เด็กเทรย์ซิส 3 | ลูกชายยากูซ่า
ปัง….
สายขิมปิดประตูห้องลง ถอดรองเท้าออกแล้วเดินเท้าเปล่าไปเปิดตู้เย็น มือเล็กหยิบน้ำฝรั่งที่ตัวเองชอบดื่มมาเทลงแก้ว จากนั้นเดินตรงไปทิ้งตัวนั่งลงโซฟา วิวตรงหน้าทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันเบาบางลง
นี่สินะชีวิตดีๆ ที่ลงตัว
การได้อยู่ในสถานที่ดีๆ มันมีผลต่อจิตใจอย่างนี้นี่เอง เหนื่อยมาจากไหนพอเห็นวิวแบบนี้หายเหนื่อยเลย หากเป็นเมื่อก่อนกลับถึงห้องคงเจอแต่ผนังพานให้รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะห้องไม่ได้กว้างและมีวิวดีๆ แบบนี้ให้มอง
ถึงเธอไม่ได้มีเงินมากมายซื้อชีวิตดีๆ แต่อย่างน้อยการมีคนใจดีหยิบยื่นความโชคดีให้ นับว่าเป็นบุญวาสนาของเธอแล้ว ไม่รู้ว่าต้องเกิดอีกกี่ชาติถึงมีเงินมากพอซื้อคอนโดหรูหราใจกลางเมืองแบบนี้ได้
ครืด ครืด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอละสายตาจากวิวพระอาทิตย์ตกดินท้องฟ้าเป็นสีชมพูตรงหน้ามามอง พอเห็นว่าเป็นป้าโทรมาจึงวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วกดรับสาย
“จ๋าป้าหยก”
(พรุ่งนี้ตอนเย็นว่างไหม)
“ทำไมเหรอป้า”
(คุณน้ำตาลอยากเจอแก เขาชวนมากินข้าวที่บ้านใหญ่)
เธอไม่เคยไปบ้านใหญ่ที่ป้าทำงานอยู่เลยสักครั้ง พอได้ยินว่าเจ้านายป้าชวนเธอไปกินข้าวด้วย หัวใจพลันเต้นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นอัตโนมัติ ยังไม่ทันอ้าปากพูดปลายสายก็ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อนแล้ว
(ไม่รู้แหละ ไม่ว่างก็ต้องมา ฉันรับปากคุณน้ำตาลไว้แล้ว)
แล้วเธอจะปฏิเสธอะไรได้เล่า…
“ตามนั้นแหละป้าหยก”
(แล้วนี่กินข้าวรึยัง)
“ยังเลย ไม่รู้จะกินอะไร”
(หาข้าวกินด้วย ไม่มีเงินก็บอกเดี๋ยวโอนให้)
แม่คนที่สองชัดๆ
“ขิมมีอยู่”
(อืม อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว)
คนที่เป็นห่วงเธอพอๆ กับแม่ก็คือป้าหยก อยู่ที่นี่เธอไม่มีใครเลยนอกจากป้า ตอนย้ายมาที่นี่ครั้งแรกป้าบอกว่าให้ไปอยู่บ้านใหญ่ด้วยกันแต่เธอปฏิเสธ เพราะอยากลองใช้ชีวิตคนเดียวสักครั้ง บวกกับระยะทางจากบ้านใหญ่มามหา’ลัยไกลพอสมควร ไกลกว่าหอพักเดิมหลายกิโล มันเลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ป้ายอม
(พรุ่งนี้อย่าลืมนะ เดี๋ยวส่งที่อยู่ให้)
“ค่าา”
(แค่นี้แหละ ไปหาข้าวกินด้วย)
หลังจากวางสายจากป้า เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งข้าวผ่านแอพ วิวตรงหน้าสวยเกินคำบรรยายจนไม่อยากให้มันหายไป ปัดหน้าจอออกจากแอพสั่งอาหารเข้ากล้อง กดถ่ายภาพตรงหน้าเก็บไว้ดูว่า ครั้งหนึ่งเคยเห็นท้องฟ้าสวยๆ ในห้องหรูแห่งนี้
วันต่อมา
สายขิมก้าวลงจากรถที่จอดหน้าประตูทางเข้า ดวงตาคู่สวยมองประตูรั้งที่สูงกว่าตัวเองหลายเท่า แค่เห็นรั้วบ้านก็รู้ทันทีว่ารวยมาก
ระดับตระกูลยากูซ่าเชียวนะ…
“นึกว่าวัง…” เธอพึมพำเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกดออดหน้าบ้าน ไม่นานก็มีผู้ชายเดินมาหน้าประตูรั้วแล้วจ้องหน้าเธอผ่านช่องเหล็ก
“มาหาใคร”
“มาหาป้าหยกค่ะ”
“ชื่ออะไร”
“สายขิมค่ะ”
ผู้ชายคนนั้นเปิดประตูทางเข้าเล็กให้ สายขิมก้าวเข้ามาด้วยท่าทางเงอะงะ มองคนที่เพิ่งเปิดประตูให้เมื่อครู่ เขาแต่งตัวดูดีและเนี้ยบมาก สีหน้าเคร่งขรึม เธอยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ
ทำไมดูดุจัง… เธอพูดในใจ
“ตามมาทางนี้”
หยกบอกคนเฝ้าหน้าประตูแล้วว่าวันนี้ตอนเย็นจะมีหลานสาวมาหา พอได้ยินชื่อก็จำได้ว่าเป็นหลานสาวของหยก
สายขิมเดินตามผู้ชายท่าทางน่ากลัวไป มือเล็กกำสายกระเป๋าแน่น ดวงตาคู่สวยมองไปรอบๆ คฤหาสน์หรูราวกับราชวัง ทางเดินทอดยาวมีน้ำพลุตรงกลาง บรรยากาศร่มรื่นจากต้นไม้ แถมยังมีดอกกุหลาบบานสะพรั่งเต็มไปหมด
เดินเข้ามาจนเกือบถึงคฤหาสน์ผ่านลานจอดรถ สายขิมตะลึงกับบรรดารถหรูที่จอดเรียงกันหลายคันดูตระการตา
เฟอร์รารี…
ปอร์เช่…
แอสตันมาร์ติน…
ยังไม่รวมรุ่นอื่นๆ ที่จอดอยู่ มองไปทางนั้นนึกว่าโชว์รูมรถแห่งหนึ่ง
“เจ้านายป้าหยกรวยจัด…”
ไม่เพียงแค่นั้น ตามจุดต่างๆ ของคฤหาสน์ยังมีชายชุดดำแต่งตัวเนี้ยบยืนประจำจุด ที่หูของแต่ละคนมีหูฟังติดอยู่ ดูเหมือนหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งเลยก็ว่าได้
สมกับครอบครัวยากูซ่าจริงๆ
นึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่ในกองถ่ายละคร จะว่าไปป้าหยกโชคดีมากที่ได้ทำงานที่นี่ ไม่เคยถามถึงเงินเดือนแต่ระดับหัวหน้าแม่บ้านคงไม่น้อย วันเกิดของเธอที่ผ่านมา ป้าควักเงินซื้อกระเป๋าชาแนลให้เชียวนะ ใจป้ำและรักหลานสุดๆ
บรื้น บรื้น
เสียงท่อของรถที่ดังขึ้นทำให้เธอมองหาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะเห็นบิ๊กไบค์คันสีดำขับผ่านหน้าไป เธอมองไม่ชัดว่าใครเพราะเขาใส่หมวกกันน็อคปิดหน้ามิดชิด
บิ๊กไบค์คันนั้นจอดเทียบทางเข้าไปด้านในคฤหาสน์ เท้าหนาเหยียบขาตั้งลง ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกออกจากศีรษะ สายขิมมองไม่เห็นหน้าเพราะอีกฝ่ายหันหลัง แต่กลับรู้สึกคุ้นๆ อย่างบอกไม่ถูก เขาเหวี่ยงขาลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว
ใบหน้าหล่อเหลาหันไปมองสายขิมที่อยู่ไม่ไกล จังหวะนั้นทำให้หญิงสาวถึงกับชะงักกึก ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วขณะ ขาที่กำลังก้าวเดินอยู่ถึงกับหยุดนิ่ง ไม่สามารถขยับต่อได้อีก
เจอเขาอีกแล้ว…
เทรย์ซิส
ชักเริ่มคิดแล้วว่าหรือการเจอเขาอยู่เรื่อยๆ มันคือเวรกรรมมากกว่าพรหมลิขิต แต่เขามาทำอะไรที่นี่ นั่นคืออย่างแรกที่สงสัย แต่เหมือนสวรรค์จะรู้ทันเลยทำให้ทุกอย่างกระจ่างทันที
“กรี๊ดด! ลูกชายแม่มาแล้วว”
สายขิมขนลุกซู่ จังหวะที่ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวดูดี ผิวขาวออร่ามาแต่ไกล วิ่งบนรองเท้าส้นสูง พร้อมกับอ้าแขนเข้ามากอดคนตรงหน้าเธอ แถมยังเรียกแทนตัวเองว่า…แม่
“พอแล้วแม่” เสียงทุ้มเอ่ยบอกคนเป็นแม่
“ก็แม่คิดถึงนี่หนา ไม่เจอลูกชายตั้งนาน”
“มาให้เห็นหน้าแล้วนี่ไง”
“ชิ! เย็นชาเหมือนพ่อสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิด” ทั้งนิสัยและหน้าตาไม่ได้แม่แบบเธอมาบ้างเลย เหมือนสามีเธอเหมือนถอดแบบมาเป๊ะๆ
น้ำตาล เอี่ยวตัวกลับไปมองอีกคนที่เห็นแวบหนึ่งตอนวิ่งมากอดลูกชาย สายขิมรีบยกมือไหว้อย่างไม่รอให้ถาม เธอเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าน่าจะเป็นเจ้านายของป้าตัวเอง
“นี่…”
“ชื่อสายขิมค่ะ เป็นหลานป้าหยก”
“โอ้โห้! หลานหยกสวยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” น้ำตาลตาค้าง ยกมือปิดปากอย่างมีจริต เคยเห็นหยกเอารูปหลานสาวให้ดู แต่ไม่คิดว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้
คนถูกชมถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว ส่งยิ้มแห้งให้เจ้านายป้า สายตาแอบชำเลืองมองเทรย์ซิสที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้น ตอนนี้ไม่รู้ว่าควรเริ่มอึ้งกับเรื่องไหนก่อนดี
เรื่องที่เขาเป็นลูกชายของเจ้านายป้าหยก หรือเรื่องที่เธอดันไปจูบกับตัวซีเคร็ทที่เป็น…ลูกชายยากูซ่า
“ผมเข้าบ้านก่อนนะ” เทรย์ซิสพูดสั้นๆ ก่อนจะเดินเข้าบ้านไปทันที โดยไม่รอให้คนเป็นแม่ตอบกลับ
“นั่นลูกชายแม่เอง อย่าไปถือสาเลยนะ”
“แม่…” เธออึ้งกับอันนี้ยิ่งกว่า จู่ๆ แม่ของเขาก็แทนตัวเองว่า ‘แม่’ กับเธอ
“แม่ชอบเรา เห็นแวบแรกรู้สึกถูกชะตา มาเป็นลูกสาวอีกคนของแม่นะสายขิม” น้ำตาลพูดด้วยรอยยิ้มใจดี แววตาที่มองสายขิมอบอวลไปด้วยความเอ็นดู
“จะดีเหรอคะ…”
“ดีสิจ้ะ แม่ขอหยกแล้ว หยกอนุญาต ป่ะ! เข้าบ้านกัน”
สายขิมถูกแม่เทรย์ซิสคล้องแขนพาเดินเข้าไปในบ้าน สีหน้าหญิงสาวยังดูงุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น อยู่ดีๆ เธอก็กลายเป็นลูกสาวคนใหม่ของตระกูลยากูซ่าซะงั้น…
