Chapter 3 ปริศนาของคฤหาสน์[2/2]
พอเห็นท่าทางสำนึกผิดของคนตรงหน้า โจชัวก็ไม่อยากจะถือสาหาความให้เรื่องราวบานปลายเพราะรู้ดีว่ายังคงต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอีกนาน จะให้เป็นเรื่องเหม็นขี้หน้ากันตั้งแต่วันแรกก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ออแลนโด้เองก็ดูท่าทีไม่มีพิษมีภัยด้วย จึงผ่อนคลายอารมณ์ลง บอกปัดแบบขอไปที
“ช่างมันเถอะ ครั้งหน้าอย่าให้มีอีกแล้วกัน ผมขอร้องล่ะ”
“ครับ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก ยังไงก็ล้างหน้าล้างตาเถอะครับ คนอื่นๆ รอคุณอยู่แน่ะ”
“อืม แล้วผมจะตามไป คุณลงไปก่อนเถอะ”
ออแลนโด้จำใจออกจากห้องไปตามคำบอกของโจชัว ปล่อยให้โจชัวจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนตามลงมา
ชายหนุ่มใช้เวลาเพียงครู่เดียว ก็ลงมายังห้องทานอาหาร ผู้ร่วมงานหันมามองเจ้าของงานเป็นตาเดียวก่อนอเล็กซิสต์จะร้องทักเป็นคนแรกขณะที่เขากำลังตักสลัดส่งให้ทนายคอนเนอร์อยู่
“เอ้า มาแล้วหรือครับคุณโจชัว แหม นอนซะนานเลยนะ นี่ถ้าคุณออแลนโด้ไม่ไปปลุก คงจะหลับยาวไปถึงพรุ่งนี้แน่ๆ”
โจชัวพยักหน้ารับคำทักทายเล็กน้อย พลางชำเลืองมองเจ้าคนตัวดีที่กำลังตักอาหารเข้าปาก หากแต่ก็เหลือบมองเขากลับมาเหมือนกัน สังเกตดีๆ ก็เห็นว่าออแลนโด้ได้เปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตผูกไทเต็มยศ ต่างจากที่เห็นเมื่อตอนกลางวันไม่น้อย บัดนี้เขาเป็นหนุ่มในเมืองเต็มตัวเลยล่ะ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้โจชัวสนใจได้ ก่อนเขาจะละสายตาไปยังทนายคอนเนอร์ซึ่งเรียกเขาให้ไปนั่งข้างๆ
“มานั่งนี่สิครับ”
“คุณคอนเนอร์ไม่กลับลอนดอนหรือครับคืนนี้”
เป็นประโยคแรกที่โจชัวทัก ก่อนจะรับจานสลัดจากอเล็กซิสต์มาวางตรงหน้าโดยไม่สนใจออแลนโด้ที่จ้องเขาอย่างไม่วางตา
“คืนนี้ไฟลท์บินหมดแล้วน่ะครับ ผมเลยจองของวันพรุ่งนี้ไป คืนนี้เลยต้องค้างที่นี่ก่อนคืนนึง”
“อย่างนั้นหรือครับ”
ดูเหมือนโจชัวเองก็ไม่ค่อยใส่ใจจะพูดคุยเท่าไหร่นัก พอได้คำตอบ เขาก็นิ่งเงียบ ตั้งหน้าตั้งตากินไม่พูดไม่จาจนผู้ร่วมงานต่างมองหน้ากันไปมา ส่งสัญญาณให้กันว่าสมควรจะชวนเจ้าของงานคุย แล้วออแลนโด้ก็ทำใจกล้า คว้าแก้วไวน์มารินไวน์แดงรสเลิศลงไป ก่อนยื่นไปตรงหน้าโจชัวพลางส่งเสียงร่าเริง
“ลองดื่มไวน์คู่กับสลัดปลาทูน่าสิครับ ได้รสชาติดีนะ”
ทว่าแทนที่โจชัวจะหืออือ เขาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมามองออแลนโด้ซึ่งยิ้มตาหนีด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับแก้วไวน์นั้นมาวางไว้ข้างๆ จานอาหารของตนโดยไม่พูดอะไร สร้างบรรยากาศกดดันมากขึ้นไปอีก ออแลนโด้หน้าเฝื่อน กลับไปนั่งจดๆ จ้องๆ อาหารในจานตัวเองดังเดิม บ่นอุบอิบในใจว่าโจชัวนั้นเป็นคนที่หมองหม่นเสียเหลือเกิน
ในเมื่อการชวนพูดคุยของออแลนโด้ไม่ประสบผลสำเร็จ ภาระหน้าที่นั้นก็ตกเป็นของอเล็กซิสต์อย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ก่อนเขาจะทำลายความเงียบกลางโต๊ะอาหารขึ้นมา
“เอ้อ คุณโจชัว ได้ยินคุณคอนเนอร์ว่าคุณฉะกับลุงไบรอันไปเรียบร้อยแล้วหรือครับ”
“ฉะหรือ?” คราวนี้ได้ผลเมื่อโจชัวขานรับ มองหน้าคนถามอย่างสงสัย
