บท
ตั้งค่า

2 ทวงสัญญา (2)

ฉันอดหมั่นไส้ไม่ได้ แต่ก็ยอมเดินไปปิดประตูแต่โดยดี ในขณะที่ตัวการยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ และเมื่อฉันหันกลับมา ปลาวาฬก็ตบเบาะเบาๆ ร้องเรียกให้ฉันไปนั่งลงข้างกายเขา ฉันเองก็ไม่ขัดข้อง เมื่อทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเดียวกัน ที่ว่างก็ดูแคบลงไปถนัดตา

“นี่ครับ”

ปลาวาฬส่งแก้วเหล้ามาให้ ฉันรับมันไว้แต่ยังไม่ได้ดื่มในทันที จนเขาต้องส่งเสียงเตือน

“เดี๋ยวยุงลงไปวางไข่หรอกครับ”

“ห้องนี้ไม่มียุง มีแต่เสือ” ฉันหมายถึงปลาวาฬนั่นแหละ เขาร้ายกาจมากนะ ที่กล่อมฉันให้ยอมมานั่งดื่มกับเขาได้ ทั้งๆ ที่หมอนั่นแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลย

สงครามประสาทชัดๆ ฉันแพ้ทางเขาไปหมด

“ยุงร้ายกว่าเสือนะ” ปลาวาฬพูดขำๆ แต่ฉันไม่เข้าใจ ก็เลยหันไปมองหน้า

เขามองฉันอยู่ก่อนแล้ว และดวงตาสีดำสนิทนั่นก็เพ่งมองฉันจนแทบจะทะลุไปหมด

“เสือมันขย้ำทีเดียว แต่ยุงน่ะ... มันกัดตรงนี้...”

เขาพูดช้าลง พลางใช้นิ้วแตะลงบนต้นแขนฉันแผ่วเบา

“ตรงนี้...”

ปลาวาฬเลื่อนมาแตะหัวไหล่

“ตรงนี้...”

...ลำคอฉัน

“แล้วก็ตรงนี้...”

และแก้มขวาของฉันเป็นลำดับสุดท้าย

การกระทำของเขาทำให้ฉันขนลุกไปหมด ยอมรับเลยว่าเกมรุกของปลาวาฬช่างร้ายกาจจริงๆ แต่ต้องขอบคุณสติการตั้งรับของตัวเอง ที่ทำให้ฉันแก้เกมได้ โดยไม่ประหม่าไปมากกว่านี้

“แต่ที่ร้ายกว่ายุง คือปลาวาฬใช่มั้ย”

“ฮ่ะๆ” คำพูดของฉันทำให้เขาหัวเราะออกมา “ปลาวาฬตัวนี้เชื่องนะครับ J”

เหอะ... ร้ายกาจกว่าที่คิดจริงๆ

ถ้อยคำต่อกรของเขาทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ จนต้องแสร้งทำเป็นไม่สนใจ และรีบยกแก้วเหล้าขึ้นมาดื่มเพื่อระงับอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านของตัวเอง จากนั้นเราทั้งคู่ก็สนุกสนานกับแอลกอฮอล์ชั้นดีและผลัดกันเล่าเรื่องช่วงเวลาที่ผ่านพ้นแบบไม่มีใครยอมใคร

ปลาวาฬเล่าว่าเขาไปอยู่ซิดนีย์หกปี ใช้ชีวิตเป็นเด็กนักเรียนไฮสกูลธรรมดาและเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในหลักสูตรสามปี ระหว่างนั้นก็รับงานพาร์ตไทม์ยี่สิบชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามกฎหมาย ฉันแปลกใจนิดหน่อยที่คนรวยๆ แบบปลาวาฬยังทำงานพิเศษ แต่พอเอ่ยถาม เด็กนั่นก็บอกว่าเขาต้องการหาประสบการณ์ รวมถึงที่รับงานเป็นช่างภาพให้กับนิตยสารหัวเล็กๆ เป็นงานอดิเรกด้วย ซึ่งพอกลับมาประเทศไทย ปลาวาฬก็วางแผนอนาคตว่าจะเข้าทำงานที่บริษัทของคุณพ่อซักหนึ่งปีก่อนจะกลับไปเรียนต่อ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทิ้งท้ายไว้ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของอนาคต

ในขณะที่ฉันเองก็เล่าทุกอย่างเกือบหมดเปลือก ตั้งแต่ตอนที่พ่อแม่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนเราสองพี่น้องตัดสินใจขายบ้านเพราะแบกรับภาระหนี้สินไม่ไหว หลายคนชอบคิดว่าครอบครัวที่ย้ายมาจากต่างประเทศคือครอบครัวที่ร่ำรวย แต่นั่นไม่ใช่กับครอบครัวของฉันหรอก เพราะสาเหตุที่พวกเราย้ายกลับมาที่บ้านเกิดของแม่ ก็เป็นเพราะทุกอย่างที่อังกฤษมันไม่เป็นใจเอาเสียเลย การกลับมาเริ่มต้นใหม่ในประเทศที่ค่าครองชีพถูกกว่าดูจะเป็นทางออกที่ดี แต่สุดท้ายก็นั่นล่ะ... ทางออกที่ดีกลับกลายเป็นทางตัน

ฉันกับอเล็กซ์ตัดสินใจขายบ้านที่ยังผ่อนไม่หมดโดยมีครอบครัวของโลมาเข้ามาให้ความช่วยเหลือ เราเหลือเงินก้อนหนึ่งสำหรับซื้อคอนโดมิเนียมที่ไม่ได้หรูหราแต่สะดวกสบายสำหรับการเดินทาง แล้วก็มีเงินเก็บอีกนิดหน่อยที่พอจะส่งตัวเองเรียนต่อจนจบ และส่งน้องชายเรียนโรงเรียนดีๆ โชคดีที่ฉันหางานทำได้เร็วและได้รับเงินเดือนสูงลิ่วเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน คงเพราะฉันมีทักษะทางภาษา แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปร่างหน้าตารวมถึงบุคลิกก็เป็นใบเบิกทางที่ดีเหมือนกัน

แต่ฉันก็ต้องแปลกใจที่ปลาวาฬรู้เรื่องทุกอย่างดี ก่อนจะคิดได้ว่ามันไม่ผิดปกติอะไร เพราะเขากับอเล็กซ์ติดต่อกันมาโดยตลอด และอีกอย่างปลาวาฬก็เป็นน้องชายของโลมาเพื่อนสนิทฉันด้วย เขาคงรู้ข่าวคราวของฉันบ้างไม่มากก็น้อยนั่นแหละ

“ผมโทรหาพี่ด้วยนะ ตอนที่พี่กับอเล็กซ์ย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ”

“จำไม่เห็นได้เลย”

“จะจำได้ได้ยังไง พี่ไม่รับสายผม” เขาตัดพ้อ

แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็จำไม่ได้อยู่ดี ปกติแล้วฉันไม่เคยไม่รับสายใคร โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายเป็นเบอร์แปลกๆ

“อเล็กซ์บอกว่าช่วงนั้นพี่กำลังหนีผู้ชายที่ชื่อกอล์ฟ”

“อ๋อ...” ฉันร้องออกมา

ถูกต้องล่ะ ถ้าเป็นช่วงนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเพื่อนของอเล็กซ์ที่สลัดทิ้งยากยิ่งกว่าเห็บ ฉันจำได้ว่ากอล์ฟพยายามโทรหาฉัน โดยใช้เบอร์ของผู้คนรอบด้าน บางทีก็ลงทุนเปิดเบอร์ใหม่เพื่อโทรหาฉันเลย ฉันรำคาญสุดๆ ก็เลยตัดสินใจไม่รับสายใครเลย เป็นอีกหนึ่งช่วงชีวิตที่ลำบากลำบน

ฉันดื่มเหล้าในแก้วจนหมดอีกครั้ง แต่เมื่อปลาวาฬกำลังจะรินให้ใหม่ ฉันก็ต้องร้องขอความเมตตา เพราะฉันคิดว่าตัวเองเมาจนแทบไม่มีสติแล้ว

“พอก่อนเถอะ”

“ยังไม่หมดเลยนะครับ”

“ถ้ากินหมดนั่น ฉันตายพอดี”

“ผมไม่ยอมให้พี่ตายหรอก”

“ถ้างั้นก็เลิกกินกันเถอะ”

“แต่มันน่าเสียดายนะ” เขางอแงเหมือนเด็ก “พี่ไม่ไหวแล้วเหรอครับ”

