บท
ตั้งค่า

บทที่๔

บทที่๔ ผิดฝาผิดตัว

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทางการจะจัดงานชมบุปผาทุกๆ ปี ให้ประชาชนได้ร่วมสนุก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่โสดสนิท มีโอกาสพบปะพูดคุยและทำความรู้จักสนิทสนมกับเพศตรงข้าม

แคว้นฉู่แต่ไหนแต่ไรมาก็มิได้เคร่งครัดในจารีตประเพณีมากนัก หญิงสาวสามารถเลือกคู่ครองเองได้ตามความเหมาะสม โดยที่มิต้องถูกคลุมถุงชนเสมอไป ดังนั้นแล้วในงานจึงคึกคักมากเป็นพิเศษ เพราะมีคนต่างถิ่นเข้ามาร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพื่อหาคู่ครองให้แก่ตนเอง

หนึ่งในจำนวนนั้นก็คงไม่พ้นคนในวัง ที่มีโอกาสได้เข้ามาเที่ยวเล่นในงาน เป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่ฮ่องเต้ทรงประทานให้ ใครที่โสดก็จงรีบหาคนที่ใช่ให้เจอ เพราะอีกนานกว่าจะได้ออกมานอกกรงทองอีกครา

ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ไม่เพียงเป็นวันคล้ายวันเกิดของเว่ยหยาหย่า พี่สาวคนโตของตระกูลเว่ย ทว่าในช่วงกลางฤดูนั้นยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของวายร้าย อย่างเว่ยซีซีและเว่ยซูซูอีกด้วย ทว่าบุตรีคนโตและแฝดพี่อย่างซีซีมิได้อยู่ร่วมฉลองวันเกิด ดังนั้นแล้วแม่ทัพเว่ยหรงเหยียนจึงอนุญาตให้บุตรสาวอีกสองออกมาเที่ยวเล่นได้ตามใจปรารถนา โดยมิต้องมีผู้ติดตามให้ระคายเคืองใจ

เว่ยซูซูและเว่ยเหมยลี่หรือลี่ลี่ผู้เป็นพี่สาว มองสบตากันอย่างรู้เท่าทันผู้เป็นบิดา ที่บอกว่าไม่มีผู้ติดตามนั้น โกหกพกลมทั้งเพไม่ว่าจะหันซ้ายหรือมองขวาก็เจอแต่บุรุษหน้านิ่งสวมใส่ชุดชาวบ้านธรรมดา เดินปะปนร่วมกับคนอื่นๆ มันก็ไม่น่าจะดูรู้หรอกหากไม่ใช่เพราะบุคลิกที่แข็งทื่อราวกับหุ่นกระบอกนั่น

สองสาววัยใกล้เคียงมองประเมินสถานการณ์อยู่ช่วงอึดใจใหญ่ๆ ก่อนจะพยักหน้าให้กันอย่างมีนัยยะ จากนั้นก็ปลีกตัวออกจากกันไปคนละทาง

ลี่ลี่มิได้กลัวว่าน้องสาวจะหลงทางหรือมีใครมาทำร้าย เพราะรายนั้นเป็นวรยุทธ์สามารถเอาตัวรอดได้ไม่แพ้ตนเองนัก

ส่วนซูซูก็มิได้กังวลว่าพี่สาวจะถูกผู้ใดล่อลวงไปง่ายๆ เป็นพี่ของนางเสียมากกว่าที่จะหลอกลวงผู้อื่น

องครักษ์แตกฮือกันเป็นสองฝั่ง เร่งตามติดเด็กสาวทั้งสองคนไม่ให้คลาดสายตา

เว่ยซูซูยกยิ้มตรงมุมปากก่อนจะเร่งเดินเบียดเสียดไปกับชาวบ้าน จนสามารถสลัดองครักษ์เหล่านั้นได้สำเร็จ

“นึกว่าจะแน่” นางเหยียดยิ้ม เดินเอ้อระเหยชมของกินกินสองฝั่งข้างทางอย่างสบายใจ “เฮ้อ นี่มันงานชมบุปผาหรือว่างานอันใดกัน มีแต่ของกินสุดลูกหูลูกตา ไหนจะสาวๆ พวกนั้นแต่งหน้าทาปากราวกับจะไปแสดงงิ้ว เฮอะ ตลกชะมัด” นางกวาดตาไปโดยรอบเห็นมีแต่สตรีแต่งชุดสีฉูดฉาด ทาปากแดงแก้มแดง พอก้มลงมองดูตัวเอง กลับอยู่ในชุดเรียบง่ายคล้ายบุรุษอย่างไรอย่างนั้น “ข้าสวยกว่าตั้งเยอะ ชิ”

ทางด้านฉู่เฟิ่งหวงก็ได้เดินทางมาเที่ยวชมงานในครั้งนี้ด้วย ตามคำยุแยงขององครักษ์คนสนิท คราแรกเขาก็เดินทางมาพร้อมกับขบวนของไท่จื่อและคุณหนูเว่ย ทว่าตอนนี้สองคนนั่นแยกย้ายไปอีกทาง เขาจึงต้องมาเดินเตร็ดเตร่เพียงลำพัง เพราะองครักษ์คู่ใจขอตัวไปหลีสาวที่หมายตา

“เฮ้อ น่าเบื่อ มีแต่คนมอง” เขาไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะขนาดอยู่ในชุดธรรมดาสามัญ ความหล่อเหล่าก็เปล่งประกายจนไปทะแยงสายตาของบรรดาสาวแก่แม่หม้าย ไม่ว่าจะเดินไปในทิศทางใดก็มีแต่คนหันมามองเป็นตาเดียว จากที่ไม่รู้สึกอะไรเพราะรู้ดีว่าตนเองหล่อเหลาเข้าขั้น แต่พอถูกมองมากๆเข้า เขาก็รู้สึกขัดเขินเหมือนกัน จนต้องหลีกเลี่ยงฝูงชนไปหาที่สงบๆ เพื่อที่จะหายใจหายคอให้สะดวก

เอ๊ะ! นั่นมัน

เขาขยี้ตาแรงๆ หลายครั้ง ราวกับเห็นภาพซ้อน นั่นมิใช่ยายเด็กตระกูลเว่ยคู่หมั้นพี่ชายเขาหรอกหรือ แล้วนางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พี่หยางหมิ่นหายไปไหน

เว่ยซูซูหันหลังกลับไปมอง เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจดจ้องนางอยู่

หน้าหล่อนี่ใคร?

“คุณหนูเว่ย มาทำอันใดที่นี่คนเดียว พี่ชายหายไปไหน” พี่ชายที่ว่า เขาหมายถึงฉู่หยางหมิ่นไท่จื่อ พอเห็นว่าเด็กน้อยเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จึงรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้

เด็กหญิงถึงกับผงะแทบหงายหลัง เมื่อถูกอีกฝ่ายประชิด พลางคิดในใจว่าอีกฝ่ายรู้จักนางกับพี่ชายด้วยหรือ หรือว่าคนผู้นี้จะเป็นสหายของพี่เล่อเล่อจริงๆ น่าจะใช่อยู่หรอกเพราะอายุอานามก็คงไล่เลี่ยกัน เอาสินางก็อยากมีเพื่อนเดินร่วมทางพอดี เมื่อคิดได้อย่างนั้นจึงปรับเปลี่ยนท่าที แล้วทำความเคารพตามมารยาทที่ได้ร่ำเรียนมา

“คารวะพี่ชายเจ้าค่ะ”

“พี่ชายเล่า” เฟิ่งหวงยิ่งร้อนใจเมื่อนางยังไม่ยอมตอบคำถาม จึงดึงนางเข้าสู่อ้อมกอด พลางลูบศีรษะเอ่ยปลอบขวัญด้วยความเอ็นดู “เจ้ากลัวหรือไม่”

เด็กน้อยกอดตอบพลางสั่นหน้า “ไม่เลยเจ้าค่ะ ส่วนพี่ชายติดงานไม่ได้มาด้วยกัน” นางหมายถึงเล่อเล่อกับถงถง ที่ตอนนี้เข้าร่วมกองทัพไม่สามารถพานางมาเที่ยวเล่นได้

“ติดงานอันใดกัน ช่างเถอะคงมีงานด่วน น่านักกล้าปล่อยให้เจ้าเดินคนเดียวเช่นนี้” เขากัดฟันกรอดนึกอย่างจะกลับไปต่อยตีพี่ชายให้รู้แล้วรู้รอด ไหนบอกว่าหวงนักหวงหนา เหตุใดถึงได้กล้าปล่อยปละละเลยได้ “แล้วเดินไหวหรือไม่มาขี่หลังพี่ดีกว่า”

เขาไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่าชุดที่นางใส่แตกต่างจากคู่หมั้นพี่ชายเพียงใด

เว่ยซูซูกระตาปริบๆ ก็ดีเหมือนกันไม่ต้องเดินให้เหนื่อย

“เจ้าค่ะ พี่ชาย”

นางขี่หลังชายหนุ่มรุ่นใหญ่ด้วยความสบายใจ แถมยังได้กินของอร่อยๆ อีกด้วย กินไปเลอะไป นางก็เช็ดกับแผ่นหลังผึ่งผายของอีกฝ่าย ไม่สนด้วยว่าเขาจะพอใจหรือไม่

“ถังหู่ลู่นี่หวานแสบคอมาก พี่ชายข้าอยากกินอันนั้น” นางชี้มือไปยังแผงขายน้ำเต้าหู้

องค์ชายรองตามใจเด็กน้อย เขาแวะไปยังร้านดังกล่าว พร้อมกับสั่งน้ำเต้าหู้ให้สองถ้วยใหญ่ๆ โดยที่นางยังคงเกาะอยู่ด้านหลัง

“ค่อยๆ ดื่มเล่า มันร้อนนะ” เห็นนางดื่มเอาๆ เขาก็กังวลว่าน้ำเต้าหู้ร้อนๆ จะลวกลิ้น จึงกล่าวเตือนเสียงเข้ม

ฮึก ฮึก

“อ๊า อร่อยมาก แต่หวานไปหน่อย” นางรับถ้วยที่สองมาดื่มอย่างไม่เกรงใจ เมื่อหมดก็ส่งกลับคืนให้แก่คนขาย

“เจ้าตะกละน้อย” ฉู่เฟิ่งหวงหมั่นเขี้ยวจนต้องยื่นไปนิ้วไปเคาะปลายจมูกนางเบาๆ เขาไม่แปลกใจเลยที่พี่ชายทรงรักและเอ็นดูนางมากขนาดนี้

“ข้ากินเยอะหรือเจ้าคะ” นางเอียงคอถามเสียงใส พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ใบหน้าของอีกฝ่าย “พี่ชาย”

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยในยามที่สบสายตาเข้ากับดวงตากลมโตคู่นั้น นางช่างน่ารัก น่ารักเกินไปแล้ว แต่ทว่านี่คือว่าที่พี่สะใภ้ของเขานะ จะเอ็นดูนางจนออกนอกหน้ามิได้เด็ดขาด

“เอ่อ ฮะ...แอม ก็ใช่ เจ้ากินเยอะไปแล้ว” เขาเบือนหน้าไปทางอื่นไม่อยากเห็นความน่ารักของลูกกวางน้อยอีกต่อไป

“ก็ข้ากำลังเติบโตกินเยอะน่ะถูกแล้วเจ้าค่ะ” นางพาใบหน้ากลับมาที่เดิมพร้อมกับซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้าง ถูไถไปมาเบาๆ เพื่อที่จะเช็ดปากของตนเอง

“อ้อ” เขายืนนิ่งมิใช่ว่าไม่รู้ว่าคนข้างหลังกำลังทำอันใด แต่เลือกที่จะเงียบปล่อยให้นางทำตามใจตนเอง ไม่ตักเตือนหรือว่ากล่าวให้เด็กเสียขวัญ บางทีการมีน้องสาวมันก็ไม่เลวร้ายอย่างที่คิด ไว้ว่างๆ เขาควรจะหาเวลาไปเยี่ยมองค์หญิงหก น้องสาวแท้ๆ บ้างเสียแล้ว ลางทีนางอาจจะน่าเอ็นดูไม่ต่างจากคุณหนูเว่ยก็เป็นได้

“พี่ชาย พาข้าไปชมดอกบัวที่สระน้ำได้หรือไม่ ว่ากันว่ามันงามมากนะเจ้าคะ” สระน้ำที่ว่า อยู่ในพื้นที่จัดงานชมบุปผาเช่นกัน ทว่าไกลออกไปอีกหน่อย ค่อนข้างที่จะเงียบสงบ และหนุ่มสาวส่วนใหญ่ชอบไปนั่งอิงแอบพรอดรักกันในบริเวณนั้น จุดประสงค์ของนางมิใช่ไปดูดอกบัวไร้สาระนั่นหรอก ทว่านางจะไปดูบางอย่างต่างหาก

“ได้สิแต่อย่าอยู่นานนะ ประเดี๋ยวจะต้องรีบกลับไปนอน”

“เจ้าค่ะ” นางรับคำอย่างว่าง่าย กอดกระชับรอบคอแกร่งเอาไว้มั่น

เว่ยซีซีในชุดสีชมพูเรียบหรู เดินจูงมือผู้เป็นคู่หมั้นชมดอกโบตั๋นที่งามสะพรั่งละลานตา บริเวณที่นางกับไท่จื่อยืนอยู่จะเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมวลดอกไม้ต่างๆ อยู่คนละฝั่งกับส่วนที่ขายของกิน

“งามมากเลยเพคะ” ซีซีกลั้นใจพูดไปงั้นๆ ทั้งที่จริงหาได้ชื่นชมความงามนั้นไม่ ทว่ากลัวอีกฝ่ายจะเสียน้ำใจที่อุตส่าห์พามาทั้งที

“นั่นน่ะสิ ดอกก็โตกลิ่นก็หอม” เขายื่นหน้าไปสูดดมกลิ่นหอมจากดอกไม้ดังกล่าว

ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศ ก็มีกลุ่มหญิงสาวมุ่งหน้าเข้ามายังจุดที่ยืนอยู่

“อุ้ย! ขออภัยเจ้าค่ะ มิคิดว่าจะมีใครอยู่ตรงนี้ ยินดีที่ได้พบเจ้าค่ะ” สาวงามนางหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมีจริต

ตาบอดเชียวรึ ก็เห็นอยู่ว่าจงใจ

ซีซีต่อว่าในใจ พร้อมกับขยับตัวไปหาพี่หยางหมิ่น พลางซบหน้าลงกับท่อนแขนแข็งแรง

“พี่หยางหมิ่น ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวเสียงสั่นเครือเล็กน้อย พร้อมกับใช้ดวงตากลมโตจิกมองสตรีไร้มารยาท

“มาเถอะพี่จะพาไปหาอะไรอร่อยๆ กิน” เขาก้มลงมองน้องน้อยพร้อมกับลูบศีรษะนางไปมา โดยมิได้สนใจกลุ่มของสตรีที่พึ่งจะเดินเข้ามาทักก่อนหน้านี้

“คุณชายท่านนี้ มิคิดจะคุยกันหน่อยหรือเจ้าคะ” สาวงามคนเดิมยังคงไม่ลดละความพยายาม

เหล่าองครักษ์ที่แฝงตัวอยู่แถวๆ นั้นต่างก็มองมายังผู้เป็นนาย เพื่อรอสัญญาณให้เข้าไปช่วยเหลือ

“อืม มิคิด” ชายหนุ่มตอบชัดถ้อยชัดคำก่อนจะอุ้มเด็กสาวออกไปจากบริเวณนั้น ไม่แม้แต่จะเหลียวมองให้เสียสายตา

“…”

กรี๊ดดดด

ฉู่หยางหมิ่นไท่จื่อกล่าวตามหลังไปลอยๆ ด้วยน้ำเสียงอำมหิตกับองครักษ์ว่า “พวกนางผีราคะเข้าสิง พาไปหาอะไรอุดปากซะ”

“...” อะไรล่ะ จะเอาอะไรอุดปาก องครักษ์หนุ่มมองหน้ากันเลิกลั่ก คำสั่งเมื่อครู่มิใช่ฆ่าปิดปากใช่หรือไม่

“ของดีที่มีเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์” เขาลำทับไปอีกครั้ง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นจะเข้าใจหรือไม่ก็สุดแล้วแต่วาสนาเถิด

ชายหนุ่มพาน้องน้อยมายังจุดที่ขายสินค้าต่างๆ ให้นางเป็นคนเลือกว่าอยากจะกินอะไร วันนี้เขาใจกว้างซื้อให้นางแบบไม่อั้น

เว่ยซีซีและน้องสาวฝาแฝดจะมีสิ่งที่ชอบคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะของกิน นางให้พี่หยางหมิ่นคนดีพามาซื้อถังหู่ลู่และก็ตามมาด้วยน้ำเต้าหู้ และยังมีขนมหวานๆ อีกหลายอย่าง

ชายหนุ่มก็ไม่ขัด น้องสาวอยากจะกินอันใด ผู้เป็นพี่ชายก็กินด้วยได้เสมอ

“น้ำเต้าหู้นี่หวานไปหน่อย พี่กินแทนทีสิ” ซีซียื่นถ้วยใส่น้ำถั่วเหลืองสีขาวขุ่นให้แก่คนตัวโตกว่า

“อืม” เขารับมาดื่มต่ออย่างไม่นึกรังเกียจใดๆ “หวานจริงๆ ด้วย แต่พี่ว่ามันก็กำลังดีนะ”

“ถ้าพี่หยางหมิ่นชอบ เช่นนั้นข้าจะสั่งให้อีกนะเจ้าคะ” นางพยักหน้าหงึกๆ เข้าใจได้ด้วยตนเองว่าเขาคงจะชอบมากก่อนจะหันไปสั่งพ่อค้าเสียงใส “ท่านลุงอีกชาม เอ่อ อีกถ้วย เจ้าค่ะ ไม่สิ สอง สาม สี่ดีกว่าเจ้าค่ะ”

คนขายกลืนน้ำลายดังเฮือก พลางเหลือบตามองไปยังชายสูงศักดิ์ตาไม่กระพริบ สลับกับมองหน้าดรุณีน้อยด้วยความฉงน

ฉู่หยางหมิ่นก็ไม่ต่างไปจากคนขายน้ำเต้าหู้เท่าไหร่นัก เขามองสบตากับอีกฝ่ายพลางพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต โดยที่เด็กสาวไม่ทันสังเกตเห็น

ที่จริงแล้วคนขายของในงานเกือบครึ่งเป็นคนของเขาเอง โดยเฉพาะชายที่กำลังยื่นตักน้ำถั่วเหลืองอยู่ตรงหน้า

“รีบตักสิเจ้าคะ จะยื่นสื่อสารทางสายตากันอีกนานหรือไม่” ซีซีน้อยเร่งคนขายหน้าเหี่ยวทว่ามือเรียวสวย ให้รีบตักน้ำเต้าหู้มาให้พี่ชายของนางเร็วๆ

ฮะ....แอม

สองหนุ่มกระแอมพร้อมๆ กัน ขนาดแอบทำโดยที่นางไม่ทันสังเกต ทว่าอีกฝ่ายยังรู้จนได้ว่าพวกเขากำลังส่งความนัยกันทางสายตา

องค์รัชทายาทรับมาดื่มอย่างเสียไม่ได้ เพราะไม่อยากให้นางเสียน้ำใจ ที่อุตส่าห์คิดแทนเขา

คล้อยหลังชายหนุ่มกับสาวน้อยไปแล้ว ซ่งจิ่นหลงก็เดินออกมาหน้าร้าน พลางมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังจับจูงคุณหนูเว่ยมุ่งหน้าไปทิศทางหนึ่ง

“เหตุใดถึงได้เปลี่ยนชุดเร็วนัก แล้วองค์ชายรองหายไปไหน”

ตุบ!

วัตถุประหลาดวิ่งพุ่งมาชนแผ่นหลังเต็มๆ ทำให้ซ่งจิ่นหลงเซไปเล็กน้อย จากนั้นจึงหันหลังกลับมามองวัตถุต้องสงสัย

สตรีหรอกรึ!

เขาหรี่ตาลงมองดรุณีวัยไม่เกิน15หนาวในชุดใกล้เคียงกับบุรุษ นั่งจมปลักอยู่กับพื้นโดยไม่คิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

ลี่ลี่ตวัดดวงตากลมโตมองด้วยความไม่พอใจ ทว่าเพียงแค่สบนัยน์ตาคมกริบ ความไม่พอใจที่เขาไม่เป็นสุภาพบุรุษพลันจางหาย นางลุกขึ้นยืนพลางปัดเศษดินที่ติดชายกระโปรงไปมาๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปยืนชิดอีกฝ่ายอย่างไม่กลัวเกรง

ซ่งจิ่นหลงหรี่ตาลงมองใบหน้างดงามราวกับภาพวาด เขายังคงยื่นตัวปักหลักไม่ขยับเขยื้อนไปที่ใด

“หน้ากากหนังมนุษย์หรือ ข้าชอบมาก” ไม่ว่าเปล่านางยังกล้ายื่นมือไปยังใต้กรามแกร่งลอกแผ่นหนังเหี่ยวๆ ออกมาอย่างเร็วรวด

“เห้ย นี่เจ้า” กว่าจะทันได้ตั้งตัว ชิ้นส่วนหนึ่งก็หลุดลอกออกไปเสียแล้ว เขายกมือขึ้นกุมซีกแก้มข้างนั้น มองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่คาดไม่ถึง โชคยังดีที่ยามนี้ผู้คนต่างก็พากันไปชมมวลดอกไม้และมุ่งไปยังสระน้ำ จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้า

“ข้านึกแล้วว่าท่านต้องหล่อเหลาเอาการ นี่ขนาดเห็นแค่แก้มนิดเดียวนะน่ะ แต่ว่าหน้ากากชิ้นนี้มันบางมากเลยนะ ท่านดูซิ คนทำต้องมีฝีมือเอาการ แต่ก็อย่างว่า มันยังไม่แนบเนียนเท่าที่ควร เอาเถอะยามไหนว่างๆ ข้าจะช่วยชี้แนะท่านเองอ้อ จริงสิ ท่านไม่ขายน้ำเต้าหู้แล้วหรอ เช่นนั้นเราไปเดินเล่นกันดีหรือเปล่า หรือท่านไม่กล้าไปกับข้า ใจเสาะชะมัด เช่นนั้นข้าไปล่ะ แล้วเจอกันนะ “นางพูดเป็นต่อยหอยก่อนจะโบกมือลา ทำเสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้อีกฝ่ายงงงวยต่อไป โดยที่ตนเองก็งงงวยไม่แพ้กัน

