Chapter 2
“ช้าจังไปไหนมาอ่ะ” โรสเอ่ยถามหนุ่มหล่อที่เพิ่งเริ่มคบหาใบหน้าคมเฉี่ยว เบ้ปากอย่างเง้างอนนิดๆแต่พองามอย่างมีจริต
“ไปหาของขวัญให้สาวสวยคนนี้น่ะสิ” ไคโรเอื้อมไปหยิบกุหลาบดอกใหญ่ที่เขาเสียบมันไว้ที่กระเป๋ากางเกง โดยก้านของมันมีแหวนเพชรเม็ดเล็กๆครอบอยู่ หญิงสาวทำตาวาวเมื่อเห็นของขวัญราคาแพงชิ้นแรกจากหนุ่มหล่อตรงหน้า ชายหนุ่มค่อยๆสวมแหวนเข้าที่นิ้วกลางของคู่ควงคนล่าสุด ซึ่งแน่นอนว่าโรสสวมมันได้อย่างพอดี นั่นก็เพราะเขาแอบเอาแหวนที่หญิงสาวถอดทิ้งไว้เมื่อครั้งที่เขาไปค้างที่คอนโดของเธอ ไปที่ร้านเครื่องประดับเพื่อวัดขนาดของนิ้วมือซื้อแหวนสร้างความประทับใจให้เธอ
“ขอบคุณมากนะคะ ว้าย!!” เสียงร้องด้วยความตกใจของโรสพร้อมกับร่างบางของผู้หญิงอีกคนล้มลงไปที่พื้น หนังสือเล่มหนาพร้อมอุปกรณ์เครื่องเขียนหล่นกระจัดกระจายบนพื้นเต็มไปหมด
“ช่อม่วง เธอเองเหรอ? ซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยน นี่เดินเคยมองหน้ามองทางบ้างไหม ก้มหน้าก้มตาอยู่นั่นแหละ” น้ำเสียงต่อว่าผู้หญิงที่เข้ามาชนบ่งบอกว่าทั้งสองรู้จักกันเป็นอย่างดี ไคโรมองเห็นเสี้ยวจมูกโด่งคมพร้อมกับใบหน้าขาวนวลเนียนอมเลือดฝาดของคนตรงหน้า เธอต้องเป็นลูกครึ่งเอเชียกับทางยุโรปอย่างแน่นอน แต่ชื่อที่โรสเรียกกลับดูไทยขัดกับหน้าตา เขาซะอีกชื่อไคโรแต่หน้ามาทางคนจีนตามชาติเชื้อสายพันธุ์ผู้เป็นบิดา
“ขะ..ขอโทษนะคะ” เธอระล่ำละลักขอโทษพร้อมกับรีบเก็บอุปกรณ์การเรียนอย่างเร่งรีบแล้วเดินออกไปทันที
“ลูกพี่ลูกน้องฉันเอง ไปเรียนที่อเมริกาเพิ่งย้ายกลับมาไทย “
“สวยดีนะ ลูกครึ่งไทยกับประเทศอะไร” แววตาคู่คมมองตามร่างโปร่งบางในชุดนักศึกษาที่กำลังเดินกึ่งวิ่งไปตามตึกเรียนคณะศิลปะศาสตร์ จนหญิงสาวข้างๆสังเกตเห็น
“ไทยกับอังกฤษ ก็สวยดีนะ แต่เป็นคนเย็นชา ขนาดแฟนเก่าจูบกับเพื่อนสนิทต่อหน้ายังยิ้มเฉยเลย มีหัวใจรึเปล่าก็ไม่รู้” ไคโรทวนคำถามในใจ
‘นั่นสิ..มีหัวใจรึเปล่าก็ไม่รู้’
“ก็ต้องลองดูว่า จะมีหัวใจรึเปล่า?” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ว่ายังไงนะไค”
“เปล่า ไม่มีอะไร เราไปกันเถอะ” ไคโรกดยิ้มมุมปากพลางเปิดประตูรถคันหรูให้สาวสวยระดับดาวคณะบริหารเข้าไปนั่ง ทว่าในใจกลับนึกอยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง..
“โอ้ย ทำไมฉันต้องคอยรับส่งเธอด้วยเนี่ย มาแท็กซี่ก็กลับแท็กซี่เองสิ” โรสเหวี่ยงประตูรถคันหรูเสียงดังเพื่อระบายความหงุดหงิดในใจ พ่อของเธอเอ็นดูหรือเรียกอีกอย่างว่าเวทนายัยช่อม่วงที่พ่อแม่แยกทางกันแถมแต่ละฝั่งก็มีครอบครัวใหม่ ไม่มีฝั่งไหนรับลูกเพียงคนเดียวไปเลี้ยงเลย เป็นคุณยายลิเดีย ผู้เป็นแม่ของมาเรียมารดาของช่อม่วงซึ่งเป็นชาวอังกฤษแต่อาศัยอยู่ที่อเมริการับไปเลี้ยง ทว่าพอคุณยายเสียช่อม่วงก็จำเป็นต้องกลับมาไทยโดยพ่อของโรสรับอุปการะ ท่านซื้อคอนโดหรูใจกลางกรุงติดแม่น้ำเจ้าพระยาให้ช่อม่วงเพราะชวินทร์พ่อของช่อม่วงไม่ยอมรับมรดกที่เป็นส่วนแบ่งของหุ้นในบริษัทของตระกูล หากแต่ฝากฝังพี่ชายให้ดูแลลูกสาวของเขาแทน ทุกวันเสาร์ญาติผู้น้องจะกลับมาทานอาหารกลางวันที่บ้านของเธอและตอนกลับเธอก็ต้องมีหน้าที่ไปส่งถึงคอนโดตามคำสั่งของพ่อ ซึ่งโรสจำเป็นต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เดี๋ยวฉันลงหน้าปากซอยก็ได้” ช่อม่วงตอบแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่อยากทำตัวเป็นภาระให้ญาติสาวที่มีอายุเท่ากัน แต่เธอต้องเรียนซ้ำไปหนึ่งปีเพราะมีปัญหาการเทียบโอนในบางรายวิชาที่ต้องลงเพิ่ม
“ฉันรับปากคุณพ่อแล้วก็ต้องไปส่ง ไม่ต้องมาประชดฉันเลย” ถึงเธอจะชอบบ่นให้ญาติผู้น้อง แต่โรสก็ไม่ได้เกลียดชังอะไรช่อม่วงเหมือนที่แสดงออก หญิงสาวดูแลเรื่องทุกอย่างของญาติสาวไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหาที่พัก เรียกได้ว่าตั้งแต่ช่อม่วงเหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินไทย เธอก็เหมือนนกที่ไร้ปีกไปไหนมาไหนคนเดียวก็ไม่ได้ โชคดีที่ยังพอพูดภาษาไทยได้ดีเทียบเท่ากับภาษาอังกฤษเพราะมีเพื่อนคนไทยสมัยเรียนที่อเมริกาและเป็นโรสเองที่ไปรับช่อม่วงถึงอเมริกา ช่อม่วงนั่งเงียบมาตลอดทางกระทั่งโรสหยิบมือถือที่สั่นครืดคราดขึ้นมารับ
“ว่าไงนะ ไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมลิลลี่” พอวางสายใบหน้าสวยเฉี่ยวก็บูดบึ้งอย่างไม่สบอารมณ์
“กล้าดียังไงมายุ่งกับไค!!” โรสเหยียบคันเร่งจนเกือบสุดเข็มไมล์ ช่อม่วงนั่งบีบมือตัวสั่นด้วยความกลัว โชคดีที่ใช้เวลาเพียงไม่นานญาติผู้พี่ก็จอดรถที่ลานจอดรถของห้างดัง โรสเปิดประตูรถออกไปอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังร่างสูงที่มีแผ่นหลังกว้างที่ช่อม่วงรู้สึกคุ้นเหมือนเคยเห็นผู้ชายคนนี้ที่ไหนมาก่อน ชายหนุ่มเดินมาพร้อมกับหญิงสาวร่างโปร่งบางในชุดเดรสสั้นรัดติ้ว ผมยาวสลวยถูกญาติสาวของเธอกระชากจนเจ้าตัวเสียหลักล้มลง
“แก!! นังดุจดาว กล้าดียังไงมายุ่งกับไค”
“ไคไม่ได้ติดชื่อเธอเป็นเจ้าของนี่นา” สองสาวกอดรัดฟัดเหวี่ยงตบตีกันโดยมีหนุ่มหล่อร่างสูงยืนกอดอกมองด้วยแววตาที่เย็นชาและไม่มีทีท่าจะเข้าไปช่วยแม้แต่นิดเดียว