“นายก็ไม่ไหวเหมือนกันนั่นล่ะ” ฉันบอก

ถ้าว่ากันตามจริง ปลาวาฬก็ไม่ได้แตกต่างจากฉันเลยสักนิด เหล้าเต็มขวดที่พร่องไปจนเกือบหมดนี่เป็นฝีมือเขาคนเดียวด้วยซ้ำ นัยน์ตาเขาหยาดเยิ้มสุดๆ แล้วด้วย แต่หมอนั่นก็ยังโชว์คอแข็งด้วยการเชิญชวนฉันไม่เลิก ซึ่งถ้าฉันไม่ได้เมามาจากข้างนอก เหล้าแค่ขวดเดียวก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก

“ผมไหว”

“ถ้าไหวก็กินคนเดียวให้หมดไปเลยสิ”

“ไม่เอา... ถ้าพี่ไม่กินด้วย มันไม่สนุก” เขาอ้อน “นะครับ...”

ฉันยิ้ม เพราะคำพูดของปลาวาฬทำให้ฉันใจอ่อน แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ฉันฝืนตัวเองไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ฉันเมาจนเกินกว่าจะทนได้ ฉันควรนอน หรือไม่ก็หมดสติลงไปตรงนี้เลย

และในเมื่อฉันพูดปฏิเสธเท่าไหร่ ปลาวาฬก็ไม่เชื่อฟัง ฉันจึงต้องใช้ไม้ตายด้วยการออดอ้อนกลับ แถมยังเป็นเลเวลที่หนักหน่วงกว่าคำพูดพื้นๆ นั้นหลายเท่าตัว

“แต่พี่ไม่ไหวแล้วนะคะ...”

ฉันกระซิบบอก พลางเอนศีรษะซบลงบนบ่าเขาอย่างแผ่วเบา จนคนถูกจู่โจมต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น…

ปลาวาฬนิ่งไปเลย เขาตัวแข็งทื่อ ในขณะที่ฉันก็แอบอมยิ้มให้กับการกระทำบ้าๆ บอๆ ของตัวเอง นี่ไม่เรียกว่า ‘อ่อย’ นะ ฉันแค่ ‘อ้อน’ ซึ่งมันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ฉันหลุดพ้นจากวงเหล้าของเราสองคน

“พี่อลิส...”

ปลาวาฬเรียกฉัน

น้ำเสียงนั้นแหบพร่าจนฟังไม่รู้เรื่อง

“หืม?”

“ผม...”

“...”

“จริงๆ แล้ว...”

“...”

“...ผมมาทวงคำสัญญา”

ในที่สุดปลาวาฬก็ยอมพูดออกมา หลังจากที่ตะกุกตะกักอยู่นาน ฉันที่ยังซบบ่าเขาอยู่ ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็รู้ว่าปลาวาฬน่าจะเกร็งเหมือนกัน เขาคงกลัวฉันโกรธ แต่เอาเข้าจริงฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

แปลกใจที่เขายังจำได้เท่านั้นล่ะ...

“จูบน่ะเหรอ”

ปลาวาฬเองก็ดูประหลาดใจที่ฉันตอบกลับอย่างทันท่วงที

แหงสิ ตั้งแต่เจอหน้าเขา ฉันก็เอาแต่คิดเรื่องคำสัญญาบ้าๆ นี่น่ะแหละ

แต่พอคิดว่าจะต้องจูบกับเขาขึ้นมา หัวสมองที่พร่าเบลอของฉันก็สั่งการให้ยับยั้งชั่งใจ และพร่ำบอกกับตัวเองว่าไม่ได้!

ปลาวาฬเป็นเพื่อนของน้องชาย และเขาก็ยังเป็นน้องชายของเพื่อนด้วย

เขาเป็นผู้ชายต้องห้ามทั้งสองประการที่ฉันลั่นปณิธานเอาไว้แล้วว่าจะไม่ยุ่ง!

แต่... ก็แค่จูบเองนะ เราแค่รักษาสัญญาที่ให้ไว้เท่านั้น นี่ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดหรอก... ใช่มั้ยนะ

เฮ้อ! ไม่รู้แล้ว! ตอนนี้ฉันเมาจนแยกแยะอะไรไม่ออกทั้งนั้นแหละ!

“เอาสิ”

ฉันพูดแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ!