แล้วทำไมเราถึงไม่ฉุดเขามาด้วยนะ บ้าจริงๆ เชียว

ซ่งจิ่นหลงยืนงงเป็นไก่ตาแตก พอได้สติก็รีบหันไปสั่งลูกน้องที่แฝงตัวอยู่ตามไปสืบข่าวว่าสตรีคนนั้นเป็นใครกันแน่เหตุใดถึงได้รู้ว่าตนใส่หน้ากากหนังมนุษย์ แล้วก็ไอ้คำพูดคำจาเพี้ยนๆ นั่นอีก มาว่าเขาแล้วหนีไปง่ายๆ ได้อย่างไร

แสงจากโคมไฟที่ประดับประดาอยู่ตามแนวต้นไม้ ทำให้เห็นความงามของดอกบัวอย่างชัดเจน ตรงขอบสระจะปูด้วยแผ่นหินและจะมีขั้นบันไดทอดยาวลงไปในน้ำ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีสะพานโค้งพาดผ่านข้ามไปอีกฟาก บนสะพานไม้ก็ยังมีโคมรูปกระต่ายแขวนเรียงรายไปตลอดทาง

หนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่พากันเดินทอดน่อง และยืนชมจันทร์ตรงราวสะพานดังกล่าวด้วยความแช่มชื่น และก็มีไม่น้อยที่พากันนั่งพรวดรักบริเวณม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ อีกส่วนหนึ่งก็หายลึกเข้าไปยังพื้นที่ลับตาคนเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างในคืนพิเศษ และหนึ่งในนั้นก็คือซูซูกับองค์ชายรองนั่นเอง

“คุณหนูเว่ย ข้าว่าเราออกไปจากตรงนี้มิดีกว่าหรือ” ฉู่เฟิ่งหวงหันมากล่าวกับสตรีที่นั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ข้างๆ กัน

“นี่พี่ชาย ท่านอย่าส่งเสียงดังไปสิ เรามาแอบดูพวกเขากันอยู่นะ ถ้าเกิดจับได้จะซวยไม่รู้ตัว” นางหันไปจุ๊ปาก กล่าวออกมาด้วยความขัดใจนิดๆ

“ไหนเจ้าบอกว่ามาดูดอกบัวไงล่ะ”

“มันคือผลพลอยได้นะเจ้าคะ นี่ๆ ท่านดูสิ พวกเขากำลังจะจูบกันแล้ว”

ชายหนุ่มถึงกับนั่งตัวแข็งทื่อ มองร่างบางในความมืดด้วยความตระหนก

รอลุ้นกันอยู่นานสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่จูบกันเสียที ทว่ากลับทำอันใดกันก็ไม่รู้เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์

“ว๊า ไม่เห็นเหมือนที่พี่ลี่ลี่กับคนอื่นๆ บอกไว้เลย” นางถอนหายใจก่อนจะหยิบลูกกวาดออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะใช้แรงผสมปราณขวางสิ่งนั้นไปยังเงาร่างใต้แสงจันทร์ของคนทั้งสอง มันแม่นยำมากราวกับจับวางเลยทีเดียว

โอ๊ย

พอมีเสียงร้องดังขึ้น นางก็รีบโผเข้าอ้อมกอดของชายหนุ่ม ร้องบอกให้เขาพาหนีไปจากสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยงของพวกตน

“ฮ่าๆๆๆๆๆ สะใจมากเลยเจ้าคะ พี่ชายนี่ก็สุดยอดมาก แข็งแรงที่สุด” นางชมเปราะเพราะวิชาตัวเบาเขานั้นเหนือชั้นจริงๆ แถมร่างกายยังทรงพลังสามารถหิ้วนางด้วยมือเดียวก็ได้ด้วย

มาถึงตรงนี้ชายหนุ่มจึงได้มีเวลาสำรวจร่างบางมากขึ้น ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความฉงน แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยถามเรื่องชุดที่นางใส่ ก็ปรากฏว่ามีเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน

“ซูซู”

“ซีซี”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel