บท
ตั้งค่า

8 เรื่องบังเอิญ (2)

และแล้วมันก็ผ่านไปห้าวันที่ปลาวาฬไม่มาปรากฏตัวอีกเลย ฉันคิดว่าสาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะฉันสั่งห้ามเขามาพูดด้วย ทำให้ปลาวาฬเลือกที่จะหนีหน้าแทนที่จะต้องมานั่งอัดอั้นเพราะอยากพูดกับฉันแทบตายแต่ทำไม่ได้นั่นเอง

คืนนั้น...หลังจากที่ฉันสั่งห้ามเขา ปลาวาฬก็ยอมทำตามแต่โดยดี แต่มันก็มีบ้างตอนที่เขาลืมตัว อาทิเช่นตอนที่ฉันหนีเข้าห้องและปล่อยให้พวกเขาดื่มเหล้ากันตามลำพัง ช่วงเวลาที่ฉันออกมาเข้าห้องน้ำ ปลาวาฬก็ร้องทัก แต่พอฉันหันขวับไปทำหน้าดุใส่ ปลาวาฬก็แก้ตัวด้วยการร้องเพลงแก้เก้อและทำตัวราวกับว่าเขาไม่ได้พูดด้วย ซึ่งนั่นทำให้ฉันหลุดขำ กระทั่งตอนที่เขาจะกลับนั่นล่ะ ปลาวาฬก็เลือกใช้วิธีบอกลาด้วยการเขียนข้อความใส่กระดาษโน้ตและสอดเข้ามาใต้บานประตูห้องนอนฉัน

‘ผมกลับก่อนนะครับ อย่าเสียใจที่ผมไม่ได้มาเคาะประตูห้องพี่เหมือนวันนั้นนะ’

เหอะ เด็กบ้า!

“อลิส บอสถามหาแน่ะ”

“คะ?”

ฉันทำเสียงแปลกใจนิดหน่อย ตอนที่พี่รัชนี เลขาหน้าห้องบอสเดินมาบอกฉันถึงโต๊ะทำงาน และที่แปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คือการที่บอสถามหาฉันเนี่ยแหละ

“บอสเนี่ยนะคะ ถามหาอลิส” ฉันถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่มั่นใจ

“ใช่จ้ะ ท่านให้ไปหาที่ห้องทำงาน ตอนนี้เลย”

“เอ่อ ค่ะ”

และเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉันจึงตอบรับไปอย่างนั้น พร้อมกับตั้งคำถามให้ตัวเองไปด้วยเพราะถึงแม้ว่าบอสจะเป็นแฟนของเพื่อนสนิทฉัน แต่เขาไม่เคยเอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาปะปนกัน มันเป็นไปได้น้อยมากที่เขาจะเรียกหาฉันเพื่อพูดคุยเรื่องของโลมา และเป็นไปได้น้อยมากกว่าเดิม หากเขาจะเรียกหาฉันด้วยเรื่องงาน เพราะฉันเป็นแค่พนักงานประชาสัมพันธ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริหารใหญ่อะไรอยู่แล้ว

ฉันเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋าเพราะมันเป็นเวลาเลิกงานพอดี ก่อนเดินไปที่ลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตัวอาคาร แต่ในขณะที่ประตูลิฟต์ถูกเปิดออก คนที่อยู่ด้านในก็ทำท่าทีตื่นตระหนกราวกับเห็นฉันเป็นผีมาขอส่วนบุญ

“เป็นอะไรของเธอน่ะมิ้นต์”

“เปล่านี่!”

ยัยมิ้นต์ตอบด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ก่อนจะเดินก้มหน้าก้มตาออกจากลิฟต์และใช้มือกระชับคอเสื้อของตัวเองไว้แน่น จนฉันได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอา

ฉันมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องบอสอีกครั้ง แต่พี่รัชนีเลขาหน้าห้องน่าจะกลับไปแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เดินลงไปบอกฉัน เพราะเหตุนั้น ฉันก็เลยเคาะประตูห้องท่านประธานด้วยตัวเอง และตัดสินใจก้าวเข้าไปด้านใน

“พี่รัชนีบอกว่าบอสเรียกอลิส มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่า... คะ...”

ทันทีที่บานประตูเปิดออก และน้ำเสียงของฉันโพล่งออกไป ก็ดูเหมือนว่าผู้ชายที่นั่งอยู่บนโต๊ะของบอสจะหมุนเก้าอี้กลับมาเผชิญหน้าพอดี และการปรากฏตัวของเขา ก็ทำให้คำพูดของฉันขาดห้วงไปโดยอัตโนมัติ

“ผมเรียกคุณเองครับ คุณอลิส”

เพราะคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่คุณปวีกรณ์ หรือที่ทุกคนเรียกในบริษัทนี้เรียกตามกันว่า ‘บอส’ หรือ ‘บอสหมิง’ เลยสักนิด แต่เป็นน้องชายคนสุดท้องของตระกูล ‘วสุธนรังสี’ ต่างหาก

“คุณกองปราบ!”

