะ อ๋อเจ้านี่งั้นเรอะ ข้าเห็นมันเท่ดีนะ เลยยืมเจ้าของเขามาติดน่ะ ว้าข้าดันลืมคืนเสี่ยนี่ ฝากเจ้าไปคืนเจ้านั่นด้วยก็แล้วกันนะ” นางยิ้มหวานให้ข้าคราหนึ่งก่อนปล่ยตัวเองตีลังกาลงมายืนบนพื้น พร้อมกับก้าวย่างช้า ๆ มาตรงหน้าข้าพร้อมกับแบของนางออก
“ได้สิคะ เชิญถอดส่งมาได้เลยค่ะ” ฮ่า ๆ ๆ ฟ้าเข้าข้างข้าแล้ว ข้ายืมปรี่ขึ้ทันทีพร้อมกับเอื้อมมือไปตรงบ่าเพื่อถอดเจ้าตรงสัญลักษณ์นั่นออก แต่...ไม่ว่าข้าจะออกแรงเพียงใด เจ้าตรานี่ก็ไม่มีท่าทีจะหลุดออกจากบ่าข้าแม้แต่น้อย เหมือนกับเจ้าปลอกแขนนี่ไม่มีผิด
“หืม…ถอดไม่ได้หรือคะ”
“กะ กาวน่ะ ข้าดันไปจับมันสุ่มสี่สุ่มห้าเลยทำให้เจ้านี่ติดกับบ่าข้าน่ะสิ” เอาล่ะมาถึงนี้แล้วก็เป็นไงเป็นกันล่ะ! ไม่มีทางให้ข้าถอยแล้วนี่
“นี่ท่านจะดิ้นรนไปถึงไหนกัน”
“ข้าต้องดิ้นรนซี่…” เหมือนดั่งกับว่ามีลมเย็น ๆ พัดผ่านคอข้าไปเมื่อครู่ นี่ข้าหลุดปากไปหรือเนี่ย แย่ล่ะ!
“หึหึ ท่านดิ้นรนอะไรงั้นหรือคะ?” แย่ล่ะสิ ชีวิตข้าถูกแขวนอยู่บนเส้นด้วยเสียแล้ว หากนางรู้ว่าข้าโกหกคงจะโดนจับไปเจี๋ยนคอแหง ๆ
“ดิ้นรน…ที่จะ เอ่อ เอาเจ้านี่ออกจากบ่าข้าไงเล่า! เจ้าจะได้เอาไปคืนให้เจ้าของไงล่ะ ป่านนี้เจ้านั่นคงกระวนกระวายใหญ่แล้วล่ะมั้ง”
“งั้นท่านก็ถอดมาสิคะ”
“เจ้าก็ถอดร่างแปลงปลอม ๆ นี้ของเจ้าออกเสียก่อนสิ” อันที่จริงข้ารู้ตัวมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ ว่านี่ไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของนาง ถือแม้ว่านางจะเก็บพลังเวทย์ได้ดีแค่ไหน ข้าก็สัมผัสได้ว่านางไม่ใช่มนุษย์
“…” นางนิ่งเงียบไปในทันทีที่ข้าบอกว่ารู้ตัวจริงของนางแล้ว
“รู้เร็วอย่างนี้ก็ไม่สนุกแล้วน่ะสิ ชิ” เวทย์แปลงค่อย ๆ คลอยออกเผยให้เห็นโฉม ของร่างเล็กร่างหนึ่งที่กำลังยืนจ้องมองหน้าเอริคด้วยดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหวาน
“เจ้าเป็นมังกรที่อยู่ในสระน้ำตอนนั้นนี่” ข้าจำได้ว่าเคยเห็นร่างเล็กนี้อยู่ในสระน้ำซึ่งเป็นขณะที่ข้ากำลังคุยอยู่กับสตรีนางหนึ่งอยู่
“ส่วนท่านก็เป็นมนุษย์ องครักษ์ ขี้โกหก!” นางเอ่ยพร้อมกับเชิดหน้าใส่ข้า
“นี่เจ้าหลอกข้าก่อนนะ โทษข้าไม่ได้หรอก”
“ชิ ตามข้ามาก็แล้วกัน!” นางเอ่ยจบก็กลับหลังหันเดินไปอีกทางหนึ่ง เอาเถอะตามนางไปก่อนแล้วค่อยหาทาหนีทีหลังก็ได้ล่ะนะ
ข้าเดินตามนางมาเรื่อย ๆ บนทางเดินที่ถูกปูเอาไว้ด้วยพรมสีแดงสดอันประกอบไปด้วยลวดลายต่าง ๆ มองดูแล้วสวยงามเสียจนข้าแทบจะไม่กล้าเดินเหยียบเลยทีเดียว
ภายหลังจากที่ข้าชมความงดงามของพรมแล้ว พลันสายตาของงข้าก็ไปพานพบกันป้ายสีดำซึ่งถูกเขียนไว้ด้วยอักษรสีแดงซึ่งมีเนื้อความว่า ‘ห้ามเข้ามังกรดุ!!’ ข้าว่าข้าคงไม่จำเป็นต้องหาตัวคนเขียน เพราะข้ามั่นใจว่า คน ๆ นั้นจะต้องเป็นคน ๆ เดียวกับที่กำลังเดินนำข้าอยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน
“เอ้าถึงแล้วล่ะ” นางหยุดลงตรงหน้าแจกันใบใหญ่อันมีลวดลายวิจิตรสวยงามเป็นอย่างมาก นี่ถ้าข้าเดินสะดุดเจ้าแจกันนี่แตก ข้าคนต้องล้างจานใช้หนี้เป็นสิบปีแน่ ๆ เลยล่ะ
เพล้ง!
