ตอนที่ 7 เมื่อความหึงหวงกลายเป็นพายุ
หัวใจของเอยเต้นระทึกราวกับจะทะลุออกมานอกอกในทุกย่างก้าวที่เธอแอบย่องลงมาจากชั้นสอง ความเงียบเชียบของคฤหาสน์ในยามค่ำคืนยิ่งขับให้เสียงฝีเท้าเบาๆ ของเธอดังชัดเจนในความรู้สึก เด็กสาวกระชับเสื้อคลุมตัวบางแนบกาย พลางก้าวผ่านประตูบานเลื่อนกระจกของห้องนั่งเล่นออกสู่สวนหลังบ้านที่มีแสงไฟสลัวจากสปอตไลท์สนามส่องสว่างเพียงรำไร
กลิ่นดอกไม้ราตรีที่โชยมาตามลมถูกกลบกลืนด้วยกลิ่นยาสูบอันคุ้นเคยในวินาทีที่เธอเดินลึกเข้ามาในมุมอับสายตาหลังซุ้มการะเวก ร่างสูงใหญ่ของอัคคียืนกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่ นัยน์ตาคู่คมกริบฉายประกายกร้าวระยับท่ามกลางความมืดจ้องตรงมาที่เธอทันที
“พี่อัคคี...” เอยกระซิบเรียกเสียงสั่น “กลับไปเถอะค่ะ เอยออกมาหาตามที่พี่บอกแล้ว ถ้าคนงานหรือบอดี้การ์ดของคุณพ่อมาเห็นเข้าเรื่องมันจะไปกันใหญ่นะคะ”
อัคคีไม่ตอบ เขาเพียงแค่แค่นยิ้มในลำคอ ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นหญ้าแล้วใช้รองเท้าคอมแบตเหยียบจมลงไป ชายหนุ่มก้าวเท้าขยับเข้าหาเธอช้าๆ ทว่าทรงพลังกดดันจนเอยต้องก้าวถอยหลังไปจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับลำต้นไม้ใหญ่ มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นยันค้างไว้กับต้นไม้ กักขังร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนทันที
“กลัวจนตัวสั่นขนาดนี้ แต่ก็ยังยอมเดินออกมาหาผัวขี้คุกตามที่สั่งนี่... เป็นเด็กดีกว่าที่คิดนะหนูเอย” อัคคีโน้มใบหน้าลงมาจนชิด กลิ่นฟีโรโมนดิบเถื่อนปะทะเข้ากับใบหน้าของเอยจนเธอหน้าร้อนผ่าว
“พี่อย่าพูดจาหยาบคายแบบนี้ได้ไหมคะ! แล้วเอยก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน!” เอยประท้วงพลางใช้มือเล็กๆ ดันแผงอกแกร่งใต้เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาไว้ แต่กลับรู้สึกถึงมัดกล้ามแน่นหนาที่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ได้เป็นอะไรกันงั้นเหรอ?” อัคคีตวัดสายตาคมกริบลงมองริมฝีปากอิ่มที่เม้มแน่น “แล้วรสจูบเมื่อวานนี้มันยังไม่ชัดเจนพอใช่ไหม มึงถึงได้กล้าพูดคำนี้ออกมา สรรพนามกูมึงหลุดออกมาทันทีเมื่อพายุอารมณ์หึงหวงลึกๆ เริ่มตีตื้นขึ้นมาในอก ยิ่งคิดถึงคำสั่งห้ามของพ่อเธอ และภาพที่ไอ้พายุจับมือเธอเมื่อวันก่อน มันทำให้อัคคีแทบอยากจะกระชากร่างนุ่มนิ่มนี้เข้าไปฟัดให้แหลกคามือ
“พี่อัคคี... พูดเพราะๆ สิคะ เวลาพี่โมโหพี่ชอบพูดคำหยาบใส่เอยทุกที” เอยช้อนสายตากลมโตที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองเขาอย่างตัดพ้อ ท่าทางไร้เดียงสาปนดื้อรั้นนั้นทำให้อัคคีชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจบ้าคลั่งของเขากระตุกวูบด้วยความรู้สึกเอ็นดูและหมั่นเคี้ยวจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงให้เบาลง ทว่ายังคงความดุดันเอาไว้ “ก็มึงดื้อ... ถ้ามึงยอมฟังที่กูพูดดีๆ กูจะอยากพูดคำหยาบใส่ไหม? จำไว้เลยนะยัยหนู... พ่อมึงจะสั่งห้ามอะไรก็เรื่องของเขา แต่สิทธิ์ในตัวมึงเป็นของกูตั้งแต่วันที่กูประทับตราไว้บนปากมึงแล้ว”
“คนบ้า... เอาแต่ใจที่สุด” เอยพึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้าซับสีเลือดจนแดงก่ำไปถึงใบหู
“ใช่... ฉันมันบ้า และบ้าได้มากกว่าที่เธอคิดแน่ถ้าเธอยังกล้าไปยืนคุยกับไอ้พายุหน้าสลอนแบบนั้นอีก” อัคคีใช้นิ้วแกร่งเชยคางมนขึ้นมา บังคับให้สบตาคมดุของเขา “มันแอบสืบเรื่องของเธออยู่ และมันจะใช้เธอเป็นเครื่องมือมาปั่นประสาทฉัน... มึงเข้าใจที่กูพูดไหมเอย!”
ความทรงจำในอดีตที่เขาเคยถูกพายุใส่ร้ายจนต้องติดคุกแล่นเข้ามาในหัวของอัคคีอีกครั้ง ความแค้นนั้นมันยังไม่จางหาย และตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนเป็นพายุความหึงหวงอันรุนแรงเมื่อมีเอยเข้ามาเกี่ยวพัน เขาไม่ยอมให้ไอ้สารเลวนั่นมาแตะต้องดอกไม้สีขาวดอกนี้เด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรเขาก็พร้อมจะบดขยี้มันให้จมดิน
“เอย... เอยเข้าใจแล้วค่ะ พี่เพลิงปล่อยเอยก่อนนะคะ เอยเจ็บคาง...” เสียงหวานสั่นเครือเรียกชื่อฉายาของเขาอย่างอ้อนวอน ขอบตาเริ่มแดงก่ำเพราะแรงบีบที่คาง
อัคคีมองหยดน้ำตาที่กำลังจะไหลร่วงลงมา แววตาของหมาป่าคลั่งค่อยๆ อ่อนแสงลงอย่างพ่ายแพ้ เขารู้ตัวว่าเผลอใช้อารมณ์ดิบเถื่อนทำเธอเจ็บอีกแล้ว ชายหนุ่มคลายแรงมือออกเปลี่ยนเป็นใช้ปลายนิ้วโป้งลูบไล้ผิวแก้มเนียนอย่างแผ่วเบาราวกับจะปลอบประโลม
“ชิ... ขี้แยฉิบหาย ยัยหนูของพี่” อัคคีพึมพำเสียงทุ้มต่ำอ่อนลงจนเอยใจสั่น “จำไว้... อย่าทำให้พี่หึงจนคลั่งอีก เพราะคราวหน้า... มันจะไม่จบลงง่ายๆ แค่ที่สวนหลังบ้านแน่”
ก่อนที่เอยจะได้ทันตั้งตัว ริมฝีปากหนาก็ตวัดลงมาฉกฉวยความหวานจากปากอิ่มอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่จูบที่รุนแรงป่าเถื่อนเหมือนเมื่อวาน แต่เป็นจูบที่หนักหน่วง ดุดัน แฝงไปด้วยความหวงแหนและแสดงความเป็นเจ้าของอย่างลึกซึ้ง ลิ้นแกร่งละเลียดชิมความนุ่มละมุนอย่างเอาแต่ใจ จนร่างเล็กในอ้อมแขนสั่นเทาและแทบละลายกลายเป็นเนื้อเดียวกับเขา ท่ามกลางความมืดและสายลมยามค่ำคืนที่พัดพาพายุความสัมพันธ์ต้องห้ามนี้ให้ยิ่งลุกโชนจนยากจะดับลง...