เจ้าของชื่อที่ถูกฉันเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงตกใจคลี่รอยยิ้มหวานออกมา ก่อนลุกออกจากเก้าอี้ประธานและเดินมาต้อนรับฉันที่ยังคงยืนอึ้งอยู่ที่หน้าประตู

“เซอร์ไพรส์มั้ยครับ”

ร่างสูงดึงแขนฉันเข้ามาด้านในอย่างสุภาพ และผลักบานประตูนั้นให้ปิดลงตามเดิม

“ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่ได้คะ”

ฉันถาม ตอนที่ลอบมองเขาในชุดเครื่องแบบเต็มยศ คุณกองปราบสวมชุดสีกากี ยศตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่ติดยศไว้บนบ่าและหน้าอกของเขาทำให้หัวใจฉันเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก

แบบนี้เองสินะ ที่เขาว่าผู้ชายในเครื่องแบบมักมีแรงดึงดูด

“ผมมีนัดกับพี่หมิงครับ แต่ดูเหมือนว่าพี่ชายตัวดีจะหนีไปดินเนอร์กับแฟนแล้ว”

“เอ๋?” ฉันทำหน้าสงสัยนิดหน่อย เพราะเท่าที่รู้ เย็นวันศุกร์แบบนี้โลมามักไม่ค่อยออกจากบ้าน หรือว่าวันนี้จะเป็นวันพิเศษของพวกเขา

“ผมก็เลยมารอเก้อตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้วครับเนี่ย”

คุณกองปราบพูดต่อเมื่อเห็นว่าฉันเงียบ ก่อนจะรุกฆาตให้ฉันไหวตัวไม่ทัน เมื่อเจ้าของรอยยิ้มหวานที่ขัดกับรูปลักษณ์และเครื่องแต่งกายแบบนั้น ใช้วาจาออดอ้อนฉันจนไม่กล้าปฏิเสธ

“หิวข้าวก็หิว เอ่อ ถ้าไม่เป็นการรังเกียจ คุณอลิสช่วยไปทานข้าวเป็นเพื่อนผมสักมื้อได้มั้ยครับ ถือว่าสงสารผู้ชายที่โดนพี่ชายหักหลัง”

ฉันคิดว่าฉันคงแพ้ผู้ชายขี้อ้อน โดยเฉพาะตอนที่โดนคุณกองปราบกะพริบตาปริบๆ ใส่ฉันแล้วพูดประโยคน่าขำนั่นแหละ ท่าทางของเขาทำให้ฉันเผลอนึกถึงปลาวาฬ เด็กหนุ่มที่เอาแต่อ้อนฉัน และใช้สารพัดวิธีเพื่อทำให้ฉันใจอ่อน เขาสองคนมีอะไรคล้ายกัน แต่มันต่างกันตรงที่คุณกองปราบคือผู้ชายที่อายุมากกว่า ส่วนปลาวาฬ หมอนั่นเด็กกว่าฉันตั้งสี่ปี แถมยังเป็นผู้ชายต้องห้ามทั้งสองประการอีกต่างหาก

“เท่านี้ก่อนแล้วกันครับ คุณอลิสจะสั่งอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ” คุณกองปราบหันไปบอกพนักงาน ก่อนหันมาถามฉันหลังจากที่สั่งอาหารไปหลายอย่างแล้ว

“ไม่ค่ะ เท่านั้นก็เยอะแล้ว”

“ผมอยากให้คุณทานเยอะๆ”

“ถ้าฉันอ้วนขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะคะ”

“ผมไง” เขายิ้ม และรอยยิ้มของเขาก็ทำให้ฉันเผลอยิ้มตามไปด้วย

แต่ฉันไม่ได้แพ้ผู้ชายปากหวานเท่าไหร่หรอกนะ

“แรกๆ ก็พูดแบบนี้แหละค่ะ นานๆ ไปก็พากันเรียกผู้หญิงว่ายัยอ้วน ยัยช้างน้ำกันทั้งนั้น”

“ไม่ใช่ผมแน่”

“เพราะคุณจะเรียกยัยฮิปโปโปเตมัสใช่มั้ยคะ”

“ผิด ผมจะเรียกยัยปลาวาฬชุบแป้งทอดต่างหาก”

และทั้งฉันกับคุณกองปราบก็พากันหัวเราะให้กับมุกปัญญาอ่อนพวกนั้น สาบานได้ ไอ้คำว่าปลาวาฬชุบแป้งทอดเนี่ย ฉันเคยเล่นตั้งแต่สมัยมัธยม ตอนที่มีใครคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า อะไรเอ่ย? ใหญ่กว่าปลาวาฬ คำตอบก็คือปลาวาฬชุบแป้งทอดยังไงล่ะ

แต่แล้วเสียงหัวเราะของฉันก็ต้องหยุดกึก เมื่อหันไปทางประตูหน้าร้านแล้วพบว่ามีใครหลายคนที่ฉันคุ้นเคยปรากฏตัวขึ้น

จากสองในสามคนนั้นคือโลมาและพี่หมิงที่เดินควงแขนกันมาอย่างสวีต ยัยนั่นหันมาเห็นฉันแล้วด้วย แถมยังทำท่าจะเดินเข้ามาใกล้เมื่อเห็นว่าฉันนั่งอยู่กับผู้ชายที่ตัวเองออกโรงเชียร์มาทั้งอาทิตย์!

และอีกคนที่เหลือ... ก็คือนายปลาวาฬตัวร้ายที่ยังไม่ได้ชุบแป้งทอด!

ซึ่งคนแรกที่เดินมาถึงโต๊ะของฉันก่อน ก็คือเขานั่นล่ะ!

ให้ตาย! ทำไมกรุงเทพมันถึงแคบขนาดนี้นะ!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel