บทที่ 1 เหนือ x หนึ่ง - ยังอยู่ในความทรงจำ
“อากาศไม่เป็นใจเลยแฮะ”
เสียงพึมพำของร่างเล็กดังขึ้น หลังเดินออกมานอกระเบียงเงยหน้าขึ้นเห็นเมฆครึ้ม พลางถอดหายใจพรืด เธออุตส่าห์เลือกซักอย่างเดียวแล้วมาตากหลังห้อง ไม่อบแห้งหวังประหยัดเงินค่าใช้จ่าย กลับพบว่าฝนตั้งเค้าเหมือนจะตกหลังเพิ่งจะตากเสร็จไปครึ่งชั่วโมง
ครืน..
ในขณะกำลังยืนครุ่นคิดอยู่ว่าจะเก็บมันแต่เนิ่นๆ หรือรออีกสักหน่อยดี โทรศัพท์บนโต๊ะในห้องกลับส่งเสียงร้องเรียกกันซะก่อน *วันหนึ่งจึงสลัดความคิดนั้นชั่วคราวเพื่อเดินไปหามันแล้วกดรับสาย
“ค่ะพี่โจ”
ก้านนิ้วเรียวเกาท้ายทอยตัวเองราวกับรู้ล่วงหน้าว่าการโทรมากลางคันของเจ้านายในวันหยุดของเธอแบบนี้จะต้องมีภารกิจอะไรบางอย่างให้ไปทำแทน และเหมือนจะจริงด้วย
(กูมีเรื่องด่วนต้องไปทำ ไม่ได้เข้าร้าน แต่นัดลูกค้ารายใหม่เอาไว้ บอกตามตรงไม่อยากเลื่อนนัดเลยว่ะ เห็นว่าเป็นนักแข่งรถ เผื่อจะเป็นตัวยิงแอด มึงช่วยไปแทนหน่อยได้ไหม)
อันที่จริงเธอก็อยากจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆนั่นแหละ ขณะหลับตาฟังและรอให้เขาพูดจบ แต่ถ้าทำแบบนั้นเสียงนี้ก็จะเข้าไปในโทรศัพท์ เธอจึงเปลี่ยนเป็นกลั้นหายใจแทน
“ลายอะไร เลือกมาหรือยัง”
(เลือกแล้ว แต่ยังไม่คุยรายละเอียด เดี๋ยวส่งงานต่อให้)
“โอเค สองแรงนะพี่ วันนี้วันหยุดหนึ่ง”
(เออน่ะ อย่าเคี่ยวกับกูนักเลย เดี๋ยวซื้อขนมไปฝาก)
เธอกลั้วหัวเราะ ไม่รู้ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายเคี่ยว เพราะเอาเข้าจริง ถ้าเธอไม่พูดถึงหรือทวง เขาก็ทำเป็นลืมทุกที สุดท้ายกลายเป็นงานกุศล แทนงานว่าจ้าง
“ก็ไม่ได้อยากกินขนมนี่หว่า.. ว่าแต่ตู๋ล่ะพี่ ไปไหน?”
