CHAPTER 2 ไม่ต้องการ
ดิวากรนอนหลับเหยียดยาวอยู่บนโซฟา สภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ กลิ่นแอลกอฮอล์ยังคงคลุ้งอยู่รอบตัว หลังจากดื่มหนักลากยาวเกือบถึงเช้า ความมึนงงยังเกาะกุมจนเขาไม่รับรู้แม้กระทั่งเสียงเปิดประตูบ้าน
ซ่า!
น้ำเย็นจัดถูกสาดเข้าที่ใบหน้าเต็มๆ เขาสะดุ้งเฮือก ลุกพรวดขึ้นมานั่งทั้งที่ตายังพร่ามัว ก่อนจะชะงักทันทีเมื่อเห็นคนตรงหน้า
“อะไรวะ คุณแม่...” สีหน้าที่หงุดหงิดเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเรียบตึงในเสี้ยววินาที
“ไปล้างหน้าล้างตา แล้วมาคุยกับแม่” ดรุณียืนกอดอก มองลูกชายด้วยสายตาแข็งกร้าวที่เขาไม่ได้เห็นมานาน
น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่หนักแน่นจนไม่มีช่องให้ปฏิเสธ ไม่กี่นาทีต่อมาชายหนุ่มเดินกลับมานั่งตรงข้ามผู้เป็นแม่ สภาพยังดูอิดโรยแต่ท่าทางพยายามตั้งตัวตรง
“คุณแม่มีอะไรพูดมาเลยครับ”
เพียะ!
ฝ่ามือหนักฟาดเข้าที่แก้มเขาเต็มแรงจนใบหน้าหันไปตามแรงตบ ความแสบแล่นวาบไปทั้งซีกหน้า รสเลือดจางๆ คลุ้งอยู่ในปาก
“คุณแม่…” เขายกมือกุมแก้มดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ยังจำได้ว่าแม่คือแม่แปลว่าสมองยังดี” ดรุณีพูดช้าๆ แต่ทุกคำเหมือนคมมีด “ลูกไปก่อเรื่องอะไรไว้ แม่ไม่เคยสอนให้ลูกไร้ความรับผิดชอบแบบนี้”
“คุณแม่รู้แล้วเหรอ…” เสียงของเขาเบาลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาที่เคยแข็งกร้าวหลบต่ำเหมือนเด็กที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้
“แม่จะฟังจากปากลูก ว่าหนูทิชาท้องกับลูกจริงๆ ใช่ไหม” ดรุณีมองลูกชายตรงๆ ไม่มีแววอ่อนข้อ คำถามนั้นเหมือนหินก้อนใหญ่ทับลงบนอกเขา
“ผม…” เขาชะงัก คำพูดติดอยู่ที่ปลายลิ้นเพราะในใจยังเต็มไปด้วยความลังเลความไม่แน่ใจ และกำแพงที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องศักดิ์ศรี
“รู้ถึงไหนอายถึงนั้น ผู้ชายตระกูลธีรวัฒนไพศาล ทำผู้หญิงท้องแล้วไม่รับผิดชอบ แม่เลี้ยงลูกมาแบบนี้เหรอ” คนเป็นแม่พูดต่อ น้ำเสียงตึงเครียด
“มันแค่เรื่องผิดพลาด” เขากำมือแน่นความรู้สึกผิดแล่นวาบขึ้นมา แต่ความดื้อรั้นยังไม่ยอมพังลงง่ายๆ
“ผิดพลาดยังไงก็ต้องรับผิดชอบ!” ฝ่ามือของดรุณีฟาดลงบนโต๊ะข้างตัวเสียงดังลั่น
“อย่าทำแบบพ่อของลูกนะดฤณ ผู้หญิงคนหนึ่งเสียอนาคตต้องมานั่งอุ้มท้องคนเดียว ลูกยังจะเรียกมันว่าเรื่องผิดพลาดอีกเหรอ” ดวงตาของผู้เป็นแม่เริ่มแดงก่ำ
“ผม...”
“แม่ไม่ได้โกรธที่ลูกพลาด แม่โกรธที่ลูกไม่กล้ายอมรับความจริง”
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง สุดท้ายชายหนุ่มก็พูดออกมาด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม
“ถ้าเป็นลูกผมจริงๆ ผมก็จะรับ”
“ไม่ใช่รับผิดชอบแบบนั้น” ดรุณีมองลูกชายอย่างผิดหวังทันที
“คุณแม่จะให้ผมทำแบบไหนอีกครับ” เขาถามเสียงนิ่ง แต่แววตายังเต็มไปด้วยแรงต้านที่พยายามกดไว้
“ลูกอายุ 30 แล้ว อดีตจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ลูกต้องแต่งงานกับหนูทิชา” ดรุณีมองลูกชายตรงๆ ไม่หลบสายตา
“ผมไม่แต่ง” เขาตอบทันที น้ำเสียงหนักแน่นเหมือนตอกย้ำกับตัวเองมากกว่าจะเถียงแม่ บรรยากาศในห้องตึงจนแทบหายใจไม่ออก
“แม่สั่งยังไงก็ต้องแต่ง แม่เลี้ยงลูกมาให้เป็นลูกผู้ชาย ไม่ใช่ให้เป็นคนไร้ความรับผิดชอบ” เสียงของดรุณีเย็นลงอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย
“การแต่งงานทั้งที่ไม่ได้รัก มันไม่ยุติธรรมกับใครทั้งนั้น” เขากำหมัดแน่นเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นชัด
“แล้วที่ลูกทำกับเขา ยุติธรรมแล้วเหรอ” ดรุณีชะงักไปเล็กน้อย แต่สายตายังแข็งกร้าว
.
มิณทร์ทิชานั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาวหน้าห้องฝากครรภ์ มือเล็กค่อยๆ ลูบลงบนหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นมาเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏทั้งที่ดวงตายังมีคราบความเศร้าเจืออยู่
“แม่จะเลี้ยงหนูให้ดีที่สุดเลยนะคะน้องเดียร์น่า” เธอกระซิบเบาๆ อย่างอ่อนโยน
ตั้งแต่รู้ผลตรวจว่าเป็นลูกสาว โลกทั้งใบของเธอก็เหมือนมีแสงสว่างเพิ่มขึ้นมาอีกดวง ถึงแม้ต้องมาฝากครรภ์คนเดียว ต้องนั่งรอคนเดียวเดินเข้าห้องตรวจคนเดียว แต่มันไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนเป็นแม่อีกต่อไป
“คุณมิณทร์ทิชา เชิญพบคุณหมอค่ะ” เสียงพยาบาลเรียกทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
“ค่ะ” เธอลุกขึ้นช้าๆ มือยังคงประคองหน้าท้องอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้องตรวจ
“สุขภาพคุณแม่แข็งแรงดีนะคะ เด็กก็ดูสมบูรณ์ค่ะ” คุณหมอเปิดแฟ้มดูผลตรวจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้
คำว่านั้นทำให้หัวใจเธอพองโตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่คำถามถัดมากลับทำให้รอยยิ้มชะงัก
“คุณพ่อไม่มาด้วยเหรอคะ เรายังไม่ได้ตรวจเลือดคุณพ่อเลยนะคะ”
“เอ่อ” เธอชะงัก เสียงที่เคยมั่นคงสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาหลบลงมองมือตัวเอง
ความทรงจำทั้งหมดไหลย้อนกลับมา สายตาที่ผลักไสประโยคที่บอกว่าไม่มีวันรับผิดชอบ เธอกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะตอบออกไปเบาๆ
“เราเลิกกันแล้วค่ะ”
ในห้องเงียบลงไปครู่หนึ่ง คุณหมอมองเธออย่างเข้าใจ เพราะมีวัยรุ่นหลายคนที่แยกทางกับพ่อของลูก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลง
“งั้นวันหลังถ้ามีญาติคนไหนมาด้วยก็ได้นะคะ เวลาตรวจเลือดหรือฟังคำแนะนำจะได้มีคนช่วยดูแล”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มบางๆ แม้ในใจจะรู้ดีว่าไม่มีใครเลยก็ตาม
หญิงสาวนอนลงบนเตียงตรวจเมื่อคุณหมอทาเจลเย็นลงบนหน้าท้อง จออัลตราซาวด์ปรากฏภาพเล็กๆ ที่กำลังขยับไหว
“ได้ยินไหมคะ นั่นเสียงหัวใจของน้อง” คุณหมอยิ้ม
เธอพยักหน้ามือเอื้อมไปแตะหน้าท้องตัวเองเบาๆ ‘แม่อยู่นี่นะคะเราอยู่กันสองคนก็ได้เนาะ’ ที่บ้านก็มีฐานะ แล้วทำไมต้องรอความรับผิดชอบจากเขา
“คุณหนูขา คุณเมธัสรออยู่ที่ห้องรับแขกค่ะ” เสียงพี่พรเรียกทำให้มิณทร์ทิชาที่กำลังเดินเข้ามาในบ้าน
“พี่พรนั่นรถใครเหรอคะ” เธอหันไปมองรถหรูสีดำคันยาวที่จอดเด่นอยู่ในโรงรถ มันไม่ใช่รถของเมธัสแน่นอน
“แขกคุณเมธัสค่ะ เห็นมานั่งรอสักพักแล้ว”
“พี่เมธัสมีแขก แล้วเรียกทิชาไปทำไม” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ความสงสัยผุดขึ้นในใจ
แม้จะงุนงง แต่เธอก็เดินช้าๆ ไปทางห้องรับแขก มือหนึ่งประคองหน้าท้องไว้โดยไม่รู้ตัว ยิ่งเข้าใกล้หัวใจยิ่งเต้นแรงอย่างประหลาด
และทันทีที่ก้าวพ้นมุมทางเดิน เธอก็ชะงักแผ่นหลังกว้างในชุดสูทสีเข้มที่นั่งอยู่บนโซฟานั้น เธอจำได้ดีเกินกว่าจะลืม
“หนูทิชานั่งก่อนสิจ๊ะ” เสียงของผู้ใหญ่ทำให้มิณทร์ทิชาหลุดจากภวังค์ เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งตามที่บอก ใกล้กับเมธัสอย่างที่พี่ชายเรียก
“วันนี้แม่พาพี่ดฤณมาคุยเรื่องแต่งงาน” ดรุณีพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“แต่งงาน?” เสียงของหญิงสาวหลุดออกมาอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้างราวกับไม่คิดว่าคำนี้จะเกี่ยวข้องกับเธออีกแล้ว
“ดีใจจนเนื้อเต้นเลยหรือไงที่จะได้แต่งงาน” เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย ใบหน้าตึงเครียดอย่างปิดไม่มิด บรรยากาศในห้องรับแขกแข็งค้างทันที
“ไอ้ดฤณ นี่บ้านกูพูดให้มันดีๆ หน่อย” เมธัสสวนกลับทันทีด้วยความไม่พอใจ
“บ้านมึงกูไม่อยากเข้ามาเหยียบหรอก เสนียดติดตีนกู” เขาแค่นหัวเราะเบาๆ
“พี่ดฤณ!” เธอหลุดเรียกออกไปด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะชะงักเมื่อเขาหันมามองด้วยสายตาเย็นชา
“ฉันไม่มีน้องสาว” เขาพูดเรียบๆ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
เมธัสกำหมัดแน่น ลุกขึ้นยืนเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ แต่ดรุณีเอ่ยเสียงเข้ม
“ดฤณออกไปรอข้างนอก แม่จะคุยเรื่องสำคัญ”
ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันหน้าหนี เดินออกไปโดยไม่มองใครอีก ประตูถูกปิดลงแรงพอให้รู้ว่าอารมณ์ของเขายังเดือดพล่าน
“หนูไม่อยากแต่งเพราะความสงสารค่ะ หนูเลี้ยงลูกคนเดียวได้” เธอพูดออกมาในที่สุดแม้เสียงจะเบาแต่ชัดเจน
ประโยคนั้นทำให้เมธัสหันมามองน้องสาวทันทีด้วยความตกใจปนภูมิใจ
ด้านนอกห้องดิวากรยืนพิงกำแพงอยู่เงียบๆ ประโยคนั้นเขาได้ยินชัดทุกคำ ลอยทะลุประตูออกมาอย่างชัดเจนมือของเขากำแน่นโดยไม่รู้ตัว
