บทที่ 8 ครั้งแรก
บทที่ 8
ครั้งแรก...
แต่ทว่าร่างกายสาวของอริศรานั้นกลับไม่ให้ความร่วมมือกับเขาเลยแม้แต่น้อย กลับบิดเร่าด้วยความทรมานยกสะโพกร่อนใส่เสียดสีอัคคีไปทั่วแท่งรัก และตอนนี้เธอก็รู้สึกว่าตัวเองตึงแน่นไปหมดเจ็บแปล๊บ ๆ แต่ไม่มากเท่ากับความปวดหน่วงจากความต้องการเขา ที่มีมากกว่าความรู้สึกอื่นทั้งหมด
อัครเดชขยับสะโพกรับจังหวะของอริศราที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ และเขาก็มั่นใจว่าถ้าเธอเจ็บจนทนไม่ไหวคงไม่ยัดเยียดตัวเองดันรับเขาแบบนี้ และที่สำคัญเขาหมดความอดทนกับเธอแล้วยัยผู้หญิงช่างยั่ว
“ซี้ดดดด... เจ็บ!!!” บอกเขาทั้งที่ไม่ยอมเขยิบสะโพกถดหนี แต่กลับแอ่นร่างรับอัคคีที่บี้คลึงนวดเธอไปทั่วความเป็นหญิง ด้วยท่อนกายอวบหนาของเขาที่ถูกเติมเต็มเอาไว้จนฝังแน่นติดหนึบ นอนส่ายขยับสะโพกหมุนวนไปทั่วความฉ่ำแฉะที่อ้ารับกลืนกินเขาเอาไว้ทั้งตัว เพื่อให้เธอนั้นคุ้นชินกับขนาดใหญ่โตของเขา อริศรามีเวลาเจ็บได้เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้นเพราะมันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอื่นที่มันมีมากกว่า เพราะเขาไม่ยอมหยุดให้เธอได้นึกถึงความเจ็บปวดจากการถูกเติมเต็มได้นานนัก แต่กลับชักดึงตนเองครูดถูเข้าออกอยู่ในกายของเธอที่ถี่กระชั้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงอารมณ์กลัดมัน
“โอ้วว... อลิซจ๋า... อลิซเสียวดีเหลือเกินทูนหัว” เรียวขางามสั่นไหวไปตามจังหวะโยกคลอนของเขา ที่ชันเข่าดันต้นขาของเธอเอาไว้ให้รับความร้อนแรงของตนเองได้ถนัด ๆ มือหนึ่งนั้นจับยกสะโพกที่เนื้อตึงแน่นของอริศราให้ลอยเด่นขึ้นจากเบาะเล็กน้อย เพื่อรับท่วงท่าเร้าใจของเขาที่ขยับเน้นหนักดันเข้าใส่เธอรัวเร็วด้วยความอดอยากมาตลอดทั้งค่ำคืนที่ผ่านมา ที่ยิ่งกว่าหิวโซและอริศราก็คืออาหารมื้อแรกของอัคคีหนุ่มที่ต้องถูกกินอย่างตะกละ ตามความหิวโหยที่มีแต่คำว่าต้องการและต้องกินจนกว่าจะอิ่ม... แล้วต้องแค่ไหนล่ะสำหรับผู้ชายอย่างเขาถึงจะเรียกว่าพอ
อริศรานอนร่างกระเพื่อมสั่นไหวเสียดสี ไปกับลำกายช่วงล่างของอัคคีหนุ่มด้วยความรู้สึกหลากหลาย เพราะจดจำทุกคำพูดของบิดาได้ดี...
หนึ่งวันก่อนหน้าที่เขาจะพาเธอมาอยู่ในรถคันนี้
‘อลิซ... ลูกเข้าใจพ่อนะว่าพ่อจำเป็นต้องพึ่งพาเงินและอำนาจของคุณอัคคี’ ตัดสินใจบอกกับเธอตรง ๆ ถึงความจำเป็นที่ต้องส่งอริศราให้ไปหาอัคคีหนุ่มในคืนนี้
อริศรามองสีหน้าอมทุกข์ของบิดาที่รักและเลี้ยงดูเธอมาเป็นอย่างดี ตั้งแต่มารดาเสียชีวิตด้วยสองมือของท่านเพียงลำพัง และเรื่องแค่นี้ทำไมเธอถึงจะอดทนเพื่อท่านและเพื่ออัศเรศไม่ได้ล่ะ ทั้งที่เรามีกันอยู่แค่เพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น
‘ค่ะพ่อหนูเข้าใจ’ ถึงจะบอกกับท่านว่าเธอนั้นเข้าใจ แต่สีหน้าของคนเป็นพ่อก็ยังไม่ดีขึ้นเลย
‘แต่เขาต้องการหนูอย่างเมียเก็บ’ บอกอริศราด้วยความช้ำใจ ‘เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเราอลิซพ่อไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น’ น้ำตาลูกผู้ชายนองไหลอาบเต็มร่องแก้ม ด้วยความอัดอั้นอับจนในหนทาง
...เธอก็ไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
‘ค่ะพ่อ หนูรู้แต่มันจะไม่เป็นแบบนั้น พ่อเชื่อใจหนู’ คุณ
พีระพลหันกลับมาเผชิญหน้ากับอริศราเพื่อมองสีหน้าและแววตาของลูกสาวให้ชัด ๆ ด้วยความข้องใจในความรู้สึกของตัวเอง และความหมายของเธอที่บอกกับท่าน
‘มันจะไม่เป็นแบบนั้นได้ยังไงอลิซ พ่อไม่เข้าใจ’
‘หนูจะทำให้เขาเปลี่ยนใจค่ะพ่อ เขาจะต้องรับผิดชอบกับทุกการกระทำของเขาที่ทำกับเรา’
คุณพีระพลตกใจกับคำพูดของลูกสาว เพราะเริ่มแน่ใจในลางสังหรณ์ของตนเอง
‘นี่ลูกนึกชอบเขาเหรอ’ อริศราเสมองไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับท่าน
‘หนูจะไม่มีวันเพลี่ยงพล้ำหัวใจให้เขาก่อนค่ะพ่อ หนูสัญญา และหนูก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนที่จะต้องไปอยู่กับเขา’ บอกกับท่านอ้อม ๆ และก็ไม่ยอมปฏิเสธลงไปให้ชัดเจนว่าเธอนั้นไม่ได้มีใจให้แก่เขา
‘แต่เขาจะมองว่าหนูเป็นผู้หญิงไร้ค่า’
‘นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่รู้ถึงความจำเป็นของเราค่ะพ่อ’ สวนกลับความเห็นของท่านอย่างไม่คิด
ถึงอริศราจะไม่พูดและยอมรับกับท่านออกมาตรง ๆ แต่ถึงอย่างไรคนเป็นพ่อที่เลี้ยงดูกันมาก็รู้อยู่แก่ใจว่าลูกสาวนั้นกำลังหวังไกล ว่าเขาจะรักและยกย่อง คุณพีระพลไม่สามารถห้ามความคิดของอริศราที่มั่นใจในเสน่ห์ของตนเองจนเต็มเปี่ยมได้ และก็รู้ว่าถ้าลูกสาวลองตัดสินใจทำอะไรแล้วเธอจะต้องทำให้สุด และจะไม่ยอมเลิกล้มความคิดของตัวเองง่าย ๆ ถ้ามันยังไม่ถึงที่สุดของความพยายามของเธอจริง ๆ
‘พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนูค่ะ หนูจะไม่มีวันต้องเป็นทุกข์เพราะเขา’
‘แต่ยังไงพ่อก็ต้องเอาลูกกลับคืนมา เพราะศักดิ์ศรีของอัศเรศจะให้ใครมาดูหมิ่นไม่ได้’ พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังจนอริศราได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาคนเป็นพ่อ ‘รอให้พ่อจัดการกับพิพัฒน์ได้เมื่อไหร่พ่อจะไปรับหนูกลับคืนมา จำเอาไว้อลิซว่าลูกต้องกลับมา’