(มีเรียน มาอีกทีตอนค่ำ.. เออนี่ ไปเลยนะ นัดเขาไว้สิบเอ็ดโมง นี่สิบโมงจะครึ่งละ อีกครึ่งชั่วโมง)
“ฮะ!” วันหนึ่งถึงกับอุทาน พลางขยี้หัวตัวเองจนยุ่ง “พี่นี่แม่ง เออ ทีหลังโทรมาตอนสิบเอ็ดโมงเปะๆเลยก็ได้”
(โทษทีว่ะ กูก็เพิ่งตื่น)
“หึ ร้านสักจงเจริญ”
ในที่สุดราวผ้าตรงระเบียงก็ถูกลากเข้ามาข้างในทั้งที่ฝนยังไม่ตกจนได้ เนื่องจากวันหนึ่งต้องไปทำงานแทนเจ้านาย ผู้ที่ไม่เคยวางแผนการใช้ชีวิตและมักจะลามมาหาคนอื่นให้ติดร่างแหตามไปด้วยตลอด ซึ่งคนอื่นที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน...เธอเอง
หลังจากปิดประตูและหน้าต่างหลังห้อง ร่างเล็กก็เดินกลับมาที่ราวใหม่เพื่อจะเลือกเสื้อตัวโปรดที่ยังไม่แห้งดีแต่จำเป็นต้องใส่มาหนึ่งตัว กลับพบอีกตัวที่ทำให้ต้องเลิกคิ้วสูง เป็นเสื้อตัวเดียวกันกับที่เธอสวมใส่ไปคลับเมื่อสามวันก่อน คืนนั้นเธอโดนทั้งเพื่อนและเจ้าของวันเกิดมอมเหล้าซะจนเมาเหมือนหมา จำได้รางๆว่าเดินโซซัดโซเซไปเข้าห้องน้ำคนเดียว เพราะห้ามไม่ให้ใครตามมา ก่อนชนเข้ากับใครคนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อแค่ร่างกายที่อบอวลไปด้วยน้ำหอมเฉพาะกลิ่น กับดวงตาคู่นั้นจะสะกดเธอให้มึนเมามากกว่าเดิม ถึงขนาดไปสานต่อกันที่...
“บ้าเอ๊ย”
วันหนึ่งสะบัดศีรษะแทบหลุดแกมตำหนิตัวเองในใจหลังเผลอไปนึกถึงเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิตเข้า เกือบจะได้เสียกับใครก็ไม่รู้ ชื่อก็ไม่รู้จัก แถมยังมีเจ้าของ โชคดีที่ตอนนั้นมีสายเข้ามาซะก่อนถึงได้หยุดกลางคัน ไม่อย่างนั้นคงได้ไปปีนต้นงิ้วเล่นในนรกเพราะทำชั่วโดยมิรู้ เผลอๆเถียงกับยมบาลเอาด้วย เพราะไม่ผิด คนไม่ผิดย่อมไม่รู้..
หืม..
#ร้านสัก
การเดินทางมาที่ร้านซึ่งปกติใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงหากเดิน แต่คราวนี้เธอเลือกที่จะเรียกรถ เนื่องจากเวลาเหลือไม่พอ ระยะเวลานัดหมายมันประชั้นชิดจนเกินไป
“สแกนแล้วนะ”
“ขอบคุณครับ”
ไม่รู้กี่ครั้งกับการถอนหายใจในครึ่งวันของเช้าวันนี้ จนคิดว่าเธอคงติดเป็นนิสัยไปแล้ว เนื่องจากเป็นคนหงุดหงิดง่ายเป็นทุนเดิม หน้าตาที่ไม่เป็นมิตร นานทีจะยิ้มสักครั้ง และหน้าบึ้งตึงตลอดเวลาก็อาจจะมีส่วน คล้ายการกักเก็บพลังงาน และควบคุมไม่ให้เผลอหงุดหงิดใส่ใคร ทว่าหน้าเหวี่ยงนั้นกลับมีเสน่ห์อย่างแปลกประหลาดต่อคนส่วนใหญ่ที่พบเห็น
“สวัสดีครับ”
คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นจากการจัดของ มองไปยังหน้าประตูทางเข้าออกที่ถูกใครบางคนผลักดัน แล้วแทรกตัวเข้ามา เธอคลี่ยิ้มเล็กน้อยเป็นการทักทาย
“ลูกค้าที่นัดไว้กับพี่โจหรือเปล่าคะ”
“ใช่ครับ ผมนัดไว้กับพี่ผู้ชาย”
“เจ้าของร้านติดธุระด่วนค่ะ เลยให้นี่มารับหน้าที่แทน สะดวกใจไหมคะ”
ภายใต้แว่นกันแดดสีชาที่ยังไม่ได้ถอดออก มีคิ้วหน้าขมวดผูกกันเล็กน้อย เมื่อพบว่าผู้หญิงตรงหน้าพูดจาห้วนใส่ แต่เพราะเป็นเพิร์ธ บุคคลที่ไม่ได้มีเครื่องหมายบวกเพียงแค่ร่างกายต้องการปะทะ หรือน้ำหนักเท้ายามลงสนามแข่งรถตอนเหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไป ทว่าทัศนคติด้วย จึงไม่คิดที่จะถือสา หรือสนใจการกระทำของเธอ กลับกันเขาคลี่ยิ้มพลางพยักหน้ากลับไปให้
“ได้ครับไม่มีปัญหา”
เธอไม่ได้มองหน้าเขาด้วยซ้ำ แต่เลือกที่จะเดินไปหลังร้านและการหันกลับมา เป็นการเรียกเขาให้เดินตามไปแทน แน่นอนว่าใบหน้าจิ้มลิ้มกับน้ำเสียง เป็นบุคลิกที่ห้าวเป้งย้อนแย้งกันสุดๆ สร้างความตื่นเต้นให้เพิร์ธไม่น้อย เขาถึงกับกลั้วหัวเราะ เกาท้ายทอยด้วยความงุนงง
“อะไรวะ..”
ครืน..
“นั่งก่อนนะ”
“แปปนะครับ”
ทว่าในขณะที่เดินตามขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่น เป็นจังหวะเดียวกันกับช่างสักหันมาพยักหน้าให้พอดี แต่เมื่อเห็นว่าเขายกโทรศัพท์แนบหู เธอจึงหมุนตัวไปเตรียมอุปกรณ์สำหรับการเตรียมผิว และเตรียมตัวเองสำหรับทำการสักแทน
“ว่าไงพี่”
(มึงอยู่ไหน ทำไมไม่เข้าสนาม)
“ไหนพี่บอกผม ช่วงนี้ติดงานโรงบาลไง”
(ใช่ แล้วยังไง)
“ผมก็นึกว่าพี่จะไม่มาสักพัก”
(กูไม่เข้าไป มึงก็ต้องซ้อมอยู่ดี นี่ถ้าเด็กที่สนามไม่โทรมาถามหามึงกับกู คงไม่รู้ว่ามึงไม่เข้าสนามมาสามวันแล้ว เอาไง..จะแข่งไหม ถ้าไม่จะได้ให้ไอ้คีถอนสปอนเซอร์ ไม่ต้องอัดฉีดมึงให้เสียเวลา)
“ใจเย็นดิพี่..มาเป็นชุด ไปกินรังแตนที่ไหนมานี่ เออๆ เดี๋ยวบ่ายเข้าไป”
(มึงอยู่ไหน)
“ร้านสัก กำลังจะสักพี่โทรมาขัดจังหวะเนี่ย เห็นไหมช่างคนสวยเขาทำหน้าบึ้งเลย”
วันหนึ่งหันขวับ ขณะยืนหันหลังสวมถุงมืออยู่ พลางขมวดคิ้วเป็นปม เธอเกือบจะอ้าปากท้วงแล้ว หากไม่ติดว่าเขาคือลูกค้า และเธอเองไม่มีอารมณ์จะคุยกับใครเหมือนกัน เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดที่มีแพลนจะนอนทั้งวัน แต่กลับต้องลุกมาทำงานแทนเจ้านาย จึงรู้สึกหงุดหงิด แต่ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
(เกี่ยวไรกันวะ เออแค่นี้แหละ บ่ายมึงเข้ามาละกัน กูเสร็จจากนี่ เผื่อจะได้เข้าไป)
“โอเคพี่ ไปหาอะไรหวานๆกินซะนะ ผมว่าพี่ขาดน้ำตาลว่ะ”
