ตอนที่6
Bankpan talk.
สองสามวันมานี้งานผมโคตรจะยุ่ง ชนิดที่อยากจะบอกเฮียแจ็คว่านี่กูเด็กใหม่นะครับ ก็เฮียแม้งใช้งานกูอย่างกับทาสเลยสัส เดี๋ยวให้ผมไปดูงานที่เกิดปัญหาในไลน์ผลิต เดี๋ยวให้ผมลงไปเช็คงานที่สโตร์ เดี๋ยวให้ผมทำข้อมูลเพื่อไปพบลูกกับพวกQA จนตอนนี้หกโมงกว่าแล้วผมยังนั่งเคลียร์งานไม่เสร็จเลย
"เอ่อ พี่คะ แล้วพี่แจ็คอยู่รึป่าวคะ" ผมเงยหน้าจากคอมที่กำลังพิมพ์งานอยู่ ก่อนจะมองหน้าน้องผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ตอนนี้ในห้องเหลือแค่ผม พี่กิตแล้วก็พี่โมสามคน ที่เหลือไม่กลับบ้านก็อยู่ในไลน์ดูงานที่ตัวเองรับผิดชอบ
"เฮียกลับบ้านไปแล้วครับ มีอะไรรึป่าว"ผมถามเพราะสีหน้าเธอดูกังวนไม่น้อย
"พอดีเครื่องเสียค่ะ แล้วช่างไม่มีใครว่างสักคน งานติดส่งรอบสองทุ่มด้วยค่ะพี่ หนูไม่รู้จะทำไงดีเลยมาหาพี่แจ็ค" เธอพูดเหมือนจะร้องไห้ แค่แผงวงจรธรรมดาๆคงไม่ยากเกินความสามารถกูมั้ง
"งั้นเดี๋ยวพี่ไปช่วยดูให้แล้วกัน แต่พี่ไม่รับปากนะ ว่าจะซ่อมได้รึป่าว พี่จบเครื่องกล ไม่ได้จบอิเล็ก แต่เดี๋ยวพี่ไปช่วยดูให้เพื่อจะพอซ่อมได้ น้องช่วยหาแบบวงจรของเครื่องที่เสียให้พี่ทีแล้วกัน" ผมพูดพร้อมกับถอดแว่นออกแล้ววางไว้หน้าคอม ผมไม่ได้สายตาสั้นหรอกครับ แต่ที่ใส่เพราะเวลาอยู่หน้าคอมนานๆผมชอบปวดตา
"ได้ค่ะพี่ รบกวนด้วยนะคะ"เธอพูดยิ้มๆ ผมเลยยิ้มตอบก่อนจะพยักหน้า แล้วเดินตามเธอออกจากห้องทำงานฝ่ายวิศวกร ถึงว่าทำไมวิศวกรที่นี่แม้งเก่งทุกคน ที่จริงก็ไม่เก่งหรอกครับ แต่สถานการณ์บังคับไง เป็นแม้งทั้งวิศวกรทั้งช่างเลยกู
"เครื่องนี้ค่ะพี่" น้องผู้หญิงพาผมมาที่เครื่องก่อนจะเดินออกไป ผมมองเครื่องอัด Housing ด้วยสูญญากาศตรงหน้า สักพักน้องผู้หญิงที่ไปตามผมมาเมื่อกี้ก็เดินกลับมาพร้อมกับกระดาษเอสี่ในมือ ก่อนจะยื่นมาส่งให้ผม แบบจำลองแผงวงจรที่มีลายเส้นสีเขียว สีแดง สีขาว เต็มไปหมด มองแล้วตาลายชิบหายเลยไอ้สัส แม้งยุ่งยากกว่าระบบเครื่องยนต์ในรถอีก แล้วกูจะรอดไมงานนี้ เพราะแบบนี้ไงผมเลยเลือกเรียนวิศวะเครื่องกล
"พี่ขอไขขวงเช็คไฟ กับมิเตอร์วัดไฟด้วยครับ" ผมบอกก่อนจะเปิดฝาเครื่องด้านหลังออก น้องผู้หญิงก็ยื่นไขขวงไฟฟ้าให้ผม ผมเลยเช็คไฟตามจุดสำคัญต่างๆ จนไปเจอสายที่หลุด คงจะต่อไม่ดี มันเลยหลุดง่ายๆ ผมจัดการดึงปลั๊กไฟออกก่อนจะต่อสายให้เหมือนเดิม พอเสร็จผมก็เช็คสัญญาไฟ ว่ามีไฟผ่านปกติแล้ว เพื่อยืนยันว่ากูต่อไม่ผิดสาย
"เดี๋ยวน้องลองใช้เครื่องให้พี่ดูหน่อย น่าจะใช้ได้แล้ว" ผมลองให้เธอใช้เครื่องให้ผมดู ไหนๆผมก็เป็นคนซ่อมให้แล้ว ถ้ามีปัญหาจะได้จัดการให้เสร็จทีเดียว เธอจะได้ไม่ต้องไปตามใครมาอีก
"ใช้ได้แล้วค่ะพี่ ขอบคุณนะคะไม่งั้นไลน์หนูแย่แน่ๆเลยคะ ว่าแต่พี่ชื่ออะไรค่ะ" น้องผู้หญิงหันมายิ้มให้ผม
"พี่ชื่อแบงค์ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่ขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะ"ผมพูดก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั่น แต่สายตาดันเห็นมะปรางค์กำลังยืนมองผมอยู่จากระเบียงชั้นสอง หลายวันมานี้ผมไม่ได้เจอเธอเลยเพราะงานที่โคตรยุ่งพอเธอเห็นผมมองขึ้นไปเธอก็เดินหลบไปข้างเสา หึ!!!มายืนดูผมตั้งแต่เมื่อไรกัน ผมเลยเดินยิ้มกลับไปที่ห้องทำงาน พี่คนอื่นๆกลับกันหมดแล้วเหลือแค่ผม ผมเลยเก็บของ ก่อนจะปิดไฟแล้วค่อยออกมาจากห้องทำงาน
ครืดดดด...ครืดดดด...
สายเข้าดีม
"มีเหี้ยไร"ผมกำลังเดินไปที่รถก่อนจะหยิบมือถือในกระเป๋ากางเกงที่สั่นไม่หยุดออกมารับ
/ไอ้สัสกูโทรไปเป็นชาติแล้วเพิ่งจะรับสาย/
"กูไปซ่อมเครื่องมา"
/มึงว่าไงนะ มึงไปซ่อมเครื่อง ตกลงมึงเป็นวิศวกรหรือช่างซ่อมบำรุงวะไอ้สัส"ไอ้ดีมมันพูดก่อนจะหัวเราะผมเสียงดัง
"เออๆ เป็นแม้งทุกอย่างนั่นแหละ ว่าแต่มึงมีไรโทรมามืดๆ"ปกติมันไม่เคยโทรมาตอนกลางคืนเพราะมันจะใช้เวลาอยู่กับเมีย
/ไอ้เหี้ยนนต์ชวนไปแดกเบียร์ที่บ้าน/
"มึงไปได้"ผมไม่มีปัญหาหรอกครับพรุ่งนี้วันเสาร์ วันหยุดของผมแต่ไอ้คนโทรมาเนี่ยมันไปได้รึป่าว
/กูขอน้องแอมแล้ว เลยโทรมาช่วยมึงเนี่ยแหละ/
"กลัวเมียชิบหาย"
/เออ ไอ้สัส มึงอย่าเป็นแบบกูแล้วกัน วันก่อนได้ข่าวพาไปซื้อเสื้อผ้าด้วยนิ/
"หึ!!!แสนรู้ เออเดี๋ยวกูไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านก่อนเดี๋ยวตามไป" ผมพูดเสร็จก็วางสายจากไอ้ดีมก่อนจะเดินไปขึ้นรถเพื่อขับกลับบ้าน แต่ตอนขับออกมาจากลานจอดรถ ผมเห็นปอร์เช่จอดอยู่ เจ้าของรถยืนคุยกับไอ้เหี้ยมิค มันดึงลากเธอไปที่รถของมัน ดูท่าทางเธอขัดขืนนิดหน่อย แต่ก็ยอมเดินตามมันไปขึ้นรถ ผมรู้สึกเป็นห่วงเธอขึ้นมาเฉยๆแต่จะตามไปตอนนี้ก็ไม่ได้เสือกนัดไอ้ดีมไว้ ผมเลยโทรสั่งลูกน้องสามสี่คนให้ตามเธอไปมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่ผมคิดก็ได้แต่ก็อดห่วงเธอไม่ได้อยู่ดี
ผมขับรถไปเปลี่ยนชุดที่บ้านบอกลูกน้องว่าไม่ต้องรอ กินเบียร์กับเพื่อนทั้งทีคงแดกกันยันเช้า พอผมสั่งลูกน้องเสร็จก็ขับรถมาที่ไร่พ่อเลี้ยงอานนต์ พอจอดรถได้เพื่อนกูก็แหกปากมาแต่ไกลเลยครับ
"กว่าจะมา"ไอ้ดีมมันทักผมเสียงดัง ส่วนเจ้าของบ้านดูสีหน้ามัน แม้งคงแดกมาตั้งแต่เมื่อวาน ไอ้นนต์มันตามไปง้อเมียที่กรุงเทพฯ แรกๆก็เหมือนจะดีกันแล้วเพื่อนกูนี้พาไปงานแต่งไอ้ต้าร์ยันกระบี่ แต่ไม่รู้ทำไมมันกลับทำท่าเหมือนคนจะตายแบบนี้
"ก็มาแล้วไงวะ"ผมพูดก่อนจะเดินไปหยิบเบียร์สามสี่ขวดในตู้แช่ออกมา แม้งเอ้ยเพื่อนกูนี่แดกเบียร์แทนน้ำไงวะเนี่ย มีแต่เบียร์เต็มตู้ น้ำมีแค่สองขวดเล็กๆไอ้สัส
"มึงไม่คิดจะแดกอย่างอื่นบ้างไงไอ้เหี้ย"ผมอดที่จะบ่นมันไม่ได้ ไอ้นนต์มันมองหน้าผมนิดหน่อย
"กูชวนมาแดกเบียร์ไม่ได้ชวนมาแดกข้าวไอ้สัส อย่าพูดมากจะแดกไม ไม่แดกก็กลับไป"ไอ้นนต์มันพูดเสียงนิ่งๆก่อนจะแดกเบียร์ในแก้วมันต่อ ผมเลยเดินถือเบียร์ไปนั่งลงข้างๆมัน ลูกน้องมันก็เอากับแก้มมาให้สามสี่อย่าง แต่พวกผมไม่เน้นไง เพื่อนกูบอกแล้วว่าชวนมาแดกเบียร์ไม่ได้ชวนมาแดกข้าว
ไอ้นนต์มันเป็นคนนิ่งๆครับ ยิ่งถ้ามันไม่พูดไม่ยิ้มนี่โคตรหน้ากลัวไม่มีใครเดาอารมณ์มันถูก ทั้งไอ้ดีมแล้วก็ผมด้วย แต่พวกผมก็คบกันมาได้เป็นสิบๆปี หรืออาจจะเพราะว่าไม่มีใครคบพวกผมด้วยมั้งครับ ผมนั่งคุยนั่งแดกเบียร์ฟังเพลงกันไป จนเกือบจะตีหนึ่ง มือถือผมก็สั่นไม่หยุดจนผมต้องเอามากดรับสาย
สายเข้าโย
ลูกน้องคนสนิทที่ผมใช้ให้มันตามมะปรางค์ไป มันโทรมารายงานเมื่อสามชั่วโมงที่แล้วว่าไอ้มิคพาเธอไปกินข้าวแล้วก็พาแวะไปที่บาร์หรูแถวๆนั่น
"ว่าไง"
/ลูกพี่ครับ คุณมะปรางค์เธอดูท่าทางไม่ค่อยดี/
"ยังไง"พอผมถาม ไอ้โยมันก็รายงานให้ฟัง ไอ้เหี้ยมิคมันใช้วิธีนี้เลยหรอวะ
"เออเฝ้าไว้เดี๋ยวกูรีบไป"ผมบอกลูกน้องก่อนจะวางสาย แล้วหันมาบอกพวกเพื่อนผมที่มันกำลังนั่งมองผมอยู่ พวกมันไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรคงรู้กันอยู่แล้วว่าผมจะไปหาใคร
ผมขับรถไม่นานก็มาถึงบาร์หรูที่ลูกน้องผมบอก พอไปถึงผมก็เห็นไอ้มิคกำลังดึงลากมะปรางค์ไปที่รถของมัน แต่คราวนี้เธอขัดขืนเอามือเกาะขอบรถไว้แน่น ร้องให้คนแถวนั่นช่วย แต่ไม่มีใครสนใจจะช่วยเธอสักคน
"ปล่อย"
