ตอนที่ 5
[ทิวากร]
นี่ก็ผ่านมาแล้วสี่วันตั้งแต่ที่ผมได้มีอะไรกันกับ โอเมก้า ร่าน ๆ คนนั้น และเหมือนว่าเขาจะทำตามสัญญาเพราะตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไม่เจอหน้าเธออีกมีแต่ไอ้เหนือเพื่อนของเธอที่ยังมาเล่นบาส ตามปกติ เรื่องวันนั้นเหมือนเธอเองก็ไม่ได้บอกใครคงเพราะกลัวว่าแฟนที่มาเอาตัวเธอกลับไปวันนั้นจะรู้เรื่องสินะ ไอ้ผู้ชายคนนั้นก็ดูไม่ออกเลยหรือยังไงว่าแฟนตัวเองให้ท่าคนอื่นเขาไปทั่วอยู่แบบนี้
หึ ก็คงทำบ่อยละสิ แต่เอ๊ะ!
แล้วผมจะไปคิดถึงเรื่องของเธอทำไมกันล่ะ
“มึงเป็นอะไรทิวา” ธัญ
“นั่นสิ...กูเห็นมึงเป็นแบบนี้มาสองสามวันแล้วนะ” ทิศ
“เปล่า” ผมตอบเพื่อนออกไปก่อนจะเก็บหนังสือเกี่ยวกับสร้างโครงสร้างธุรกิจลงไปในกระเป๋า และลุกขึ้นเตรียมออกไปหาอะไรกินนอกรั้วมหา’ลัย
“มึงอย่ามา...กูเห็นมึงนั่งคิดอะไรแบบนี้บ่อย ๆ ช่วงหลังมานี้” เทพ
“เรื่องจริง ขนาดน้องจีน่ามาชวนไปทานข้าวมึงยังนิ่งอยู่อีกจนน้องเขาเดินหนีไปเลย เสียดายฉิบหาย” นี่ก็เสียงไอ้ทิศมัน
“กูบอกไม่มีอะไรก็ไม่มีสิ แล้วพวกมึงจะแดกไหมข้าว” ผมรีบพูดตัดบทแล้วเดินออกจากห้องทันทีไม่รอให้พวกมันรุมจี้ผมได้หรอก ผมเองก็เพิ่งรู้ตัวว่าคิดเรื่องของ โอเมก้า คนนั้นจนแทบไม่สนใจอะไรรอบข้างแบบนี้
“เอ้าไอ้นี่...งั้นเอารถมึงไปนะทิศกูเอามอเตอร์ไซค์มามันร้อน” ไอ้ธัญมันหันไปบอกกับไอ้ทิศตอนลงมาที่ลานจอดรถ
“แต่กูเอาม้าแดงมานะนั่งได้แค่สองที่ว่ะ” ไอ้ทิศบอกพร้อมชี้ไปที่รถมัสแตงสีแดงแรงฤทธิ์ของมัน
ไอ้ธัญทำหน้าผิดหวังก่อนจะหันไปหาเทพ เสียงถอนหายใจเหมือนรู้ชะตากรรมของตัวเองก็ถูกปล่อยออกมา
“งั้นได้...ไอ้เทพ!”
“เออ!! รถกูก็ได้ไอ้สัด นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนไม่ให้ขึ้นนะบอกก่อน” ไอ้เทพเป็นคนหวงรถครับถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวมันแทบจะไม่ให้ใครขึ้น สุดท้ายก็จบที่ทุกคนขึ้นรถของไอ้เทพออกไปทานข้าว แต่กว่าจะลงตัวกันได้ผมนี่แทบอยากจะขับรถออกไปเอง
15:46 น.
“แล้วเลิกเรียนไปไหนกันต่อดีวันนี้กูว่าง” พอจบคลาสไอ้ทิศก็ถามถึงที่ไปทันที
“กูคงไปไหนไม่ได้ว่ะพี่สาวสั่งให้ไปเลี้ยงหลาน ยัยอัลฟ่า หน้าเลือดนั่นจ้องจะกินหัวอยู่ทุกวัน” ธัญ
“ส่วนกูว่างแต่ไม่ไปไหนทั้งนั้นพ่อกูมาต้องไปเอาหน้าสักหน่อย แล้วมึงอะทิวา!”
“กูจะไปเล่นบาส” ผมตอบออกไปอย่างที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย เพราะเหมือนว่าช่วงนี้ผมจะไปที่สนามนั้นบ่อยกว่าแต่ก่อนมาก ไม่เข้าไปเล่นก็แค่ไปนั่งดูไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมเองก็ตอบตัวเองไม่ได้สักที
“มึงรู้ตัวไหมว่าเดี๋ยวนี้มึงไปที่สนามนั้นบ่อยเกินไปแล้ว” เสียงไอ้เทพถามขึ้น
“กูก็ไปตามปกติของกูพวกมึงจะจับผิดอะไรกันนักหนา” ผมตอบออกไปก่อนจะตั้งคำถามมันกลับ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าพวกมันรู้ทัน สมแล้วที่เป็น อัลฟ่า และเป็นเพื่อนกันมานาน
“ไม่ปกติเลยเถอะ คนบ้าอะไรไปได้ทุกวี่ทุกวันไม่เล่นก็ยังจะไป” ไอธัญพูดขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้นผมจึงปล่อยกลิ่นฟีโรโมนออกไปให้พวกมันได้รับรู้ว่าอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้มากเกินไป เพราะบางทีผมเองก็อยากมีความเป็นส่วนตัวของผมบ้าง
ไอ้เทพที่รับรู้แรงกดดันจากผมก่อนใครก็รีบกลืนน้ำลายพร้อมกับเงียบปากไปทันที เพราะถึงพวกมันจะเป็น อัลฟ่า แต่สำหรับเลือดบริสุทธิ์อย่างผมแรงกดดันมันต่างกันลิบลับ
“เออ ๆ ปล่อยมันไปเถอะ”
“มึงก็ลดลงได้แล้วกลิ่นเนี่ยนี่เพื่อนนะ”
“เข้าใจแล้วก็ดี” พูดจบผมก็ค่อย ๆ ลดแรงกดข่มลงจนแทบไม่รับรู้ถึงแรงนั้นอีก
17:00 น.
แล้วมันก็เป็นอย่างที่พวกเพื่อนผมพูดไม่มีผิดในเมื่อตอนนี้ผมมานั่งเติ่งที่สนามบาสเป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับการมองหาใครอีกคนไปในตัว
“ทิวามึงเล่นไหมวันนี้” เสียงจากดาวเหนือถามผมเมื่อเกมแรกจบไป
“ไม่ล่ะ” ผมปฏิเสธออกไปทันควัน
“เออ ๆ งั้นมึงลงมานี่เลยไอ้คิม”
“กูมารอเจอเทียน” พอผมบอกไม่ลงดาวเหนือก็เปลี่ยนเป้าหมายไปหาอีกคนที่นั่งข้าง ๆ กัน จากกลิ่นที่ผมรับรู้มันน่าจะเป็นอัลฟ่า และชื่อที่มันเอ่ยออกมายิ่งทำให้ผมสนใจมันมากขึ้น
“ก็กูบอกไปแล้วว่ามันไม่มา”
“ทำไม!”
“มันไปทำธุระกับไอ้กานต์แล้วก็นะ ถ้ามึงคิดจะจีบเพื่อนกู กูบอกเลยว่ายาก” คำพูดของไอ้ดาวเหนือมันทำให้มุมปากของผมรู้สึกกระตุก ใจแอบเจ็บแปลก ๆ และก็รู้สึกไม่ชอบใจไอ้ที่นั่งข้าง ๆ มากขึ้นไปอีก
เป็นอะไรของกูวะเนี่ย
“กูรู้...ก็แค่อยากพยายามดูสักครั้ง” แต่ดูเหมือนคำขู่ของดาวเหนือจะใช้ไม่ได้กับไอ้คนชื่อคิมนี้เลยสักนิด
“ถ้ามึงไม่อยากตายเลิกคิดเถอะเชื่อกู...พี่ธรโหดกว่าที่มึงเห็น” แล้วธรนี่ใครกันอีกล่ะ!
