Episode 2 คบกันก็ได้นะ [3/10]
“โด่... แค่ทักทายเอง ไม่ต้องหวงขนาดนั้นก็ได้ครับ คุณฟีฟ่า”
“ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะเกรียวกราวดังลั่นห้อง ฉันเองก็อดยิ้มพร้อมกับส่ายศีรษะไม่ได้ ในสายตาของฉันพวกเขาน่ารักทุกคนเลยนะ แถมยังหล่อมากๆ ด้วย
อ้อ ลืมบอกไปว่าสมาชิกแต่ละคนไม่ได้เรียนชั้นปีเดียวกันหรอกนะ แต่พวกเขาก็อยู่กันเหมือนเพื่อนมากกว่า
“ทำตัวเหมือนหมานะมึง”
“ไอ้เมฆมึงอย่าแหย่มันดิ เดี๋ยวแม่งกัดขึ้นมาเป็นโรคพิษสุนัขบ้าตายห่ากันหมด” คำพูดของยักษ์ไม่ได้น้อยไปกว่าเมฆเลย
“ได้ทีรุมกูเลยนะพวกมึง”
“เริ่มซ้อมเถอะ รันตามสคลิปเลยนะ”
“โอเค / ทราบ!” ทุกคนขานรับพร้อมกันหลังจากที่โทนพูดขึ้น
พวกเขาก็เสียเวลากับการแกล้งฟีฟ่ามามากแล้ว และเสียงดนตรีหนักๆ ดังขึ้นคล้ายกับปลุกพลังที่มีอยู่ในตัวคนฟังให้ลุกหือตามจังหวะหนักๆ ของมัน ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองได้ดี พวกเขาทุ่มพลังให้กับการซ้อมเสมือนว่านี่เป็นการขึ้นแสดงบนเวทีจริงๆ อายคอนแทกซ์ และการเอนเตอเทนนิ่งของพวกเขามันมีเสน่ห์มากๆ
“สวัสดีครับทุกๆ คนที่มีความฝัน และพลังอยู่ในตัว...”
เสียงนุ่มทุ้มของดินดังขึ้น หลังจากที่เสียงดนตรีเบาลง และเปลี่ยนเป็นจังหวะช้าๆ
เขาพูดตามสคลิปที่เตรียมไว้เพื่อขึ้นประกวดวงดนตรีสตริงรอบแรก ซึ่งจัดโดยค่ายเพลงแห่งหนึ่ง วงดนตรี 10 ทีมสุดท้ายที่ได้รับคัดเลือกจะมีเพลงเป็นของตัวเอง ซึ่งแต่งขึ้นโดยโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงชื่อดังของค่าย และสิ่งที่ทุกวงที่เข้าประกวดใฝ่ฝันจะได้มันมาคือ การได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงแห่งนั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พวกเขา...จะต้องชนะเลิศการประกวดเท่านั้น
ฉันนั่งฟังพวกเขาซ้อมมาจนถึงช่วงสุดท้าย ถึงแม้จะเป็นวงดนตรีร็อค แต่กลับทำให้คนฟังอย่างฉันเพลิดเพลิน และคล้อยตามพวกเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่เขาว่ากันว่า ดนตรีเป็นภาษาสากลก็คงจะจริง แม้ฉันจะไม่ค่อยได้ฟังเพลงสักเท่าไร แต่ท่วงทำนอง และอารมณ์ที่พวกเขาถ่ายทอดออกมามันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพวกเขาคือ ยาพิษที่มอมเมาผู้ชมได้จริงๆ
นั่นเป็นที่มาของชื่อวง ...Poison
แปะๆ
เสียงปรบมือพร้อมกับรอยยิ้มของฉันทำให้ทุกคนยิ้มตาม หลังจากซ้อมเสร็จหนึ่งรอบ พวกเขาตกลงกันว่าจะพักสิบนาทีก่อนจะเริ่มซ้อมรอบต่อไป
“หิวไหม? เดี๋ยวลงไปซื้อขนมให้” ฟีฟ่ากลับมานั่งที่เดิมแล้วเอ่ยถามผู้ชมหนึ่งเดียวในห้อง
“ยัง” ฉันตอบอย่างไม่ลังเลย ใจเขาจะขุนให้ฉันอ้วนเท่ามัสตาสเลยหรือยังไง
“ซ้อมเสร็จเดี๋ยวพาไปกินข้าวแล้วกัน” เขาบอก
“มื้อนี้เราเลี้ยงเอง” ฉันบอกพร้อมกับรอยยิ้ม
“เฮ้ย เราเป็นผู้ชายจะให้ผู้หญิงเลี้ยงข้าวได้ไง”
สิ่งหนึ่งที่ฟีฟ่าบอกว่าฉันไม่เหมือนคนอื่นคือ ฉันไม่เคยเรียกร้อง หรือยอมให้เขาเปย์เลยสักครั้ง เขาอยากซื้อของให้ แต่ฉันก็ปฏิเสธทุกครั้ง แม้แต่อาหารยังเลี้ยงเขาคืนในมื้อต่อไปที่ทั้งเรามีโอกาสทานอาหารด้วยกัน ในความคิดของฉันมันแฟร์กว่า ฟีฟ่าเป็นเพื่อนฉันจึงไม่อยากให้เขามองว่าฉันต้องการอะไรจากเขา ฉันอยากให้มิตรภาพนี้มันอยู่ไปนานๆ มากกว่า
“ผู้ชายก็ขอตังค์พ่อแม่ใช้เหมือนกันแหล่ะ สมัยนี้ใครก็มีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งนั้น ถ้าให้ฟ่าเลี้ยงเราทุกมื้อระวังจะจนตายเถอะ” ฉันบอกขำๆ
แต่ทุกครั้งฟีฟ่าก็ทำเนียนจ่ายแทนร่ำไป มือหนาจับผมเปียของฉันขึ้นมาเล่นอย่างเพลิดเพลิน ถ้าไม่รู้จักนิสัยเขาฉันก็คงคิดว่าเขาเนียนก้มดมผมฉันจริงๆ นะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นหรือเปล่า
“ไม่จนหรอก เราเต็มใจเลี้ยง... ตลอดชีวิตยังได้เลย”
“โอ้ว...ว” เสียงมารความสุขของฟีฟ่าขัดขึ้นเมื่อโทนได้ยินประโยคนั้น ตามด้วยเมฆ
“เหม็นความรัก”
“ลิเกได้อีก เพื่อนกู” และดินที่กำลังนั่งเล่นมือถืออยู่เป็นผู้ปิดท้าย
“หุบปาก!”
“พวกนายน่ารักดีเนาะ” ฉันเอ่ยขึ้นปนเสียงหัวเราะ แต่ฟีฟ่ากลับเค้นเสียงคัดค้าน
“เหอะ”
“จะรักพวกเราก็ได้นะ” ยักษ์ ผู้ชายที่คนภายนอกคิดว่าเขาเป็นคนน่ากลัวเอ่ยขึ้น หน้าตาของเขาออกจะแบดบอยนิดๆ แต่ก็ดูเท่มากๆ เพียงแค่อยู่นิ่งๆ
“อันนี้ก็อ่อยเกิน”
ดูไม่เข้ากับบุคลิกเขาเลย ว่าไหม? แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นผู้ชายมุ้งมิ้งคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม้ลุคของเขาจะดูดิบเถื่อนก็ตาม หลังจากการซ้อมดนตรีในรอบที่ 2 จบลง ทุกคนก็ไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย แล้วฟีฟ่าจึงพาฉันมาส่งที่คอนโด
“เอ้อ ฟีฟ่า เราว่าจะถามว่า สนใจจะไปเล่นดนตรีในผับไหม? มันเป็นผับของลูกพี่ลูกน้องเราอ่ะ เขาชื่อคอปเปอร์”
พึ่งนึกขึ้นได้ว่าคอปเปอร์กำลังหาวงดนตรีไปเล่นในผับของเขา ตอนแรกกะว่าจะชวนตอนที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้า แต่ดันลืมเสียสนิท
“ที่ไหน?”
“X PUB ฟ่าน่าจะเคยได้ยินนะ”
“อืม เคย เดี๋ยวเราลองถามเพื่อนคนอื่นดูก่อนนะ”
เขาดูสนใจ แต่ก็ต้องถามความเห็นของเพื่อนร่วมวงก่อน ฉันเข้าใจว่า การอยู่ร่วมกันแบบนี้จะตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ ฉันเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรอยู่แล้ว
“โอเค ได้คำตอบยังไงบอกเราด้วยนะ พี่เปอร์เขากำลังหาวงมาเล่นที่ผับอยู่พอดี”
“ครับผม ถึงแล้วครับคุณผู้หญิง”
คนคันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณด้านหน้าของคอนโด เพราะคอนโดของฉันอยู่ไม่ไกลจามหาวิทยาลัยจึงใช้เวลาไม่นาน
“ขอบคุณค่ะสุดหล่อ”
“ให้เดินขึ้นไปส่งไหม?” คนอยากไปส่งถามขึ้นพร้อมๆ กับที่ฉันปลดเข็มขัดนิรภัยออก
“ไม่เป็นไรแค่นี้เอง ไปแล้วนะ”
“เดี๋ยวมิล”
“หืม..?”
เท้าเล็กหยุดชะงักในจังหวะที่จะก้าวเหยียบพื้น แล้วหันหน้ากลับมาหาคนที่เรียกฉันเอาไว้ ฉันมองคนตัวโตอย่างมีคำถามเขาเองก็มองฉันด้วยแววตาคาดหวัง
“คบกับเราได้ไหม?”