ปลาวาฬที่ราวกับรอคอยอยู่นานแล้ว ก็พลิกตัวกลับมาและใช้ฝ่ามือหนาเชยคางฉันให้เงยหน้าขึ้นรับองศากับใบหน้าของเขา ก่อนที่ริมฝีปากสีสวยนั้นจะทาบทับลงมาอย่างเร่าร้อน รุนแรง แต่ก็แฝงเร้นไปด้วยความอ่อนโยนทันที มันเป็นสัมผัสที่แม้แต่ตัวฉันเองยังประหลาดใจ

อาจจะเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ หรือไม่ก็ความรู้สึกที่ต่อเนื่องมาจากวัยเด็ก ถึงได้ทำให้เราทั้งคู่เหมือนถูกปลดปล่อยจากพันธนาการทั้งปวง เนื้อตัวของฉันเริ่มสั่นไหวและหายใจหอบ จนคนตัวสูงต้องค่อยๆ ผ่อนแรงลงราวกับเว้นจังหวะให้ฉันได้หยุดพักหายใจ...

แต่ฉันไม่ร้องขอโอกาสนั้น เพราะในช่วงที่ปลาวาฬหยุดชะงัก ก็เป็นฉันเองที่เป็นฝ่ายรุกเขา ด้วยการประทับเรียวปากลงไปอีกครั้งพร้อมกับบดขยี้อย่างเย้ายวน ฉันเพิ่งรู้ในตอนนี้เองว่าสัมผัสนุ่มหยุ่นของเขามันช่างตราตรึงใจ ปลายลิ้นอุ่นจัดของเขาสอดแทรกไปในโพรงปากฉัน และตวัดไปทั่วราวกับโหยหาความอบอุ่น ฉันเผยอริมฝีปากเบาๆ ก่อนค่อยใช้เรียวลิ้นของตัวเองสัมผัสเขาบ้าง จนลมหายใจของปลาวาฬแทบจะขาดห้วง ฉันรู้ว่าเขาเองก็คงคิดไม่ถึงที่ฉันกล้าต่อกรกับเขาแบบนี้...

และเมื่อปลาวาฬรู้แล้วว่าฉันตอบสนองกว่าที่คิด เขาก็กลับมาจู่โจมฉันอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง โดยเริ่มจากผลักร่างของฉันให้เอนราบไปกับโซฟา ก่อนที่ร่างสูงของเขาจะคร่อมอยู่เหนือร่างฉัน พร้อมกับใช้สองมือลูบไล้กายฉันไปมาอย่างซุกซน

ริมฝีปากของเรายังคงแนบชิดกันอยู่ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะค่อนข้างเลยเถิดไปมากแล้วก็ตาม มือหนาข้างหนึ่งของเขาสอดเข้าไปใต้เอวฉัน ส่วนอีกข้างก็ฟอนเฟ้นอยู่ที่หน้าอกอย่างแผ่วเบา ก่อนค่อยเร่งจังหวะหนักหน่วงขึ้น จนในที่สุด... สติสัมปชัญญะของเราทั้งคู่ก็เตลิดเปิดเปิง

ปลาวาฬมีชั้นเชิงมากพอที่จะทำให้ฉันคล้อยตาม และมีอารมณ์ร่วมได้ไม่ยาก เขาเล้าโลมจนฉันเกือบจะเผลอกลืนน้ำลายตัวเอง!

ไม่ได้นะอลิส!

เธอลืมไปแล้วเหรอว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร!!!

ปลาวาฬเป็นผู้ชายต้องห้ามนะ!

หัวสมองของฉันสั่งการแบบนั้น แต่พระเจ้าช่วย... เชื่อไหมว่าร่างกายของฉันดันตอบสนองเขาอย่างร้ายกาจ ปลาวาฬถอดเสื้อยืดสีดำของเขาออกอย่างช่ำชอง ก่อนโน้มตัวลงมาใหม่ พร้อมกับกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอยู่ข้างใบหู...

“พี่อลิส... ล็อกห้องหรือยังครับ...”

บ้าชะมัด! ถ้าเขาถามแบบนี้... ฉันก็ควรจะตอบไปตามความเป็นจริงว่า ‘ยัง’ เพื่อที่อย่างน้อยเราสองคนก็จะได้หยุดชะงักและกลับมามีสติอยู่กับเนื้อกับตัวเสียบ้าง

แต่ให้ตายเถอะ...

หัวสมองซีกไหนของฉันนะ ที่สั่งการให้ฉันพูดออกไปแบบนั้น!

“อ... อื้อ ล็อกแล้ว”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel