ตอนที่ 2 บทนำ Future Detective ภาคกลาง
“เอาล่ะ! แนะนำตัวมาแล้วกัน ขอชื่อจริง ชื่อเล่น และอายุ ที่เหลือไม่ต้องบอกฉันรับทราบทางเอกสารแล้ว ขอแค่อยากให้พูดเฉยๆ”
“ชัชวิน ชื่อเล่น ชัช อายุสิบเจ็ดครับ”
“จิรายุ ชื่อเล่น จิ อายุสิบเจ็ดครับ”
“คุณากร ชื่อเล่น คุณ อายุสิบเจ็ดครับ”
“เจตฎา ชื่อเล่น เจต อายุสิบเจ็ดครับ”
“เฮ้อ...แม่งเอ๊ย พวกตาแก่ตั้งใจโยนเรื่องปวดหัวมาให้ฉันสินะ ช่างเป็นอะไรที่น่าประทับใจเหลือเกิน”
นนท์ภัทรสบถออกมาด้วยความโกรธ เพราะตั้งใจใช้งานผู้เป็นพ่อของทั้งสี่คนต่างหาก ไม่ใช่มาเพื่อสอนงานให้ใครสักหน่อย ถึงจะรู้ว่าในอนาคตต้องทำงานกับผู้สืบทอดก็เถอะ
อยากสอนตอนที่อายุสักยี่สิบเอ็ดหรือยี่สิบสองมากกว่า ลำพังปัญหาชีวิตตนเอง ครอบครัว หลายอย่างมันก็รับผิดชอบและเปลี่ยนแปลงมากเกินไป ยังไม่พร้อมรับมือตอนนี้เท่านั้นเอง
“นภัทรครับ อายุสิบห้า”
“ยินดีที่ได้รู้จัก คุณชัชวิน คุณจิรายุ คุณคุณากร คุณเจตฎา”
“บุตรลำดับสองตระกูลภูทนินทร์ครับ” บุตรคนเล็กเอ่ยเสียงเรียบแต่ไม่ได้ยกมือไหว้ เพียงแค่ลุกขึ้นมาโค้งด้วยความสุภาพเท่านั้น เป็นการให้เกียรติพอประมาณและไม่ได้กดให้ตัวเองดูเด็กตามอายุ
“พี่นนท์ภัทร อายุสิบเก้าครับ”
“ส่วนนิสัย...ตามที่พวกคุณเห็นเลยครับ ผมไม่มีความเห็น” นภัทรพูดต่อพลางส่ายหน้าด้วยความเอือมระอาเล็กน้อย
เพราะว่าใครๆ ก็รู้เรื่องนี้กันอยู่แล้วว่าผู้สืบทอดตัวจริงนิสัยแปลกมาก เข้าขั้นประหลาดเลยก็ว่าได้ แต่ความรู้ ความสามารถก็เก่งเช่นกัน ไหนจะใบหน้าหล่อเหลานั่นอีก คุณสมบัติครบถ้วนทุกอย่างยกเว้นนิสัยและปากที่ตรงกันข้ามหมดเลย
จากความไม่เข้าใจแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชินไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครทราบ เพราะทุกคนเลิกค้นหาความจริงไปนานแล้ว เลยพากันทำตัวตามอารมณ์อีกฝ่ายเสียมากกว่า
“ขอบใจที่ช่วยบอกให้นะ แต่พี่โคตรจะไม่สบอารมณ์เลยสักนิด พวกตาแก่ทำเกินไปหน่อย” นนท์ภัทรยังคงไม่หยุดบ่นและไม่มีทีท่าจะเลิกราง่ายๆ รวมถึงทั้งสี่คนที่พากันเงียบเพราะกลัวจะถูกด่าเป็นชุดอีกรอบ
“พี่อารมณ์ดีตอนไหนผมยังไม่รู้เลยครับ เพราะผมเห็นพี่อารมณ์เสียตลอดเวลา” นภัทรตอบตามความจริง ไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าพี่ชายแต่อย่างใด กลับทำให้บรรยากาศห้องดีขึ้นมาซะงั้น
เพราะทุกคนพากันหัวเราะให้กับการตอบหน้าซื่อตาใสขนาดนั้น เรียกว่าแปลกคนละแบบมากกว่า บุตรคนโตแปลกแบบขี้โวยวาย ส่วนคนเล็กแปลกแบบไม่พูดอะไร
“เอาเป็นว่ามาเรียนไปพร้อมกันเลยแล้วกัน ยังไงฉันก็ต้องสอนน้องอยู่แล้ว ถือว่าเรียนพร้อมกันเลยจบเรื่อง”
“เตรียมอุปกรณ์มาเลย”
บุตรคนโตตระกูลภูนินทร์ตัดสินใจเสร็จสรรพ พร้อมกันสั่งให้คนเตรียมกระดานขนาดใหญ่มา และโต๊ะเรียนสำหรับนั่งได้หนึ่งคนมาจำนวนห้าที่นั่ง
ชัชวิน จิรายุ คุณากร เจตฎายังคงไม่เข้าใจสถานการณ์และยังอยู่อยู่ที่เดิม แตกต่างจากผู้เป็นน้องชายที่ลงไปนั่งรอเรียนแล้ว จนทำให้ทั้งสี่คนเลือกทำตามบุตรคนเล็กของบ้าน เพื่อไม่ให้โดนด่าอีกรอบหนึ่งแทน
ชัชวินรู้สึกว่าการเรียนการสอนในแบบคุณชายใหญ่เข้าใจง่าย พูดกระชับ ฉับไว ตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นออก บอกเฉพาะสิ่งที่จำเป็น รวมถึงบอกด้วยว่าถ้าอยากรู้เพิ่มเติมให้ไปหาจากที่ไหน
และความรู้บางอย่างมาหาได้เฉพาะที่ห้องสมุดประจำตระกูลภูทนินทร์เท่านั้น ไม่อนุญาตให้นำออกไปเผยแพร่ทุกรูปแบบ ให้เรียนรู้ นำไปใช้และอ่านในห้องสมุดเท่านั้น
จิรายุรู้สึกว่าการเรียนที่นี่ดีกว่าการเรียนในระบบ และการสอนตัวต่อตัวที่อื่นหลายเท่า เพราะไม่ใช่คนเก่งทุกคนจะสื่อสารกับผู้อื่นรู้เรื่องเสมอไป
ข่าวลือเหล่านั้นไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด คุณชายใหญ่มีพรสวรรค์ในการสอนมากจนอยากให้เป็นอาจารย์ด้วยซ้ำ เพียงแต่ท่านต้องสืบทอดกิจการเท่านั้นเอง
“ไม่เข้าใจอะไรก็ถามฉันได้ ไม่ต้องเกรงใจ”
“เพราะว่าฉันจะไม่ย้อนกลับมาสอนอีก บอกแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น”
“วันต่อไปจะหมดสิทธิถามในเรื่องที่สงสัยแล้ว มันควรจะเรียนรู้เรื่องใหม่แทน”
“ถึงฉันจะปากหมาแต่เวลาสอนพูดดีอยู่”
“ถึงฉันจะปากหมาแต่เวลาสอนพูดดีอยู่ เพราะว่าถ้าถามวันต่อไปจะถูกด่าแทน แถมไม่ได้คำตอบที่สงสัยอีก”
คำพูดของบุตรคนโตตระกูลภูทนินทร์ทำให้คุณากรตั้งสติและเริ่มซักถามหลายอย่างที่ตนเองสงสัยมาตั้งแต่แรก เพราะไม่คิดว่าคุณชายผู้สอนดีระดับปรมาจารย์จะดุขนาดนี้ นิสัยมันเปลี่ยนกันยาก
