บทนำ
ในอาณาจักรแบร์นาญอส ปีที่ 200 ความรุ่งเรืองไม่ใช่มหรสพ แต่มันคือการแสดงละครฉากใหญ่ที่ไม่มีวันจบสิ้น
อาลีเซีย ยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานยักษ์ที่กรอบทำจากทองคำแท้สลักลายวิหคเพลิงสยายปีก นางจ้องมองเงาสะท้อนของหญิงสาวในชุดราตรีผ้าไหมสีขาวมุกที่หนักอึ้งด้วยดิ้นทองและเพชรซีกนับร้อยเม็ดที่ปักเรียงรายจนดูเหมือนเกราะอ่อนส่องประกาย
“วันนี้ดูสง่างามมากเพคะองค์หญิง”
รูท นางกำนัลคนสนิทเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพลางใช้แปรงขนสัตว์ค่อย ๆ ปัดละอองแป้งหอมที่ปรุงจากดอกมะลิแห้งลงบนลาดไหล่ขาวนวลของอาลีเซีย
อาลีเซียไม่ได้ขยับตัว นางรู้สึกว่าแป้งเหล่านั้นไม่ได้ให้ความหอม แต่มันกำลังอุดรูขุมขนของนางจนหายใจไม่ออก
“รูท เจ้ารู้ไหมว่ากุหลาบที่บานในเรือนกระจกของท่านพ่อพวกนี้มันแปลก...” อาลีเซียใช้นิ้วแตะกลีบกุหลาบสีแดงเข้มที่ประดับอยู่ในแจกันข้างกระจก
“มันถูกใส่ปุ๋ยเคมีและบังคับอุณหภูมิให้บานพร้อมกันในวันฉลอง แต่มันกลับไม่มีกลิ่นหอมของดิน หรือความชื้นของหยาดน้ำค้างจริง ๆ เลยสักนิด”
รูทหยุดมือ แววตาของนางไหววูบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มละไมแบบที่นางฝึกมาอย่างดี
“องค์หญิงทรงตรัสเรื่องยากเกินไปแล้วเพคะ ของที่สมบูรณ์แบบที่สุดย่อมต้องผ่านการปรุงแต่ง วันนี้คือวันฉลองอาณาจักร ราษฎรอยากเห็นเจ้าหญิงที่ดูเหมือนเทพธิดา ไม่ใช่เจ้าหญิงที่เปื้อนกลิ่นดินนะเพคะ”
อาลีเซียไม่ตอบ นางมองดูรูทที่กำลังจัดระเบียบชายกระโปรงให้นาง รูทเป็นเพื่อนเล่นกับนางมาตั้งแต่เด็ก แต่พักหลังมานี้นางรู้สึกว่ากำแพงที่ชื่อว่า ‘ชนชั้น’ และ ‘ความคาดหวัง’ มันทำให้คำพูดของรูทฟังดูเหมือนบทเรียนที่ถูกท่องจำมา
อาลีเซียเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ มองลงไปเห็นลานหน้าปราสาทที่ตอนนี้คลาคล่ำไปด้วยรถม้าหรูหราจากทั่วสารทิศ แสงคบเพลิงนับพันดวงสว่างจนดูเหมือนดาวบนดิน
“นี่... วาเลนไทน์มาถึงหรือยัง” อาลีเซียพยายามถามด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด
รูทชะงัก แปรงในมือร่วงลงพื้นเสียงดัง ‘ตุบ’ นางรีบก้มลงเก็บ แววตาที่ก้มมองพื้นนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นมัวที่อาลีเซียไม่มีวันเห็น
“องครักษ์วาเลนไทน์ประจำการอยู่ที่โถงกลางตั้งแต่ะเย็นแล้วเพคะ เขาเป็นแค่คนคุ้มกันประตู... องค์หญิงไม่จำเป็นต้องทรงถามถึงหรอกเพคะ”
อาลีเซียสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบบางอย่างในน้ำเสียงนั้น นางจึงเงียบไป นางรู้ดีว่าสถานะของนางกับองครักษ์หนุ่มคือเส้นขนานที่หากใครรู้เข้า มันคือความวินาศของทั้งคู่ แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ นางตัดสินใจแล้วว่าจะทำตามใจตัวเองอย่างลับ ๆ สักครั้ง
“ไปกันเถอะรูท ประชาชนกำลังรอ ‘วิหคทองคำ’ ของพวกเขาอยู่นะ”
อาลีเซียเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อยก่อนจะก้าวออกจากห้องพัก โดยมีรูทเดินตามหลังพร้อมความแค้นใจที่เริ่มสุกงอมอยู่ภายใต้ชุดนางกำนัลสีซีด
โถงกลางของปราสาทแบร์นาญอสในคืนนี้ดูราวกับทะเลสีทอง เสียงเครื่องดนตรีสายบรรเลงเพลงเชิดชูเกียรติดังก้องสะท้อนเพดานโดมสูง อาลีเซียก้าวลงจากบันไดหินอ่อนท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาด้วยความชื่นชม แต่อาลีเซียกลับกวาดสายตาหาเพียงจุดเดียว
ที่มุมเสาต้นที่สามด้านทิศตะวันออก วาเลนไทน์ ยืนนิ่งสงบในชุดเกราะองครักษ์สีเงินเงาวับ ดาบก้ามปูที่เป็นสัญลักษณ์ประจำกายถูกคาดไว้ที่เอวอย่างมั่นคง ใบหน้าของเขาคมเข้มและเรียบเฉยประดุจรูปสลัก ทันทีที่สายตาของทั้งคู่ประสานกัน อาลีเซียรู้สึกเหมือนเวลาทั้งหมดหยุดหมุน มันไม่ใช่สายตาของเจ้านายกับบ่าว แต่มันคือสายตาของวิญญาณสองดวงที่โหยหากันและกันท่ามกลางกรงขังแห่งเกียรติยศ
“ทรงพระเจริญพะยะค่ะองค์หญิง”
วาเลนไทน์คุกเข่าลงเมื่ออาลีเซียเดินผ่าน แต่แววตาของเขาที่ช้อนมองขึ้นมากลับสื่อความหมายที่ลึกซึ้งกว่าคำราชาศัพท์เหล่านั้น ‘ท่านช่างงดงามและห่างไกลเหลือเกิน’
“ขอบคุณ ท่านองครักษ์” อาลีเซียหยุดฝีเท้าลงเพียงชั่วครู่ ลมหายใจของนางติดขัด
“คืนนี้อากาศคงจะหนาว ดูแลตัวเองด้วย”
