ตอนที่ 5
คุณที่ต่าง
[อิง]
ในการเริ่มงานครั้งแรกของคนอื่นไม่รู้เป็นยังไง จะดีหรือจะร้าย จะตื่นสายหรือว่ามาตั้งแต่ รปภ.กะดึกยังไม่เลิกงานอย่างผม คุณฟังไม่ผิดหรอกผมมารอเข้างานตั้งแต่ หกโมงเช้า เวลาเข้างานของผมน่ะหรอ ? แฮะ ๆ เก้าโมงตรง ก็มันตื่นเต้นอ่ะ ทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อวานพอทุกคนที่ไปส่งผมกลับ ผมกับแม่ก็ยืนกอดกันดีใจจนน้องอร น้องสาวผมเลิกเรียนมาถามว่าดีใจอะไรกันพอแม่บอกว่าผมได้งานทำแล้ว ยัยตัวแสบก็ดีใจหนักกว่าผมกับแม่อีก พอตกดึกอาการตื่นเต้นที่วันนี้จะได้เริ่มงานเป็นวันแรก ก็ทำเอาผมนอนไม่หลับจนต้องลงมาช่วยแม่เตรียมของเพื่อทำอาหารในตอนเช้า พอเตรียมเสร็จแม่ก็บอกให้ผมขึ้นไปพักแต่มันหลับไม่ลงแล้วผมเลยอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวออกมาทำงาน
ลงมาแม่ที่กำลังทำอาหารอยู่ก็หันมาบอกผมให้เอา อาหารไปฝากเพื่อนๆที่ทำงานด้วย โดยเฉพาะสองแฝดที่มีทั้งหมูหวาน ผัดผักบุ้งไฟแดง ไข่ตุ๋นที่ไม่มีขายหน้าร้านก็มา ก็นั่นแหละครับ สุดท้ายผมก็มานั่งเล่นรอที่หน้าตึกนี่ไง พี่ รปภ.ก็บอกให้ผมเข้าไปได้เลย เพราะผมมีบัตรพนักงานที่สามารถเข้าลิฟต์หรือแม้แต่ชั้นไหนก็ได้ด้วยซ้ำ เป็นบัตรเฉพาะพนักงานหรือผู้บริหารสูงๆเท่านั้นถึงจะมี แต่ของผมยังพิเศษกว่าเพราะสามารถขึ้นถึงชั้น39 ที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของบริษัทคนใหม่ด้วย ทั้ง ๆ ที่ปกติจะมีแค่บอดี้การ์ดของท่านเท่านั้นถึงจะมีได้ ฮ่า ๆ
ทุกคนกำลังจับผิด หรือว่าผมอยู่หรือเปล่าครับว่าผมสอดรู้สอดเห็นไปซะหมด แต่ผมจะบอกว่าผมไม่ได้ถามพี่เขาเลยนะนั่งรอเวลาเข้างานอยู่ดี ๆแกก็เดินมาถาม พอรู้ว่าทำงานที่ตึกนี้แกก็ขอดูบัตรประจำตัว ผมก็เอาให้ดู นั้นแหละครับ ที่มาของการเล่าประวัติบัตรก็มาตอนนั้นเลยครับ แล้วผมจะทำอะไรได้นอกจาก ยิ้มและฟังเท่านั้น
เวลาล่วงเลยมาจนถึงแปดโมงเช้า ผมก็เห็นบุคคลที่ผมรู้จักกำลังก้าวเข้าลิฟต์ตัวที่ผมใช้เมื่อวานไปผมเลยรีบลุกขึ้นลาพี่ รปภ.ก่อนจะวิ่งไปที่ลิฟต์ตัวนั้นไม่ทันได้ยินว่าพี่ รปภ.ทักว่าอะไรผมก็แทรกตัวเข้าไปในลิฟต์เรียบร้อย
“อีธาน ผมไปด้วยครับ”
“อ้าว อิง เข้ามาสิ” เขาพูดก่อนจะเบี่ยงตัวให้ผมเข้าไปด้วย
“มาเช้าจังเลยนะครับ”
“ผมน่ะปกติ แต่คุณน่ะผมจำได้ว่าบอกให้เข้าเก้าโมงไม่ใช่หรอ ?”
“แฮร่ ๆ ตื่นเต้นน่ะครับเลยนอนไม่หลับ” ผมเกาหัวแก้เขินก่อนจะได้ยินเสียงคนพึมพำด้านหลัง
“หึ ดีได้นานแค่ไหนกันเชียว” ถึงภาษาที่เขาบ่นจะไม่ถนัดสำหรับผมเท่าไหร่แต่ก็พอฟังออก ผมเลยทำหน้าตึงใส่เขาไป คนอะไรไม่รู้จักยังจะมาว่าคนอื่นอีก หน้าก็ไม่ยิ้มเลย ยืนนิ่งอย่างกับรูปปั้น หน้าตาก็ดี แต่ปากแบบนี้มัน...
“อ่ะ...ลืมแนะนำเลย นี่บ...”
“บอดี้การ์ดอีกคนหรอครับ ที่พูดเมื่อกี้หมายถึงผมหรือเปล่า ถ้าใช่อย่าเพิ่งดูถูกกันสิครับให้ผมได้ทำงานก่อน แล้วค่อยมาดูกันที่หน้างานว่าผมจะทำได้ไหม!” ผมถามอีธานไปก่อนจะหันไปคุยกับคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของผม
“ไม่ ไม่ชะ...อึก”
“เหรอ งั้นก็ขอให้ทำให้เต็มที่แบบที่ปากพูด ฉันจะรอดู ให้สมกับที่ถูกเลือก” เขาพูดออกมาเหมือนพยายามเชื่อในสิ่งที่ผมพูด
ดูไม่จริงใจเอาเสียเลย
“ครับ ผมจะไม่ทำให้หัวหน้าพวกคุณผิดหวัง” ผมพูดเสร็จก็หันกลับไปกะจะคุยกับอีธานต่อ แต่ผมก็ต้องตกใจเมื่อใบหน้าที่สดใสเมื่อกี้นั้น ซีดยิ่งกว่ากล้วยดิบโดนปลอกเปลือก
“อีธาน!คุณโอเคไหม ? ไม่สบายหรือเปล่า”
“ฮ่ะ ฮ่ะ ผะ ผมสบายดี ดีสุด ๆ ไปเลย แฮร่” พอได้ยินแบบนั้นผมก็ยิ้มพยักหน้าเข้าใจไม่ซักไซ้อะไรเขาอีก จนมันเงียบสุด ๆ อีธานเลยถามผมขึ้น
“แล้วหิ้วอะไรมาเยอะแยะน่ะ”
“อ่อ กับข้าวที่บ้านน่ะครับ แม่ฝากมาให้ทุกคนโดยเฉพาะ หยินและหยาง”
“หึ มันสองคนไปหลอกลวงอะไรแม่เธอล่ะ ถึงเอ็นดูมันได้”
“ไม่เลยครับ แม่ผมชอบคนที่ชอบอาหารที่แกทำทุกคนแหละครับ แกบอกว่าเห็นแล้วมีความสุข”
กว่าพวกเราจะขึ้นมาถึงชั้นที่ 38 ผมกับอีธานก็คุยกันไปหลายเรื่องเลย ตั้งแต่เรื่องที่ทั้งสามคนไปส่งผมอยู่ทานข้าวที่บ้าน ทั้งเรื่องที่แม่ดีใจมากที่ผมได้งานทำ ไหนจะเรื่องรถประจำตำแหน่งที่สวยหรูดูแพงจนแม่บอกให้เอามาคืนนั่นอีก เพราะกลัวไปทำของเขาพัง อีธานก็ขำบ้าง ถามนั้นนี่บ้าง ยกเว้นคนที่โดยสารมาด้วยกัน จนบ้างครั้งผมนึกว่าเข้าหายไปแล้วเงียบเหมือนหลับ แต่พอหันไปมองหน้าก็ดันมาเลิกคิ้วใส่ แถวบ้านเรียกหาเรื่องกันชัด ๆ
พอออกจากลิฟต์ได้เขาก็เดินปาดหน้าผมไปเลย พอถึงทางแยกเขาก็เลี้ยวขวาไป อีธานที่มองตามก็ได้แต่ทำตัวแปลก ๆ ก่อนจะขอตัวเดินไปทางเดียวกับคุณนิ่งนั่น ผมที่ขึ้นมาถึงแล้วยังไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อนดี เลยไปรออีธานที่ห้องพักที่เดินผ่านมาเมื่อกี้ ก่อนจะเห็นว่ามีคนอยู่นี่ด้วย
ติ้ง!
แต่ก่อนที่ผมจะได้ทักคนที่หลับอยู่ด้านในนั้น ลิฟต์ที่ผมเพิ่งเดินออกมาเมื่อกี้ก็เปิดออก เผยให้เห็นคนมาใหม่ที่ผมรู้จักแล้วเช่นกันสองคน
“อ้าว อิง...” ผมยกนิ้วแตะปากเป็นเชิงบอกให้ทั้งสองเงียบไว้ ก่อนจะชี้ให้ดูคนที่หลับฝันดีอยู่บนโซฟาตัวใหญ่
“หึ สงสัยเมื่อคืนนี้คงโดนบอสใช้งานหนักอีกแล้วดิ ถึงได้มานอนตายตรงนี้” หยางที่เดินมาพิงประตูทางเข้า ก่อนที่คุณคิณจะแทรกตัวเดินเข้ามาด้านใน และลากเก้าอี้มานั่งเบื้องหน้าคนที่หลับไหลไม่ได้สติ
“อิงอยากดูอะไร สนุกๆไหม?” ผมยิ้มแหยทันทีที่คุณคิณถาม ไม่ใช่ไม่อยากดู แต่แววตาคุณคิณตอนพูดมันดูเจ้าเล่ห์มาก
“ลุง ถ้าอี่ตาลุงบ้ามันตื่นขึ้นมา มันบ่นลุงแน่ ระวังได้นอนนอกบ้านนา”
“ฉันเคยกลัวที่ไหน” พูดจบคุณคิณก็มองซ้ายมองขวาก่อนที่จะ.. “ไปเอาดอกไม้ในแจกันมา”
สิ้นคำสั่ง หยางก็เดินไปเอาดอกไม้ปลอมในแจกันมาให้คุณคิณทันที ก่อนที่จะเห็นคุณเขาใช้มันลากไปบนใบหน้าของ สตีฟ
“อืม ลิลลี่ อย่าเพิ่งกวนฉันได้ไหม” ทั้งสองยิ้มขำกับคนนอนบ่นแต่ก็ไม่ยอมลืมตา
“อื้อ ไอ้แมวผี อย่ากวนฉาน!! แก่รู้ไหมว่าฉันเพิ่งได้นอนเนี่ย” คำด่าภาษาอังกฤษ ทำให้รู้ว่า ลิลลี่ที่ว่าคือแมวนั่นเอง
“คิณ คิณ!! มาเอาลูกนายออกไปทีฉันจะนอน!!” ผมที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ยังอดขำไม่ได้ กับสภาพคนหมดแรง ต้องทำงานหนักแค่ไหน ขนาดโดนกวนขนาดนี้ยังไม่ยอมตื่นอีก
“เอาไงต่อลุง ดูแล้วไม่น่าตื่น” หยางที่ยืนดูอยู่ถามขึ้นเมื่อทำยังไงคนหลับก็ไม่ยอมตื่น
“งั้นวิธีนี้เป็นไง สวัสดีครับหัวหน้า”
พรึบ!!
ไวกว่าความคิดคนที่หลับสนิทไม่คิดตื่น แต่พอได้ยินคำว่า ‘หัวหน้า’ ตาตื่นยิ่งกว่าตัวเมียแคชอีก
“ฟีนิกซ์ฉันไม่ได้หลับเวลางานเลยนะ เมื่อกี้แค่พักสายตา ยังมีสติสะ... เอ๊ะ เราอยู่ไทย ฟีนิกซ์ไม่ได้มา งั้น.. (หันไปมองด้านข้าง) ไอ้คิณ!! นายแกล้งฉัน นายทำให้ฉันดูแย่ อ่ะหนุ่มน้อย โอ้ไม่นะบุคลิกหล่อเนี๊ยบของฉัน คิณ นายทำมันพังหมดเลย หนุ่มน้อยเมื่อกี้นายไม่เห็นอะไรใช่ไหม นายเพิ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ใช่ไหมที่รัก พระเจ้าคิณ!! ฉันจะไม่ให้อภัยนายเลย”
“ฮ่า ๆ เป็นไงลุง ผมบอกแล้วว่า ตาแก่นี่มันต้องบ่นลุงแน่ เป็นไง ด่าที่สามภาษาเลย อิงแปลทันไหมนั่นยิ้มอย่างเดียวเลย”
“ทันครับ เค้าดูตลกดี” ผมขำกับคนโดนแกล้ง ที่บ่นทีอย่างกับแร็ปเปอร์
“หนุ่มน้อย เธอไม่คิดว่ามันดูแย่หรอ (ผมส่ายหน้า) อ่ะแล้วนั้นอะไรเต็มมือเลย นายไม่ต้องมาใกล้ฉันคิณ ไปห่าง ๆ เลย”
“กับข้าวที่บ้านครับแม่ให้เอามาให้ แล้ว หยินไปไหนครับ”
“ไปทำธุระให้บอสน่ะ เดี๋ยวสาย ๆ ก็คงมา” หยางเป็นคนตอบคำถามของผม พยักหน้ารับก่อนจะจัดแจงอาหารให้ทุกคน
“อันนี้ของคุณกับหยินแม่ทำไข่ตุ๋นมาให้ด้วยคนละถ้วย ส่วนอันนี้ของคุณคิณครับ แกงไตปลาคั่วกลิ้งไข่เจียว ผักอีกถุงใหญ่ อันนี่ของสตีฟเหมือนคุณคิณแต่ไม่มีผักสด”
“รู้ได้ไงว่าฉันไม่กินผักสด “
“เมื่อวานที่ไปทานที่บ้านผมเห็นว่าคุณไม่แตะผักสดเลย คิดว่าไม่ชอบหรือไม่ทานน่ะครับ”
“ใส่ใจจริงเชียว ใครได้เป็นแฟนมีหวังรักตาย แต่ถ้าไม่มีบอกฉะ..”
“อะแฮม คิดจะพูดอะไรตาแก่”
“อะไร? ถ้าไม่มีฉันจะหาให้ไง ทำไม จับผิดอะไร ไม่ได้แอ้มหรอก”
“หึ อย่าให้รู้ว่าคิดอะไร ไม่งั้นบอกลูกพี่แน่”
“อย่าเอานิกซ์มาขู่”
“ไม่กลัว ?”
“เหอะ...(กระซิบ)เยี่ยวแทบเล็ด”
พอแจกแจงอาหารเสร็จก็เห็นอีธานเดินกลับมาพอดี ผมจึงเดินตามอีธานไปที่ห้อง เพื่อเริ่มเรียนรู้งาน วันนี้ผมต้องอ่านข้อมูลเก่า ๆ ของบริษัท เกี่ยวกับรายได้ ผลกำไลก่อนที่ บอสคนปัจจุบันมาเทคที่นี่ มันมีทั้งข้อมูลที่จริง และแปลก ๆ หลายเล่มเลย จนผมต้องถามอีธานว่ามันใช่อย่างที่ผมเข้าใจไหม ? พอเขามองเอกสารที่ผมกำลังอ่านอยู่ แล้วลองคำนวณตัวเลขเอง ก็เป็นอย่างที่ผมคิดจริง ๆ ตัวเลขที่มันไม่ตรงกันเลยทั้งสามเล่ม ตัวจริงเลขอีกแบบ ตัวเก็บก็อีกแบบ ตัวที่จะเสนอลูกค้าก็อีกแบบ ซึ่งตัวเลขพวกนี้ถ้าไมดูดีๆจะไม่รู้เลยว่ามันถูกปรับแต่งราคาใหม่
“ถึงว่ายอดขายถึงลดลงแบบก้าวกระโดดแบบนี้เพียงแค่ปีเดียว ทั้ง ๆ มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น”
“แล้วแบบนี้ ตอนนี้ที่บริษัทก็แย่อยู่สิครับ”
“หึ ไม่หรอกเพราะเอกสารพวกนี้คือเอกสารของพวกที่อยู่ที่นี่มาก่อน”
“หมายถึง!”
“ตอนนี้ที่นี่คือของบอส การดำเนินงานทั้งหมดจะต้องผ่านบอส หรือแม้แต่การเบิกจ่ายรายย่อยก็ต้องผ่านบอส คนที่เคยทำงานที่นี่มาก่อนบ้างคนก็เข้าใจ ส่วนคนที่แอบยักยอกเงินบริษัท พอมันไม่สามารถทำได้แล้ว ก็ทำทีเป็นลาออก แต่การจะออกได้นั้น เราต้องเช็ครายรับรายจ่ายในบัญชีที่แล้วมาของเขาคนนั้นก่อน ถ้าโปร่งใสออกได้ แต่ถ้าแปลกไป ก็สืบประวัติกันยาว”
“แล้วคุณมาเล่าให้อิงฟังแบบนี้จะดีหรอครับ”
“มันก็ไม่มีอะไรเสียหาย จะได้เตือนคุณด้วยไง ว่าอย่าคิดหักหลังบอส”
“..”
“หึ ผมล้อเล่น อย่างที่ผมบอกไปเมื่อวานว่าผมเป็นคนหาตัวคุณเอง แปลว่าผมมั่นใจแล้วว่าคุณใช่ และไว้ใจได้”
“ครับ”
กว่าผมกับอีธานจะตรวจเอกสารที่เตรียมมาลื่อวันนี้หมดก็ปาไปบ่าย แต่พอจะเตรียมตัวออกไปทานข้าว ก็เจอกับคุณนิ่งอีกแล้วเขาเดินออกมาจากห้องพร้อมกับแฝดอีกคนที่ผมเพิ่งเห็นในวันนี้
“ไง อิง ทำงานวันแรก”
“ก็ดีครับ แต่ก็ลายตานิดหน่อยตัวเลขเยอะเกิน”
“ท้อแล้ว ? ” ผมที่คุยกับหยินอยู่กลับโดนคุณนิ่งว่าอีกแล้ว เขาเป็นอะไรมากไหมนั่น
“ผมไม่ได้พูดสักหน่อยแค่บอกว่าลายตาเฉย ๆ เถอะ”
“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนิ ก็แค่ถาม”
“มีใครเคยบอกไหมว่าคำพูดคุณ มันเหมือนคำดูถูกคนอื่น”
“อิง จะ ใจเย็นไหม เบาได้เบาเนอะ” ผมที่หันมองทุกคนที่ยืนด้วยกันก็รู้สึกแปลกอีกแล้ว ทำไมทุกคนหน้าซีดขนาดนั้น หยินทำไมก้มหน้าต่ำจัง
“ปะ ไป ไป กินข้าวกันดีกว่าเนอะ บ่ายแล้ว...”
“ฉันไปด้วย” อยู่ ๆ คุณคนนิ่งก็พูดออกมากลางปล้องอีกแล้วไม่มีมารยาทสุด ๆ
“จะดีหรอคะ...”
“อือ”
“งั้นไป เป็นไงเป็นกัน ฮ่า ๆ อากาศมันเย็น ๆ เนาะ อิงลงไปซื้อข้าวกันดีกว่า กับข้าวก็กินของนายแล้วกันเอามาตั้งเยอะ เนอะอีฟ”
“ได้ ซื้อเผื่อสองคนนั้นด้วย” หยินรับทราบแล้วก็เดินมาล็อกคอผมให้เดินเข้าลิฟต์ไปด้วยกัน แต่จู่ ๆ หยินก็โดนแย่งหน้าที่ไป
“ฉันไปเอง”
ขวับ!!
“ฉัน จะไปกับเขาเอง”
“โอย! ใช้สายตานี้แล้วใครจะขัด” เสียงที่หยินบ่นไม่เบามากนักจึงทำให้ผมได้ยิน ก็นึกแปลกใจว่าทำไมทุกคนดูเกรงใจ ไม่สิกลัวเลยแหละ หรือเขาจะเป็นคน ๆ นั้น คนที่สตีฟกลัว
“เดินสิ จะรอใครเอาเสลี่ยงมาให้นั่งหรือไง”
“ทำไมคุณถึงเป็นฝรั่งปากจัด”
“อิง จะ ใจเห็นพวก” ผมที่หลุดปากด่าไอ้คุณคนนิ่งไปก็โดนอีธานดึงเข้าหาตัวทันที ก่อนจะเห็นคนที่โดนผมว่ายืนนิ่งขรึมขึ้นกว่าเดิม เป็นอะไรของเขากัน
“เฮ้ นี่อิงรีบไปเถอะฉันหิวแล้วนะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
ผมไม่พูดอะไรต่อแต่เดินตามเขาเข้าไปในลิฟต์ก่อนจะกดลงไปด้านล่างเพื่อซื้อข้าว พี่รปภ.ที่ทำหน้าที่ตรงนี้ไม่อยู่ น่าจะไปหาอะไรทานเลยต้องกดลือกชั้นเอง