“อเล็กซิสต์คงหมายถึงตอนที่คุณถามเรื่องคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกกับคุณมัวร์น่ะครับ”
ทนายคอนเนอร์ขยายความไม่ให้เข้าใจผิด พลางหันมองหน้าอเล็กซิสต์ที่ใช้คำพูดไม่ถูกกาลเทศะ ชายหนุ่มยิ้มแหยๆ หากแต่โจชัวไม่ได้สนใจรายละเอียดนั้น นอกเสียจากนึกขึ้นได้ว่าตนเองสงสัยเรื่องอะไรอยู่ก่อนจะผล็อยหลับไปก่อนหน้านั้น
“อ๋อ ใช่ครับ ผมแค่อยากรู้น่ะว่าทำไมถึงไปทางฝั่งตะวันตกไม่ได้ เห็นว่าคุณเป็นเด็กในดูแลของเขานี่ พอจะทราบบ้างมั้ยครับ”
“เอ... ผมเองก็ไม่ค่อยทราบรายละเอียดมากหรอกครับ เท่าที่เคยได้ยินลุงไบรอันเล่ามา เห็นว่ามันถูกปิดตายตั้งแต่รุ่นทวดของทวดของทวดหลายๆ รุ่นของคุณแล้วล่ะครับคุณโจชัว ถ้านับๆ ดูก็คงจะเริ่มประมาณศตวรรษที่ 17-18 ล่ะมั้ง ผมเองอยู่มาตั้งนานก็ยังไม่เคยไปทางฝั่งนั้นเลยครับ”
“จะว่าไป ผมเองเป็นทนายประจำตระกูลมาตั้งนาน ยังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย คุณเจคอบเองก็ยังไม่ทราบเลยครับเรื่องคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกเนี่ย”
ทนายคอนเนอร์เสริมให้อเล็กซิสต์เป็นลูกคู่ นั่นยิ่งสร้างความประหลาดใจให้โจชัวไม่น้อยว่าทำไมถึงมีแต่ไบรอันคนเดียวที่กุมปริศนาของคฤหาสน์ฝั่งตะวันตกนี้ไว้
“แล้วคนในตระกูลผมที่เคยอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้ล่ะครับ มีใครเคยได้ไปฝั่งตะวันตกบ้างหรือเปล่า”
“ผมคิดว่าไม่น่าจะมีนะครับ” อเล็กซิสต์ตอบ ยิ่งสร้างความข้องใจให้โจชัวมากขึ้นไปอีก
“แล้วทำไมถึงไม่มีใครกล้าแหกกฎบ้างเลยล่ะ นี่มันบ้านตัวเองแท้ๆ ทำไมถึงยอมให้คนบ้านอื่นมากุมอำนาจในบ้านของตัวเองล่ะ”
ทนายคอนเนอร์ตบบ่าโจชัวเบาๆ ให้ระงับอารมณ์ลงเล็กน้อยด้วยเกรงว่าพ่อบ้านไบรอันจะผ่านมาได้ยิน แม้ว่างานปาร์ตี้นี้จะมีเพียงพวกเขาสี่ชีวิตก็ตามที
“มันก็คงมีคนแหกกฎเหมือนกันล่ะครับคุณโจชัว คนในตระกูลประเภทขี้สงสัยอย่างคุณก็มีอยู่ไม่น้อยนะ ตัวอย่างเช่นคุณเจคอบเป็นต้น”
“ใช่ครับ ลุงไบรอันก็เคยบอกแบบนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครเคยไปฝั่งตะวันตกได้สักที เพราะว่าระหว่างฝั่งตะวันตกกับส่วนกลางนั้นมีประตูเหล็กสร้างปิดตายไว้อยู่น่ะครับ ส่วนใหญ่ก็ไปได้แค่สุดทางของเขตส่วนกลางแล้วก็ไปต่อไม่ได้แล้ว มันปิดตายแบบนั้นมาหลายชั่วอายุคนแล้วล่ะ”
“แล้วจะปิดตายทำไมกัน”
โจชัวยังไม่อาจยุติข้อสงสัยได้ ยิ่งถามหาความจริง ความสงสัยก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น ทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่ได้รับคำตอบ
“ผมเองก็ไม่ทราบครับ คนที่รู้ก็มีแต่ลุงไบรอัน คงมีสมบัติไม่ก็ของล้ำค่าอะไรของตระกูลอยู่มั้งครับ กว่าผมจะได้รู้ความลับนั้นก็ต่อเมื่อลุงไบรอันตายแล้วผมได้เป็นพ่อบ้านประจำตระกูลต่อนั่นแหละ ถึงเวลานั้นเมื่อไหร่ ผมจะบอกคุณก็แล้วกัน”
อเล็กซิสต์ว่าพลางขยิบตา โดยหารู้ไม่ว่านั่นเป็นการเปิดประเด็นข้อสงสัยใหม่ให้กับโจชัวอีกประเด็นหนึ่งทันที
“เอ้อ ผมว่าจะถามคุณตั้งหลายครั้งแล้ว ไอ้ที่ว่าเป็นเด็กในดูแลของพ่อบ้านไบรอันนี่หมายถึงอะไรหรือครับ คุณเป็นหลานของเขาหรือ”
“อ้อ เปล่าหรอกครับ ผมเป็นเด็กที่ลุงไบรอันเก็บมาเลี้ยงน่ะ ตอนผมเด็กๆ ผมก็อยู่กับครอบครัวในหมู่บ้านนี้แหละ แต่ครอบครัวผมประสบอุบัติเหตุ ลุงไบรอันก็เลยรับผมมาดูแลเพราะลุงแกไม่มีครอบครัวน่ะครับ ผมก็เลยเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งพ่อบ้านประจำตระกูลโจนส์ต่อจากลุงไปโดยปริยาย”
อเล็กซิสต์ว่าอย่างยิ้มแย้ม ก็คงมีเพียงแต่ข้อสงสัยนี้กระมังที่โจชัวไม่รู้สึกติดค้าง ออแลนโด้รู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินจากวงสนทนานี้อย่างบอกไม่ถูก ทั้งๆ ที่เขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดปาร์ตี้นี้แท้ๆ ซ้ำหัวข้อสนทนานี้ยังน่าเบื่อจนเขาอดไม่ได้ที่จะขัดคอขึ้นมา
“ผมว่าเราเลิกคุยเรื่องชวนปวดหัวกันดีกว่า มาฟังข่าวดีของผมบ้าง”
เหมือนทนายคอนเนอร์และอเล็กซิสต์จะเห็นด้วยกับข้อเสนอ ทั้งคู่พร้อมใจเบนความสนใจมาหาออแลนโด้ทันที ปล่อยให้โจชัวนั่งขบคิดอยู่คนเดียว
“ข่าวดีอะไรหรือครับ” อเล็กซิสต์เป็นคนแรกที่ถาม
“พอดีซิสเตอร์เกว็นเนสได้รับการติดต่อจากโบสถ์ในอีกหมู่บ้านว่าจะส่งตัวเด็กมาฝากดูแลน่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าสถานสงเคราะห์ของเราจะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วสินะครับ”
“ใช่ แต่ประวัติเด็กคนนี้เท่าที่ฟังมาก็หดหู่หน่อยนะ เห็นว่าเธอเป็นคนเดียวที่รอดตายจากการฆาตกรรมยกครอบครัว”
“เด็กที่คุณพูดถึง หรือว่าจะเป็นโดโรธี วู้ด เด็กผู้หญิงที่รอดจากคดีสะเทือนขวัญชื่อดังเมื่อสองสามเดือนก่อนน่ะ”
ทนายคอนเนอร์ถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น พอได้คำตอบเป็นการพยักหน้าจากออแลนโด้ เขาก็ครางออกมาราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“พระเจ้า... ไม่น่าเชื่อว่าโลกจะกลมขนาดนี้”
และนั่นเองที่ทำให้โจชัวหลุดออกจากความคิดของตนเอง หันมาฟังหัวข้อสนทนาใหม่อย่างสนอกสนใจทันที
“รู้สึกว่าครอบครัวที่ถูกฆาตกรรมไปจะเป็นครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวที่สองของเธอด้วย ถ้าจำไม่ผิด ครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวแรกเหมือนจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตยกครอบครัวเหมือนกัน ส่วนครอบครัวที่แท้จริงของเธอนั้นไม่มีใครทราบ เธอโดนทิ้งตั้งแต่แรกเกิดในโรงพยาบาลเลยล่ะครับ”
“แล้วเธออายุเท่าไหร่”
“เจ็ดขวบครับ”
“ให้ตาย เด็กอายุแค่นี้ทำไมถึงได้ประสบเหตุร้ายอะไรเยอะขนาดนี้นะ ผมชักอยากเห็นหน้าแล้วสิ เธอจะมาถึงที่นี่กี่โมงกัน”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณคอนเนอร์ เธอมาถึงก่อนเที่ยวบินของคุณจะออกตั้งหลายชั่วโมง ยังไงก็ได้เจออยู่แล้วครับ”
บทสนทนาเกี่ยวกับเด็กหญิงสมาชิกใหม่ของสถานสงเคราะห์ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความสนใจของทุกคน ก่อนหัวข้อสนทนาต่างๆ จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้งานปาร์ตี้ซึ่งตอนแรกดูเหมือนจะกร่อยกลับกลายเป็นครึกครื้นขึ้นมาทันตา โจชัวเริ่มพูดคุยมากขึ้นจนเขาเองเริ่มรู้สึกว่าการเข้าสังคมกับคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่กี่ชั่วโมงนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องยากสักเท่าไหร่สำหรับคนรักสันโดษอย่างเขาเหมือนอย่างที่เขารู้สึกไปเองมาตลอดสักนิด
ที่เป็นเช่นนี้ก็คงต้องขอบคุณออแลนโด้สินะ...
