ตอนที่ 6
(หลังจากลิฟต์ปิด)
“จิมหัวฉันยังอยู่ไหม? ทำไมรู้สึกเหมือนสมาชิกใหม่เราชะตาขาด” หยางถาม
“ถ้าหัวพวกแกไม่อยู่ ของฉันคงหายไปตั้งแต่เช้า” อีธาน
“อย่าบอกว่าเขาฉะกันก่อนหน้านี้แล้วนะ ไม่นะอิง นายทำอะไรลงไป” หยินร้องโหยหวน
“แล้วทำไมลุงไม่ห้าม” หยาง
“จะห้ามแล้ว แต่โดน บอส เหยียบตีนไว้เป็นแก แกจะพูดไหม ? ”
“ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง หลุมอาหารของฉันด้วยเถอะ”(หยาง)
“แกมันเห็นแก่กิน”(หยิน)
“หรือแกไม่”(หยาง)
“จะเหลือเร๊อะ!!”(หยิน)
“อาเมน”(ทั้งคู่)
“ฉันมีเรื่องจะบอก ฝากไปบอก สองคนนั้นด้วย ห้ามให้อิงรู้ว่าบอส คือบอส ให้เรียกแค่ชื่อเล่น ที่ใช้ที่นี่เท่านั้น หากใครหลุดปากบอก บอสจะส่งตัวกลับไปให้ฟีนิกซ์ทันที ซึ่งฉันบอกเลยว่าไม่เอาด้วยเด็ดขาด”
“พวกฉันก็ไม่ ยังไม่พร้อมเจอลูกพี่ตอนนี้
ด้านล่าง
พอทั้งคู่ลงมาถึงชั้นหนึ่ง แสงตะวันก็เดินไปถามพวกพี่สาวประชาสัมพันธ์ถึงร้านอาหารละแวกนี้ก่อนจะได้ความว่าที่ตึกเราชั้นใต้ดินมีโซนอาหารสำหรับพนักงานอยู่ จึงเอ่ยขอบคุณก่อนเดินมาหาคนที่ยืนรออยู่ข้างลิฟต์ซึ่งไม่รู้จะแอบทำไม
“เขาบอกชั้นใต้ดินมีร้านอาหารอยู่”
“ก็ไปสิ”
“นี่!! ที่จริงคุณควรรู้หรือเปล่าว่ามันมีร้านอาหารในตึกนี้”
“ฉันไม่เคยลงมาเอง ส่วนมากออกไปกินข้างนอก”
“แต่อย่างน้อย ๆ ก็ควรรู้ไหม ?”
“เรื่องมาก” พูดจบ คาล์ล ก็เบี่ยงตัวเดินไปทางชั้นใต้ดินทันทีไม่รอให้เด็กมันว่าเขาได้อีก คนอะไรบ่นเก่งเป็นบ้า
“นิคุณทำไมชอบทำตัวหยิ่งจัง Relaxบ้างก็ได้ คุณทำให้ทุกคนกลัวคุณ”
“ไม่จำเป็น”
“คุณโตมาในสังคมแบบไหนกัน”
กึก
อยู่ ๆ คนที่เดินด้านหน้าก็หยุดการเดินแบบกะทันหันทำให้อิงที่เดินตามเบรคตัวไม่ทัน ชนเข้ากับด้านหลังของคุณคนนิ่งทันที
“สังคมที่ไม่ได้โลกสวย เหมือนเธอ สังคมที่แม้แต่ญาติคนสนิทก็ห้ามไว้ใจ หรือแม้แต่พี่น้อง พ่อแม่เดียวกันก็อย่าหลงเชื่อในสิ่งที่เขาพูด”
พูดจบคาล์ล ก็หันกลับไปเดินหน้าต่อทันที แต่ก็ยังได้ยิน อิง พึมพำที่ด้านหลัง
“น่ากลัวอะไรขนาดนั้นพี่น้องไว้ใจไม่ได้ แล้วจะเชื่อใจใครได้อีก”
“ตัวเองไง”
“แล้วคุณมีเพื่อนบ้างไหม ?”
