บทที่ 1.1
ชีวิตของคนเรามันจะบัดซบได้เท่าไหร่กันเชียว?
...ซือถูเว่ย เคยตั้งคำถามนั้นเพื่อปลอบใจตัวเอง บากบั่นทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบปริญญาตรี กระทั่งได้เข้าทำงานและมีเงินเดือนที่ใครๆ ก็ต้องอิจฉา
ชีวิตเพียงลำพังโดดเดี่ยวไม่มีใคร ทั้งหมดนั้นได้รับการเติมเต็มจาก เสิ่นเหยียน แฟนหนุ่มที่ได้เจอกันตอนเรียนมหาวิทยาลัย คนสองคนประคบประคองให้กำลังใจกันและกันจนเรียนจบ กระทั่งตอนนี้ต่างคนต่างก็ได้เข้าทำงานมีอนาคตที่สดใส
อนาคตเคยถูกวาดฝันเอาไว้อย่างสวยหรู เก็บเงินซื้อบ้าน ทำงาน มีลูก จากนั้นครอบครัวก็จะพร้อมหน้า มีความสุข มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ
ครอบครัว... หญิงสาวมักอ่อนไหวกับคำคำนี้เสมอ เพราะตั้งแต่อายุได้สิบแปด ครอบครัวหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็มาสิ้นใจจากไป แม่เก็บงำอาการป่วยจนกระทั่งหญิงสาวสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็จากไป
ความสิ้นหวังทำให้ซือถูเว่ยอยากลาออก หากไม่ใช่วันนั้นบังเอิญได้รู้ความจริง ที่แท้เธอเองก็มีพี่ชายต่างแม่อยู่คนหนึ่ง ซือถูหนาน อีกทั้งเขายังทำงานในบริษัทใหญ่ หน้าที่การงาน การเงิน ความเป็นอยู่ ทุกอย่างนับได้ว่าพรั่งพร้อมสมบูรณ์
เขาเสนอให้ความช่วยเหลือหากหญิงสาวอยากเรียนจนจบ ตอนนั้นเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนฉวยโอกาสจึงปฏิเสธ เนื่องจากไม่อยากให้เขากับครอบครัวฝ่ายนั้นมองว่าตนเป็นภาระ
ซือถูเว่ยหางานพิเศษทำ ทั้งแอบสอนพิเศษ ทั้งทำงานพาร์ทไทม์ กระทั่งในที่สุดก็เรียนจนจบมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ทั้งยังได้เข้าทำงานในสำนักข่าวแห่งหนึ่ง
ความเชี่ยวชาญของหญิงสาวก็คือภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ดังนั้นการแปลข่าวสารจึงเป็นหน้าที่หลัก เงินเดือนก็นับว่าสูงมากหากเทียบกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ล่วงเข้าปีที่สองหลังเรียนจบเสิ่นเหยียนคุกเข่าขอหญิงสาวแต่งงาน จากนั้นก็พาหญิงสาวไปพบแม่ที่บ้าน ความฝันสวยงามเริ่มริบหรี่ตั้งแต่วันนั้น วันที่ซือถูเว่ยได้พบกับแม่ของแฟนหนุ่ม ตอนนี้พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมคบกันมาถึงป่านนี้เขาเพิ่งพาไปที่บ้าน
ที่สำคัญ...เขาคุกเข่าขอหญิงสาวแต่งงาน แต่แม่ของเขากลับไม่ได้รู้เห็นเลยสักนิด
“จะแต่งงานกันก็ได้ ฉันก็ไม่ได้อยากขวางความสุขของลูก แต่ฉันมีข้อแม้เพียงข้อเดียว ฉันจะออกเงินค่าบ้านให้ครึ่งหนึ่ง แต่บ้านต้องเป็นชื่อของลูกชายฉัน ฉันไม่ต้องการให้พวกเธอกู้เงินมาผ่อนบ้าน ฉันกลัวว่าลูกชายของฉันจะลำบาก”
เสิ่นเหยียนตาโตรีบขอบคุณแม่ของเขา
ซือถูเว่ยกลับขมวดคิ้ว “ไม่ค่ะ เราสองคนควรจะเก็บเงินดาวน์แล้วก็ทำเรื่องกู้เงินแล้วผ่อนด้วยตัวเอง จากนั้นบ้านก็ควรเป็นชื่อของเราสองคน”
เสิ่นเหยียนโกรธมากเพราะไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าบ้านจะเป็นชื่อของใครก็ได้ แต่งงานไปยังไงสองคนก็อยู่ด้วยกัน ทว่า...ซือถูเว่ยกลับคิดต่าง หากวันหน้าทะเลาะกันบ้านเป็นชื่อของเขา หากเขากับแม่คิดจะไล่เธอออกไปละ เธอไม่มีทางยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
“ไม่ค่ะ นี่เป็นบ้านของเรา ทำไมจะต้องให้แม่ออกเงินให้ละคะ เราหากันเองได้ เก็บเงินดาวน์แล้วก็ทำเรื่องผ่อน ด้วยหน้าที่การงาน ด้วยเรี่ยวแรงของเราสองคน ครอบครัวนี้เราเองก็อยากให้สมบูรณ์ ไม่ใช่เหรอคะ”
ความฝันสวยหรูช่วงที่ยังเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งหมดนั้นทำให้หญิงสาวมีความหวัง นึกไม่ถึงสักนิดว่าด้วยเรื่องนี้กลับทำให้ต้องมาทะเลาะกับแฟนหนุ่มใหญ่หลวง
ตอนได้มีเวลานั่งครุ่นคิดคนเดียว ซือถูเว่ยมองไม่เห็นอนาคตที่สดใสของเขากับเสิ่นเหยียนอีกแล้ว เอะอะเขาเอาแต่พูดถึงแม่ แม่เขาบอกว่า... แม่อยากให้เขา... แม่ของเขาแนะนำว่า...
ถึงตอนนี้ยังต้องลังเลเหรอว่าต่อไปเธอจะต้องอยู่กับเขาโดยมีเงาของแม่อีกฝ่ายคอยบงการ ตอนที่เธอพยายามประคับประคองให้เขาลองคิดและทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง กลับมีอันต้องทะเลาะกันอีกครั้ง เธอ...ทนไม่ไหวอีกแล้ว
“ถ้ายังต้องเป็นแบบนี้ สู้ไม่แต่งเลยดีกว่า”