3.4 | จะพูดอะไรก็พูดมา - NC
จากหน้าต่างห้องครัวที่ฟ้าพราวกับน้ำมณีช่วยกันทำอาหารเช้าควบกลางวัน หญิงสาวมองออกไปเห็นภูริดลกำลังเดินคุยกับนทีอยู่ในสวน สีหน้าของเขาเคร่งเครียด และจากภาษากายที่สามีของเธอแสดงออกต่อผู้เป็นพ่อ เธอแน่ใจว่าเขาไม่ค่อยลงรอยกับผู้เป็นพ่อสักเท่าไรนัก
“คุณดินดูไม่ค่อยสนิทกับคุณพ่อเลยนะคะ ท่าทางเขาสนิทกับคุณแม่มากกว่า” ลูกสะใภ้เลียบเคียงถามแม่สามี
“พ่อลูกคู่นี้ก็เป็นแบบนี้แหละ พูดดีกันได้ไม่เกินสามคำ พ่อชอบออกคำสั่ง ส่วนลูกชายก็ดื้อมาก ยิ่งช่วงก่อนที่แม่จะแต่งงานกับคุณนที พี่เลี้ยงของดินเล่าว่าสองพ่อลูกทะเลาะกันทุกวัน พอมีแม่เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางถึงได้เบาลง”
“คุณแม่ไม่ใช่แม่แท้ๆ ของคุณดินเหรอคะ” ฟ้าพราวถามด้วยความเกรงใจ
“แม่เป็นแม่เลี้ยงจ้ะ”
“คุณแม่คุณดินเสียแล้วเหรอคะ”
“ยังจ้ะ ตอนนี้อยู่ต่างประเทศกับสามีใหม่ แม่ของดินเลิกกับคุณนทีตอนที่ดินอายุหกขวบ เลิกกันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นแผลในใจดินมาจนทุกวันนี้”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” หญิงสาวอดถามไม่ได้
น้ำมณีหยุดคิดนิดหนึ่งว่าจะเล่าต่อดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่า เผื่อว่าฟ้าพราวจะเข้าใจและเห็นอกเห็นใจลูกชายของเธอขึ้นมาบ้าง
“เรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นแหละ แบ่งสินสมรสกันไม่ลงตัว แม่ของดินเรียกร้องมากเกินไป คุณนทีไม่ยอม แม่ของดินก็เลยวางแผนกับสามีใหม่จับดินไปเรียกค่าไถ่ ดินถูกจับขังไว้ในตึกแถวร้างคนเดียวตั้งหลายวัน แถมโดนสามีใหม่ของแม่ทำร้ายโดยที่แม่แท้ๆ ก็ไม่ช่วย” น้ำมณีเล่าไปก็ร้องไห้ไปจนต้องหยุดซับน้ำตาเป็นระยะ
“คุณดินคงเจ็บปวดมากที่แม่แท้ๆ ของตัวเองเห็นเงินสำคัญกว่าลูกในไส้” ฟ้าพราวน้ำตาซึมด้วยความสงสารสามี มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากสำหรับเด็กอายุแค่หกขวบ คงไม่ง่ายเลยที่เขาจะทำใจให้ลืมเรื่องเลวร้ายในอดีตได้
“ชีวิตดินน่าสงสาร มีแฟนกี่คนก็เจอแต่ผู้หญิงหิวเงินเหมือนแม่แท้ๆ ของเขานั่นแหละ รายล่าสุดชื่อก้อย กำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่ก็ทิ้งดินไปแต่งงานกับหม่อมเจ้าภาณุเดชหน้าตาเฉย”
“ท่านลุงภาณุกับหม่อมก้อยเหรอคะ” ฟ้าพราวรู้จักทั้งสองคนดี เพราะหม่อมเจ้าภาณุเดชเป็นพี่ชายแท้ๆ ของหม่อมเจ้าดนัยเทพผู้เป็นท่านพ่อของเธอ
“ใช่จ้ะ ท่านลุงภาณุของหนูฟ้านั่นแหละ”
ฟ้าพราวพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมภูริดลถึงได้ตั้งแง่รังเกียจผู้หญิงที่ยอมแต่งงานเพื่อเงินอย่างเธอมากขนาดนี้
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ฟ้าพราวกับภูริดลก็เดินไปส่งน้ำมณีกับนทีที่รถที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“หนูฟ้าแน่ใจนะว่าจะอยู่ที่ไร่ได้” แม่สามีถามด้วยความเป็นห่วงและไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่เห็นลูกสะใภ้ที่เคยอยู่ในวังใหญ่โตต้องมาอยู่บ้านไร่หลังเล็กๆ แบบนี้
“ฟ้าอยู่ได้จริงๆ ค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
“พ่อจะส่งแม่บ้านมาช่วยทำงานบ้าน คุณหญิงจะได้ไม่ลำบาก พ่อรับปากกับท่านชายดนัยไว้แล้วว่าจะช่วยดูแลคุณหญิงเป็นอย่างดี พ่อก็ต้องทำตามที่รับปากกับท่านให้ได้” นทีบอกกับลูกชาย
“ไม่ต้องหรอกครับคุณพ่อ” ภูริดลปฏิเสธทันที “งานบ้านไม่มีอะไรมาก แค่ถูบ้าน ล้างจาน ซักผ้า ทำกับข้าว ไม่มีอะไรยาก คุณหญิงทำเองได้”
“พ่อขอคุณหญิงให้มาเป็นเมียแก ไม่ได้ขอให้มาเป็นคนทำงานบ้านให้แก” นทีต่อว่าลูกชายเสียงแข็ง
“คิดจะเป็นเมียชาวไร่ก็ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่อยากทำก็ไปหาผัวใหม่เป็นพวกผู้ดีเหมือนกันโน่น จะได้มีคนรับใช้ไว้รองมือรองเท้า”
“ไอ้ดิน! ปากแกนี่ให้มันน้อยๆ หน่อย แล้วก็รู้จักให้เกียรติคุณหญิงบ้าง” นทีชักจะเหลืออดกับความหัวดื้อของลูกชาย
“งานบ้านแค่นี้ฟ้าทำได้ค่ะคุณพ่อ ถ้าไม่ไหว ฟ้าจะบอกนะคะ” ฟ้าพราวหาทางประนีประนอมทั้งสองฝ่าย แล้วแอบส่งสายตาบอกน้ำมณีให้พานทีกลับ ก่อนที่สองพ่อลูกจะทะเลาะกันหนักกว่านี้
“กลับกันเถอะคุณ วันหลังค่อยมาเยี่ยมลูกกันใหม่” น้ำมณีดึงแขนสามีไปขึ้นรถที่คนขับรถสตาร์ทรถรออยู่
หลังจากรถของน้ำมณีกับนทีขับออกไปแล้ว ฟ้าพราวก็หันมาจ้องหน้าภูริดลอย่างเอาเรื่อง
“คุณดิน”
“อะไร” คนเป็นสามีขานรับเสียงห้วนโดยไม่มองหน้าภรรยาพลางเดินนำเข้าบ้าน
“เราต้องคุยกัน” ฟ้าพราวเดินตามหลังไปติดๆ
“มีอะไรก็ว่ามา” ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เดินข้ามตะกร้าแมวไปนั่งที่โซฟา แล้วหันมาแยกเขี้ยวใส่แมวอ้วนที่ร้อง ‘เมี้ยว’ ใส่ เหมือนจะต่อว่าที่เขาบังอาจเดินข้ามหัวมันไป
“ฉันขอทำสัญญาสงบศึก” หลังจากที่คิดวิเคราะห์แยกแยะได้แล้วว่าที่ภูริดลตั้งแง่รังเกียจเธอก็เพราะเขามีปมในใจ ดังนั้นเธอก็จะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเธอไม่เหมือนผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมาของเขา แต่ก็ต้องขอความร่วมมือจากเขาด้วย
“ผมไปรบกับคุณหญิงตั้งแต่เมื่อไหร่” ตอบหน้านิ่งแบบจงใจกวนประสาทแล้วดึงร่างเล็กมานั่งคร่อมบนตัก สองแขนโอบเอวเธอไว้ไม่ให้ลุกหนี
“นี่คุณ! นั่งคุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องก่อกวน” ยิ่งดิ้น เขาก็ยิ่งกอดรัดเธอแน่นขึ้น มือหยาบกร้านข้างหนึ่งสอดเข้ามาลูบไล้แผ่นหลังเรียบเนียนซึ่งปราศจากเส้นสายของบราเซีย ส่งผลให้ร่างเล็กหยุดชะงัก นั่งตัวแข็งทื่อ หายใจไม่ทั่วท้อง
“โนบราเหรอ” เขาเลิกคิ้วถาม แววตาเป็นประกายไม่น่าไว้วางใจ
ฟ้าพราวกัดริมฝีปากล่างไว้เพื่อข่มความรู้สึกวาบหวามเมื่อคนถามเลื่อนฝ่ามือร้อนผ่าวมาด้านหน้า กอบกุมทรวงอกข้างหนึ่งผ่านบราเซียร์แบบปีกนกที่แปะอยู่ เขาบีบแล้วคลายสลับกับเคล้นคลึงนุ่มนวล
“อ้อ...ใส่นี่ บราเดี๋ยวนี้มีแบบแปลกๆ เนอะ แต่ก็ถอดง่ายดี” ว่าแล้วก็ดึงบราเซียร์รูปทรงแปลกตาออกมาชูไว้ตรงหน้าระดับสายตาของหญิงสาว แล้วโยนมันทิ้งแบบกวนประสาทสุดๆ
“ถ้าคุณยังไม่พร้อมคุย เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังก็ได้” ฟ้าพราวประคองสติแล้วจะดันตัวเองลุกขึ้นแต่ถูกเขาจับกดให้นอนหงายลงบนโซฟาตัวนุ่มแล้วพลิกตัวขึ้นคร่อม เขาจับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอดันไว้เหนือศีรษะด้วยมือของเขาเพียงข้างเดียว แล้วใช้สะโพกกดตรึงท่อนล่างของเธอเอาไว้
“จะพูดอะไรก็พูดมา ผมรอฟังอยู่” น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบทว่าเซ็กซี่จนฟ้าพราวขนลุกชันไปทั้งตัว เธอพยายามบิดตัวหนีเมื่อเขาเลิกชายเสื้อยืดตัวโคร่งของเธอขึ้นอย่างเชื่องช้า อีกทั้งยังจงใจกรีดไล้ปลายนิ้วขึ้นไปตามผิวเนื้ออ่อน ก่อให้เกิดความวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เมื่อชายเสื้อถูกม้วนขึ้นไปไว้บนเนินอก ใบหน้าคมคร้ามที่เต็มไปด้วยหนวดเคราก็ก้มลงซุกไซ้ดูดกลืนทรวงอกเต่งตึง
“อื้อ...คนบ้า หยุดหื่นกับฉันสักวินาทีไม่ได้หรือไง”
