บทที่ 18 เหนือ x หนึ่ง - คิดไว้ไม่มีผิด
วันหนึ่งใช้เวลาไม่นานก็เดินออกมา จากที่เดินและทำอะไรปกติ เมื่อหลุดออกมาจากกรอบประตูห้องแต่งตัวแล้วเห็นว่าหลินนั่งหันหลังคุยโทรศัพท์อยู่ก็ทำสิ่งนั้นเบาลง ร่างเล็กเลือกที่จะหยุดยืนนิ่งเพราะทำตัวไม่ถูก กลัวจะหาว่าแอบฟัง หรือทำให้เสียสมาธิทั้งที่ปลายสายเหมือนจะมีเรื่องสำคัญให้คนทางนี้ตั้งใจฟังซะด้วย เดาจากน้ำเสียงตึงเครียดของหลิน และประโยคยาวเหยียด เล็ดลอดผ่านลำโพงออกมา ทว่าวันหนึ่งคงจะลืมไปว่าข้างหน้าของหลินมีกระจกบานใหญ่ เพราะทันทีที่หลินเหลือบตาขึ้นมาเห็นหล่อนก็หาข้ออ้างวางสายนั้นทันที เพื่อหันมาสนใจเธอ
“โอมายก็อด สวยเป็นบ้าเลย” ก่อนจะขึงตาโตมองร่างเล็กอ้าปากค้าง พลันเห็นรอยสักตรงต้นแขนที่เพิ่งจะสังเกตก็ยิ่งอ้าปากกว้างเข้าไปใหญ่ “เอาจริงนะ พี่เป็นผู้หญิงพี่ยังต้องมนต์สะกด พี่ว่าแล้วเชียวหนูใส่ชุดนี้จะต้องขึ้น เอาล่ะ..งานนี้ หนุ่มๆเห็นต้องเดินชนกันบ้างแหละ”
แต่แทนที่เจ้าตัวจะดีใจ กลับกลั้นหายใจแทน เพราะไม่รู้ว่าเรื่องที่หล่อนคาดคะเนอยู่ในตอนนี้ มันจะส่งผลดีต่อเธอในอนาคตหรือเปล่า
“มัน..เป็นอย่างนั้นจริงๆเหรอพี่”
เธอไม่ได้เป็นคนที่มั่นใจอะไรในตัวเองมากนัก พอคนนอกมาชมกันถึงขนาดนี้ทำให้เธอนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ ต้องถามกลับ หลินที่หุบยิ้มไปแล้วกลับต้องยิ้มขึ้นมาใหม่ พลางพยักหน้า
“อืมฮึ ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวหนึ่งออกไปสนามลองสังเกตพวกผู้ชายดูสิ มีใครมองอยู่บ้าง อย่าว่าแต่ผู้ชาย พี่ฟันธงเลยว่าผู้หญิงก็ยังต้องมอง เธอสวยมากเลยนะรู้ตัวไหม สวยพอๆกับใครคนนึงที่พี่เคยทาบทามเลย แต่เสียดายรายนั้นแต่งงานไปแล้ว ที่สำคัญสามีนางเป็นเพื่อนสนิทกับนักแข่งที่หนึ่งจะต้องดูแลในวันนี้ด้วย แต้มบุญไหมล่ะ”
นาทีนี้วันหนึ่งแทบไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่หลินพูดเท่ากับสิ่งที่เธอกังวลอยู่ ความโดดเด่นที่ว่าถ้ามันนำหายนะมาให้เธอ ก็จะมีแต่ซวยกับซวย ทว่าตอนนี้คงต้องช่างมันก่อน ปล่อยมาจนถึงขนาดนี้แล้วจะถอยกลับคงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเธอจะถูกมองว่าแย่ เผลอๆคนตรงหน้าจะพาลโกรธเอาด้วย
ใกล้ถึงเวลาที่นักแข่งต้องรวมตัวกัน ร่างเล็กที่ยังไม่เป็นงาน แต่โตพอที่จะเรียนรู้ได้เร็ว จึงเดินไปยังจุดที่หลินบอกเพียงลำพัง นั่นก็คือเข้าไปหาหมายเลขสิบเก้าแล้วบอกว่าวันนี้เธอเป็นผู้ดูแลเขาตลอดจนกว่าการแข่งขันจะจบ แน่นอนว่าคนนับพันทั้งพื้นดินและบนอัฒจันทร์ รวมถึงเสียงพิธีกรคู่หญิงชายที่กำลังถือไมค์จ่อปากไม่ได้ทำให้ตื่นเต้นเท่ากับการลุ้นว่าเขาคือใครในตอนนี้ หัวใจของเธอเต้นแรงตลอดเวลาที่ก้าวเดิน ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกขาเริ่มชาก้าวไม่ออก
แถมมีสัญชาตญาณบางอย่างมากระซิบบอกว่าเธออาจจะหานักแข่งเบอร์สิบเก้าไม่เจอแน่ หากไม่เลือกที่จะถามใครสักคนดู คนที่รู้จักเขา แน่นอนว่าทันทีที่หยุดเดินชั่วคราวแล้วกวาดตามองไปทั่วหวังหาใครคนนั้นนั้นกลับต้องชะงัก เมื่อสายตาเผลอไปประสบเข้ากับใครคนหนึ่งที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุด
“พี่เซนต์..”
ใครจะเชื่อว่าโลกนี้มันกลมถึงขนาดทำให้เธอผู้ที่ห่างไกลกับวงการนี้ อุตส่าห์โคจรมาเจอกับแฟนเก่าได้ ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นนักแข่งรถ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับที่นี่เลย แต่เธอเหมือนจะลืมไปเสียสนิทว่าคนอย่างเขา ถึงไม่ได้เป็นนักแข่งลงสนาม แต่เขามีพี่ชายคนนึง และปกติไลฟ์สไตล์ก็เป็นนักเดินทาง เกาะกลุ่มกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน ซึ่งชื่นชอบบิ๊กไบค์เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว
วันหนึ่งกลืนก้อนฝืดลงคอ หลังจากเผลอไปสบตาเข้า และเขาก็ส่งสายตาคมกริบมายังเธอเช่นกัน หากมองไม่ผิดตอนนี้เหมือนจะแค่นหัวเราะอยู่ ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบกับเพื่อนอีกคน และเดินข้ามฟากตรงมายังเธอ ด้วยความประหม่าและตกใจทำสาวเจ้าเผลอก้าวถอยหลัง และจังหวะนั้นเกิดชนเข้ากับใครบางคน
พลั่ก!
“เดินดูทางหน่อย”
แน่นอนว่าความแรงที่เธอเองก็ยังรู้สึกได้ สมควรแล้วต่อการโดนดุ เพราะชนแรงจริง
แต่แล้ว..
จังหวะที่เธอหันมองข้ามไหล่ไปกะจะเอ่ยคำขอโทษ กลับต้องขึงตากว้างอีกรอบ แล้วยืนตัวแข็งทื่อ
“ขอโทษค่ะ..” เพราะคนคนนั้นเป็นบุคคลที่เธอคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน “คุณ..”
ส่วนเขาเองไม่น่าจะแตกต่าง หลังสังเกตหัวคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันจนเกิดปม
“มาทำอะไรที่นี่” กับคำเอ่ยถามที่มาพร้อมสีหน้าฉงน มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าซึ่งอยู่ในชุดธีมเดียวกันกับนักแข่งรถ อีกทั้งยังดูสวยโดดเด่นซะจนเขาเองยังอึ้ง “อย่าบอกนะว่า..”
คำตอบของวันหนึ่งถูกกลืนลงคอไป พร้อมกับความประหม่าที่จำเป็นจะต้องเก็บเอาไว้ หลังเห็นหน้าหล่อเหลาของเขาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเช่นเดียวกับเธอ ว่าเขามายืนอยู่ตรงนี้ในคราบของนักแข่งรถได้อย่างไร
“คุณเป็นนักแข่งรถด้วยเหรอ ฉันนึกว่าแค่น้องชายคุณ ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามหน่อย..คุณรู้จักหมายเลขสิบเก้าไหมคะ”
แต่พอเขาตอบด้วยสีหน้าที่ตายสนิทเท่านั้นแหละ ขาที่กำลังยืนเหน็บชาในทีแรกถึงกับอ่อนยวบเลยทันที ลืมไปเสียสนิทว่าก่อนหน้านี้เธอกำลังตกใจอยู่กับอะไร และหนีใครก่อนจะมาชนเขา
“หมายเลขสิบเก้า? ก็ยืนอยู่ตรงหน้าคุณแล้วไง”
อีกด้านหนึ่ง ขาแกร่งที่คิดจะก้าวเร็วไปหาร่างเล็กซึ่งยืนอยู่อีกฟากฝั่ง หวังจะกระชากพากลับมาอย่างที่เคยทำ จำต้องหยุดชะงักค้างชั่วคราวทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ยืนคุยอยู่กับเธอ ทีแรกเขารู้สึกคุ้นหน้าราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่พอได้มองอยู่นานๆตรงนี้พร้อมกับความคิดรั่วไหล ถึงได้นึกขึ้นมาได้ และมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินจากปากของวันหนึ่งตอนนั้นคือคำโกหก
“คิดไว้ไม่มีผิด ที่แท้ก็ชู้”