คาล์ลยังไม่ตอบแต่ปรายตามองคนถาม คงคิดว่าเขาน่าสงสารมากสินะที่โตมาแบบนี้ แต่ระหว่างที่คิด อิง ก็พูดขึ้นมาว่า..
“ผมต่างจากคุณนะ ผมน่ะเชื่อใจคนง่าย ไวใจคนอื่นไปทั่ว ทำเพื่อคนอื่นมาก็เยอะ แต่คุณรู้อะไรไหม สุดท้ายผมก็ได้รู้ว่ามันคือการโกหก ลับหลังผมเขาก็นินทา ต่อว่าผมสารพัด คนจนบ้างล่ะ ลูกแม่ค้าบ้างล่ะ ทำดีเอาหน้าบ้างล่ะ แต่อย่างน้อยนะคุณ ผมยังมีเพื่อนที่จริงใจกับผม มีครอบครัวที่คอยให้คำปรึกษา แค่นี้ก็พอแล้วว่าไหม ?”
“มี”
“ห๊ะ!”
“เพื่อนฉันมีอยู่คนหนึ่ง”
“เขาดีกับคุณไหม ?” แสงตะวันเอ่ยถาม
“อืม”
และบทสนทนาก็หยุดลงเมื่อมาถึงโซนอาหาร อิงเดินเข้าไปสั่งข้าวเปล่าและก็อาหารอีกสองอย่าง เพราะถ้าซื้อแต่ข้าวกลัวว่ามันไม่เหมาะ
“ทั้งหมด 200 บาทค่ะ”
“นี่ครับ ขอบคุณนะครับ” พอกล่าวคำขอบคุณเสร็จก็เรียกอีกคนให้เดินตามบอกว่าเสร็จแล้ว ก่อนจะเดินไปร้านน้ำ
“เธอซื้อของเขามา ทำไมต้องขอบคุณ ? ”
“หือ! เมื่อกี้เหรอก็..อืมยังไงดีล่ะ ขอบคุณที่เขามาขายของให้เราได้ซื้อละมั่ง ถ้าเขาไม่มาเราก็ไม่มีข้าวกินเลยนะคุณ”
“แล้วเธอจะเดินไปไหนอีก ? ”
“เป็นฝรั่งขี้สงสัยด้วยเหรอคุณน่ะ ไปซื้อน้ำสิครับ “
“ข้างบนมีให้เธอกินวันนี้ก็ไม่หมด”
“จริงดิ! งั้นไปกันแต่เอ๊ะฟังมานานแล้วคุณใช้ศัพท์เรียกผมผิดไปนะ ต้องเรียก ‘นาย’ ไม่ใช่ ‘เธอ’ ” กว่าจะได้ทานข้าวกันในวันนี้ก็เกี่ยงกันนั่งจนแสงตะวันสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นอีก
“ลุงแก่สุดไปนั่งนู้นเลย”
“ไอ้เด็กเหี้ย ถึงฉันจะแก่แต่ก็มีที่นั่งแล้ว” สตีฟที่นั่งไกลจากหัวโต๊ะว่าขึ้นเมื่อคิดว่าตัวเองรอดแล้ว กับการนั่งใกล้บอสแบบนั้น
“งั้นผมนั่งใกล้สตีฟนะ”
“มาเลยหนุ่มน้อยนั่งข้างฉันแล้วเธอจะปลอดภัย...ที่ไหนกันล่ะ” สตีฟพูดยังไม่จบดีก็ต้องชะงักค้าง เมื่อบอสที่รักดันอยากมานั่งจ้องตากันแบบนี้
“มีใครสนใจย้ายที่กับฉันไหม ? ” หันไปกระซิบถาม
“จะกินกันได้หรือยัง ? จะได้ทำกันไหมงาน ? ” เท่านั้นแหละพื้นที่ที่เหลือก็ถูกจับจองกันพัลวัน