แต่ข้าว่า ข้าคงจะไม่ต้องกลัวเดินสะดุดเจ้านี่แตกแล้วล่ะ ก็นางตรงหน้าข้าดันเตะเจ้าแจกันนั้นแตกละเอียดไปแล้วนะสิ!
ประตูบลับถูกเปิดขึ้นทันทีภายหลังจากที่แจกันแตกลง เผยให้เห็นทางเดินอันทอดยาวไปสู่ความมืดมิดภายใน
ข้ามองแล้วรู้สึกขนลุกอย่างไรพิกล ถึงในตอนนี้ข้าจะไม่กลัวแล้วก็เถอะนะ
“ท่านมัวรีรออะไรอยู่ล่ะ เข้าไปซะสิ!” แล้วทำไมเจ้าไม่นำไปก่อนเล่า!
ข้าทำปากขมุบขมิบ คราหนึ่งแล้วจึงเดินตรงเข้าไปยังความมืดนั่นด้วยอยากสั่งเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วตัว แต่ข้าไม่ได้กลัวหรอกนะ! เรื่องแค่นี้ ไม่ได้ทำให้หัวใจข้าสั่นไหวเลยซักนิดเดียว!
ข้าเดินตรงเข้าไปเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ ก่อนที่จะก้าวเท้าก้าวต่อไปข้าต้องเอาเท้าแตะ ๆ ลงที่พื้นข้างหน้าเสียก่อน ไม่ใช่เพราะว่าข้ากลัวนะ! แค่ระวังเศษแจกันที่เจ้ามังกรนางนั้นทำแตกไว้ต่างหาก (ถึงแม้จริง ๆ แล้วจะไม่มีเศษก็ตามเถอะ)
กึก ๆ
ข้าหันขวับไปในทันทีที่ข้าได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นไม่ไกลจากตัวข้าพร้อมกับเสกลูกพลังไฟขึ้นมาลูกหนึ่งเพื่อที่จะได้พอมีแสงให้ข้ามองเห็นทางบ้าง แต่เมื่อข้ามองเพ่งไปตรงที่เสียงดังกล่าวดังขึ้นสิ่งที่พบนั้นก็มีแต่เพียงข้าวของที่ตกลงเกลื่อนกลาดเพียงเท่านั้น
วูบ…!
ข้าหันหลังกลับมาทันที เพราะเมื่อครู่ข้ารู้สึกว่าได้มีบางสิ่งเคลื่อนที่ผ่านหลังข้าไป และสิ่งที่ข้าเห็นก็มีเพียงน้ำ สีแดงสดที่หกอยู่บนพื้นเต็มไปหมด นี่มันอะไรกัน!
ปัง!
ประตูลับที่ข้าเข้ามาเมื่อครู่ปิดลงทำให้ทุกอย่างถูกกลืนสู่ความมืดมิดจนแทบมองอะไรไม่เห็นถึงแม้ว่าจะมีลูกไฟนี้อยู่ในมือของข้าก็ตามที เช่นนั้นแล้วทางเลือกสุดท้ายของข้าก็คือ เปิดประสาทสัมผัสของตัวข้าเสีย
ถึงแม้ว่าข้าจะเปิดประสาทสัมผัสแล้วก็ยังมองเห็นทุก ๆ สิ่งในนี้ไม่ได้ชัดมากเท่าไหร่ แต่ข้าก็เห็นไอเวทย์สีดำสนิทล่องลอยอยู่เต็มไปทั่วบริเวณ แล้วนั่น! ในที่สุดข้าก็ได้เห็นกับสิ่งที่เด่นชัดที่สุด นั่นเป็นวัตถุสีแดงคู่หนึ่งอยู่ห่างจากตรงหน้าข้าไม่ไกลมาก ข้ารวบรวมความกล้าค่อย ๆ เดินตรงไปยังเจ้าวัตถุสีแดงคู่นั้น อย่างระมัดระวังตัวและในที่สุดข้าก็อยู่ตรงหน้าเจ้าสิ่งนั้นแล้ว
ข้าค่อย ๆ เอื้อมมือไปข้างหน้าเพื่อที่จะได้สัมผัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็เหมือนกับว่ามีบางสิ่งได้จับมือของข้าเอาไว้ก่อน แต่ก็ไม่ได้ทำอันตรายตัวของข้าแต่อย่างใด ข้าแข็งใจใช้มืออีกข้าที่เหลือของข้าจุดลูกไฟขึ้นเพื่อที่จะได้มองสิ่งตรงหน้าให้เห็นชัด ๆ กันไปเลย
พรึ่บ
ทันทีที่ลูกไฟถูกจุดขึ้นข้าก็ได้รู้ว่าวัตถุสิ่งแดงที่ข้าเห็นนั้นหาใช่วัตถุแต่อย่างใด แต่นั่นเป็นดวงตาสีแดงทับทิมที่กำลังจ้องมองหน้าข้าอยู่ในระยะประชิด สิ่งที่พันธนาการมือของข้าอยู่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งใดแต่เป็นมือของเจ้าของร่างนี้ต่างหาก ข้าขอเอ่ยตรง ๆ เลยว่าตอนนี้ตัวข้าเกร็งจนสุดจะเกร็งแล้ว สติที่เหลืออันน้อยนิดนั้นแทบใกล้จะบินหายไปเสียแล้ว ริมฝีปากนั้นฉีกยิ้มส่งให้ข้าคราหนึ่ง และนั่นทำให้สติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของตัวข้าได้โผบินออกไปไกลแสนไกลแล้วพร้อมกับประโยคหนึ่งที่ดังออกมาจากร่างตรงหน้า
“ยินดีต้อนรับ…”
