2. การเกิดใหม่ของเชฟมิชลิน (ตอนปลาย)
“อีหลินชิง! แกกล้าด่าฉันเหรอ? คิดว่าผัวแกจะกลับมาช่วยหรือไง มันไปรบป่านนี้คงตายเป็นศพเฝ้าป่าไปแล้ว!”
“จะตายหรือไม่ตายเขาก็คือผัวฉัน ส่วนแกมันก็แค่ขยะเปียกที่ฉันอยากจะโละทิ้งไปนานแล้ว ไป๊! ไปตายที่ไหนก็ไป!”
หลินชิงไม่พูดเปล่า เธอกระโดดข้ามหน้าต่างออกไปพร้อมไม้พายในมือ แล้วเริ่มฟาดใส่จ้าวคุนอย่างไม่ยั้งแรง ทักษะการขยับข้อมือที่ฝึกฝนจากการควงตะหลิวหนัก ๆ มานานนับปีทำให้ทุกจังหวะที่ไม้พายกระทบเนื้อนั้นแม่นยำและรุนแรง ทำเอาจ้าวคุนร้องโอดครวญล้มลุกคลุกคลานหนีไปทางท้ายหมู่บ้านท่ามกลางความมืด
หลินชิงยืนหอบหายใจทิ้งไม้พายลงกับพื้น เธอเงยหน้ามองพระจันทร์แล้วถอนหายใจยาว
“เอาละ... ตอนนี้ขยะชิ้นแรกก็หายไปแล้ว”
เธอเดินกลับเข้ามาในบ้าน พบว่าเสี่ยวเฟิงและเสี่ยวเหยายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้แววตาของเด็กชายเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
หลินชิงเดินเข้าไปใกล้ เสี่ยวเฟิงรีบบังน้องสาวทันที
“ห้ามตีเสี่ยวเหยานะ! ถ้าจะตี... ตีผมแทน!”
ใจของหลินชิงอ่อนยวบลง เธอคุกเข่าลงบนพื้นดินเย็นเฉียบเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาของเด็ก ๆ
“เสี่ยวเฟิง เสี่ยวเหยา... ฟังแม่นะ แม่คนเดิมที่คอยแต่จะตีพวกลูก คนที่คิดจะทิ้งพวกลูกไป... คนคนนั้นตายไปแล้ว”
เธอยื่นมือที่หยาบกร้านออกไปหมายจะลูบหัวเด็ก ๆ แต่เสี่ยวเฟิงกลับเบี่ยงหลบด้วยสัญชาตญาณ หลินชิงไม่ได้โกรธ เธอเพียงยิ้มเศร้า ๆ
“แม่รู้ว่าพวกลูกไม่เชื่อ แต่เวลาจะพิสูจน์เอง ตอนนี้ลูกกำลังหิวใช่ไหม?”
ท้องของเสี่ยวเหยาส่งเสียงร้องโครกครากออกมาเป็นคำตอบ เด็กน้อยรีบเอามืออุดท้องตัวเองไว้พลางก้มหน้าอาย ๆ
หลินชิงลุกขึ้นยืน พลางสำรวจความจำเกี่ยวกับห้องครัว ในบ้านนี้แทบไม่มีอะไรเหลือเลยจริง ๆ ร่างเดิมเอาเงินไปซื้อเหล้าและแป้งประทินผิวจนหมด ข้าวสารขาวเหลือเพียงก้นถัง แป้งหมี่หยาบ ๆ มีอยู่ครึ่งถุงเล็ก มีไข่ไก่เหลืออยู่เพียงหนึ่งฟองที่เสี่ยวเฟิงแอบซ่อนไว้ในกองฟางหลังบ้าน และมีมันเทศเหี่ยว ๆ อยู่สองสามหัว
สำหรับคนอื่น นี่อาจจะเป็นวัตถุดิบที่ทำอะไรไม่ได้เลย แต่สำหรับเชฟมือทองอย่างเธอ นี่คือโจทย์ที่ท้าทายที่สุด
“รอแม่ประเดี๋ยวเดียว แม่จะทำของอร่อยให้กิน”
หลินชิงเริ่มเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เธอจุดไฟในเตาถ่านด้วยความชำนาญที่ติดมาจากชาติก่อนที่เคยหลงรักการแคมป์ปิง เธอร่อนแป้งหมี่หยาบ ๆ เพื่อเอาเศษเปลือกออก ผสมน้ำในสัดส่วนที่พอเหมาะ นวดจนได้เนื้อเนียนนุ่ม ทักษะการนวดแป้งมือเดียวของเธอนั้นดูราวกับการร่ายรำ
เสี่ยวเฟิงแอบมองแม่จากมุมมืด เขาไม่เคยเห็นแม่ทำงานบ้านด้วยท่าทีขยันขันแข็งแบบนี้มาก่อน ปกติแม่จะเอาแต่นอนอืดทั้งวันหรือออกไปแต่งหน้าหน้ากระจก
หลินชิงฝานมันเทศเป็นแผ่นบาง ๆ นำไปต้มจนเปื่อยแล้วบดจนเนียน เธอเอาไข่ไก่เพียงใบเดียวที่มีมาตีให้เข้ากัน จากนั้นก็เริ่มดึงเส้นบะหมี่ด้วยมือเปล่า เส้นบะหมี่ที่ขรุขระเริ่มเรียวยาวและสม่ำเสมอภายใต้แรงดึงที่พอดีของเธอ
กลิ่นหอมของแป้งสุกและมันเทศหวาน ๆ เริ่มอบอวลไปทั่วห้องดินที่เคยอับชื้น หลินชิงปรุงรสด้วยเกลือเพียงเล็กน้อยที่เหลืออยู่ก้นขวด และใส่ต้นหอมป่าที่เธอเด็ดได้จากข้างหน้าต่างเมื่อครู่ลงไป
“เสร็จแล้ว บะหมี่มันเทศสูตรพิเศษของแม่”
เธอตักบะหมี่ใส่ชามกระเบื้องที่มีรอยบิ่นสองใบ แล้วยกมาวางตรงหน้าเด็ก ๆ เส้นบะหมี่สีเหลืองนวลจากมันเทศและไข่ไก่ปะปนกับน้ำซุปใส ๆ ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นของต้นหอมป่า
เสี่ยวเหยากลืนน้ำลายอึกใหญ่
“หอม... หอมจังเลยค่ะแม่”
เสี่ยวเฟิงยังคงลังเล เขาจ้องมองชามบะหมี่เหมือนกำลังมองกับดัก
“แม่... ไม่กินเหรอ?”
หลินชิงยิ้มแล้วลูบหัวเสี่ยวเหยาเบา ๆ คราวนี้เด็กน้อยไม่หลบ
“แม่ยังไม่หิว ลูกกินเถอะ กินให้หมดนะ ต่อไปนี้แม่สัญญา... จะไม่ให้ลูกต้องท้องว่างอีกแม้แต่มื้อเดียว”
เสี่ยวเหยาคว้าตะเกียบไม้ไผ่ขึ้นมาคีบเส้นเข้าปาก คำแรกที่สัมผัสลิ้นทำให้ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้าง
“อร่อย! แม่คะ อร่อยที่สุดในโลกเลย!”
เสี่ยวเฟิงเห็นน้องสาวกินอย่างเอร็ดอร่อยและไม่มีท่าทีว่าจะถูกวางยา เขาจึงเริ่มคีบกินบ้าง รสชาติของเส้นที่นุ่มหนึบ ความหวานธรรมชาติจากมันเทศ และความกลมกล่อมของซุปไข่ทำให้เด็กชายที่พยายามทำเข้มขรึมถึงกับน้ำตาคลอ
“นี่คือฝีมือของแม่เหรอ...” เสี่ยวเฟิงนึกในใจ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านจากท้องขึ้นมาถึงอกทำให้กำแพงในใจที่เขาสร้างไว้เริ่มร้าวราน
หลินชิงนั่งมองเด็ก ๆ กินจนเกลี้ยงชาม ความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยได้รับจากรางวัลมิชลินครั้งไหน ๆ พุ่งพล่านในอก เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ทั้งเรื่องปากท้อง เรื่องญาติพี่น้องที่จ้องจะเอาเปรียบ และสามีที่เธอยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา...
แต่ในเมื่อโชคชะตาให้โอกาสเชฟสาวที่โดดเดี่ยวอย่างเธอมามีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว เธอจะใช้ทุกทักษะที่มี ทุกความรู้ที่ติดตัวมา สร้างอาณาจักรแห่งความสุขนี้ขึ้นมาให้ได้ในที่แห่งนี้
“เสี่ยวเฟิง เสี่ยวเหยา กินเสร็จแล้วไปล้างหน้าล้างตานอนนะ พรุ่งนี้... แม่จะพาไปหาของอร่อยในป่ามาทำขาย เราจะเริ่มสร้างตัวกันใหม่”
เสี่ยวเหยาพยักหน้าหงึกหงักพลางยิ้มแฉ่ง เห็นฟันหลอ ๆ ที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู ส่วนเสี่ยวเฟิงก้มหน้าลงต่ำแต่ก็พึมพำเสียงเบาว่า
“ครับ... แม่”
หลินชิงมองเงาสะท้อนของตัวเองในชามน้ำที่เหลืออยู่ ร่างกายนี้ยังอ่อนแอและพังพินาศ แต่ดวงตาของเธอในตอนนี้กลับโชติช่วงไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้
“รอให้ฉันสวยขึ้นและรวยขึ้นก่อนเถอะ ใครที่เคยรังแกเด็กพวกนี้... ฉันจะคิดบัญชีทบต้นทบดอกให้หมด!”