“คุณกินเผ็ดได้ไหม ? ” ประโยคคำถามที่มาจากอิง ทำให้คนที่มองอาหารตรงหน้า ต้องเงยหน้ามองคนถาม
“อืม”
“แล้วแพ้อะไรหรือเปล่า ? ”
“กุ้ง”
“อ่า...งั้นอันนี้ อันนี้ คุณห้ามแตะ แล้วก็ไข่ตุ๋นนั่นด้วย”
“อิง แต่น้ำพริกไม่มีกุ้งนะ!” หยางที่มองอาหารที่แสงตะวันชี้ห้ามไม่ให้นายทานแล้วก็สงสัย เพราะเขาไม่เห็นกุ้งสักตัว
“มันเป็นน้ำพริกที่มีกะปิครับ มันทำมาจากกุ้งฝอยหมัก”
“รอบคอบ” คาล์ล ได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยชมออกมาโดยไม่ปิดบัง ถึงใบหน้าจะเหมือนเดิมก็ตาม
“แล้วคุณล่ะอีธาน”
“ทานได้หมดแต่ขอรสไม่จัดมากนะ”
“ลุงแกแก่แล้ว ลำไส้ไม่ดีน่ะอิง” หยินที่นั่งข้างอีธานเอ่ยบอก พร้อมขำนิดๆ
“แก่พ-ง แต่ได้ข่าวว่าเมื่อวานมีเด็กร้องไห้นิใช่ไหมสตีฟ” สองแฝดได้ยินแบบนั้นก็หุบยิ้มลงทันทีก่อนจะมองไปที่ไอ้คนปากโป้งอย่างอาฆาต
ทุกคนเริ่มลังเลว่าจะตักอะไรกินก่อนดีหรือจะรอให้นายตักก่อนดี แต่นายก็ดันไม่ยอมตักนั่งมองอาหารอยู่แบบนั้น ก็แน่สิปกตินายเคยกินอะไรแบบนี้ที่ไหน ต้องสั่งจากภัตตาคารเท่านั้น แล้วต้องใช้ของเกตเอ หรือPremiumเลย
“คุณทำคนอื่นไม่กล้ากินแล้ว เอ้าลองกินอันนี้ดูเรียกว่าหมูหวานทานคู่กับพริกซอยมะม่วงเปรี้ยวจะอร่อยมาก กินเลย ๆ ” ทั้งพูดและตักให้เสร็จสรรพก่อนจะเชื้อเชิญให้ทานเข้าไป
คาล์ล มองสิ่งที่อยู่ในช้อนตัวเองก่อนจะยกขึ้นแล้วนำเข้าปากไป รสชาติแรกที่สัมผัสคือความหวานโดดแต่พอเคี้ยวความเปรี้ยวของมะม่วงและความเผ็ดของพริก กับทำให้มันอร่อยลงตัว
“ข้าวด้วยคุณมันถึงจะครบสูตร” ได้ยินแบบนั้น ก็ไม่รอช้าตักข้าวพอดีคำเข้าปากทันที ถึงได้รู้ว่าอาหารบ้าน ๆ แบบนี้ก็อร่อยได้เท่าภัตตาคารเช่นเดียวกัน
“เป็นไงคุณ บอกด้วยสิ คนทำจะได้ดีใจ”
“เธอทำ ? ”
“อื้อ ตุ๋นไว้ตั้งแต่เมื่อวานเลยนะ มันถึงได้เปื่อยขนาดนี้” คาล์ลรับฟังก่อนจะหันไปมองที่สองแฝดที่มีไข่ตุ๋นคนละถ้วย ทานกันแบบอร่อย ช้อนที่ตักลงไข่พอยกขึ้นแล้วเหมือนพุดดิ้งเด้งดึ๋งเลย ก็อดกลืนน้ำลายตามไม่ได้
“แล้วทำไมฉันกินไข่นั่นไม่ได้ ไม่ใส่กุ้งนิ”
“ใส่สิมันอยู่ในหมูอีกทีน่ะ” ได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ จิ๊ปากก่อนจะหันมาหาหมูหวานเหมือนเดิม และก็พบว่ามันเหลือแค่สองคำเล็ก ๆ เท่านั้น มองคนที่อยู่เบื้องหน้าที่หลับตาพริ้มกินแบบที่แสงตะวันสอนเขาแบบไม่สนใจใคร ก่อนที่จะลืมตามาเจอกับคาล์ลมองอยู่ด้วยสายตา อาฆาตแค้น
“แฮร่ อร่อย จ..จังนะ” สตีเวนเห็นใบหน้านายแล้วแทบอยากจะคายหมูหวานที่ทานเข้าไปออกมาให้หมด (วันนี้เดินก้าวเท้าไหนออกจากบ้านว่ะ)
“อะ อันนี้ก็อร่อยนะคุณ น้ำพริกปลาย่างทานกับไข่ต้มอร่อยสุด”
คาล์ลไม่รอช้ารีบลองทานทันที ก่อนจะทำสิ่งที่คิดว่าไม่มีใครกล้าขัดเขาได้แน่ ๆ นั่นคือการยกถ้วยน้ำพริกมาไว้ตรงหน้าก่อนจะตักไข่ต้มสองฟองสุดท้ายมาไว้ที่จานข้าวตัวเอง เหมือนเด็กหวงของ แล้วหันไปมองสตีเวน ที่หน้าเจื่อนไปแล้ว
กะว่าจะลองทานอย่างที่ อิง บอกสักหน่อย อด
มื้ออาหารจบลงที่ทุกคนอิ่มอร่อยกับอาหารมื้อนี้ ยกเว้นสตีเวน ที่ไม่กล้ากินของที่นายจองด้วยสายตาจนกลายเป็นเกร็ง ก่อนสงครามสายตาจะประทุขึ้นมาอีกครั้งตอนเห็นที่แสงตะวันยกกระเป๋าเก็บความร้อนขึ้นมาเปิด
“อะไร น่ะอิง”
“อ่อขนมครับ ช่อม่วง แม่บอกสตีฟชอบมาก เลยทำมาให้เยอะเลย”
“หนุ่มน้อย นายมันน่ารักที่สุด เมื่อวานที่แม่นายให้มาฉันก็ไม่ได้กิน...” พอนึกมาถึงตรงนี้สตีเวนก็หันไปมองคนตรงหน้าทันทีก่อนจะเห็นสายตาแวววาว เหมือนเด็กเจอของเล่นที่ถูกใจ เท่านั้นแหละ ลางสังหรณ์บอกเขาว่าอาจจะไม่ได้กินของชอบอีกแน่เลยวันนี้
พอเปิดออกก็รู้สึกใจชื่นขึ้นมาเพราะมันเยอะมากจริงๆ ด้านในเป็นปิ่นโตสี่เหลี่ยมสามชั้น อิงจัดการแบ่งเป็นชั้น ๆ ให้แฝดหนึ่งชั้น อีธานกับคิณ และชั้นสุดท้ายเป็น คุณคนนิ่งและสตีฟ
เท่านั้นแหละสตีฟแทบอยากร้องไห้แล้วเขาจะได้กินไหมนั่น ดู ๆขนาดสายตายังเหมือนจะฆ่ากันเลย
“ไม่กิน เหรอ!!”
“กะ กินกิน”
“ตักสิ”
“ห๊ะ ตะ ตักตักก่อนเลย ทีหลังได้” ปากบอกให้เขาตักแต่ตานี่บอกถ้าตักตาย แล้วใครมันจะกล้าวะ (เช็ดเหงื่อแป๊บ)
ดู ๆ ขนาดตักเข้าปากแล้วยังมายักคิ้วใส่เขาอีก เพิ่งรู้ว่าบอสกวนตีนก็วันนี้นี่แหละ
“สตีฟ มากินกับฉันก็ได้ไม่หมดหรอก อันนั้นให้เขากินไป” อีฟนายมันคือพ่อพระของฉัน ฉันรักนายพวก โห่อยากจะกระโดดกอดสักที
พอรู้ว่าไม่มีคนแย่งแล้ว คาล์ลก็กระตุกยิ้มมุมปากนิดนึงก่อนที่มันจะหายไป และทำการปิดฝาขนมลงแล้วลุกเดินขึ้นยืน
“ฉันไปล่ะ”
“เอ้าคุณ!! แล้วไม่แบ่งให้คนอื่นอีกหน่อยเหรอ กินคนเดียวทั้งกล่องเลยหรือไง”
“เอาไปเลย” (ทั้งหมด)
“แค่นี้ก็อิ่มแล้ว”(อีธาน)
“ไม่พอค่อยแวะไม่ที่ร้านแม่นายวันอื่น” (สตีเวน)
“ฉันไม่ค่อยชอบของหวาน”(คิณ)
อีกสองคนพยักหน้าตามระรัว ก่อนจะหันไปบอกให้ คาล์ลเอาไปได้เลย
“จบนะ” พูดจบก็เดินกลับห้องตัวเองทันที ก่อนทุกคนจะถอนหายใจทิ้งเหมือนรอดตายจากป่า อเมซอนยังไงอย่างงั้น
“เมื่อเช้าลุงก้าวเท้าไหนออกจากบ้าน”
“ฉันยังไม่กลับเข้าห้องเลยเถอะ”
เสียงกระซิบกระซาบไม่ได้ทำให้แสงตะวันสงสัยอะไร คิดแค่ว่าคงเป็นเรื่องส่วนตัว เขาเลยไม่ยุ่งต่อก่อนจะกลับไปทำงานที่ห้องกับอีธานเหมือนเดิมจนถึงเวลาเลิกงาน
“จะกลับแล้วหรอ อิง “
“ครับ คุณคิณยังไม่กลับเหรอครับ”
“ยัง ต้องพาบอสไปงานเลี้ยงคืนนี้ก่อนน่ะ อ่อแล้วก็ไม่ต้องเรียกคุณหรอก เรียกน้าหรือพี่ก็ได้”
“ครับ พี่คิณ”
“เห้อ!!เหมือนอายุลดลงไปสิบปี”
ทั้งคู่ยืนขำและหัวเราะกันอยู่นาน ก่อนอิงจะขอตัวกลับก่อนเพราะกลัวรถติด พออิงลงลิฟต์ไปแล้วประตูห้องบอสก็เปิดออก เผยให้เห็นเจ้านายตนกับเพื่อนรักเขาอย่างสตีฟเดินออกมาจากห้อง
“ทำตามที่ฉันสั่ง เสร็จแล้วตามไปที่งาน”
“ครับบอส”
“เปลี่ยนชุดก่อนไหมครับบอส”
“อืม” สั่งงานสตีเวนจบก็หันมารับคำจากคิณก่อนทั้งสองจะเดินไปรอลิฟต์
“กลับไปแล้วหรอ”
“ครับ!!”
“เด็กใหม่”
“อ๋อครับ”
“สำหรับคนไทยด้วยกัน นายคิดว่าเธอเป็นไง”
“ถามผมหรอครับ ผมคิดว่าไม่น่าตกมาถึงบริษัทเราได้ ไหวพริบดี เรียนรู้งานเร็ว ขนาดเรื่องเล็ก ๆ อย่างเรื่องแพ้อาหารสำหรับคนไม่รู้จัก ก็ถือว่ามีสติดีครับ ซึ่งไม่จำเป็นต้องถามเลยด้วยซ้ำ”
“อืม”
“แล้วบอสล่ะครับ คิดว่าเด็กคนนี้ผ่านไหม”
ไม่มีคำตอบใดออกจากปานายใหญ่ จนเมื่อลิฟต์เปิดออก ถึงได้ยินถ้อยคำที่ทำให้ยิ้มตาม
“ก็ไม่ได้แย่”
