ห้องหอ2
ยังไม่ทันที่นางจะได้สำรวจแผลนั้นให้ชัดเจน เปาเป่าก็สะดุ้งสุดตัวดั่งถูกไฟลวก ร่างเล็กสะบัดมือออกจากการจับกุมของลีลี่อย่างลนลาน นัยน์ตาคู่เล็กส่องประกายความหวาดกลัวอย่างที่สุดออกมา
“อย่าเสียมารยาทกับท่านแม่”
เด็กน้อยหมุนตัววิ่งพรวดพราดออกจากห้องหอไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่หันกลับมามองด้านหลังแม้แต่น้อย
"เปาเป่า" ลีลี่ร้องเรียก ทำท่าจะก้าวเท้าตามไป
"ปล่อยนางไปเถอะ..."
น้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยนของไท่จือหมิงเฉิงดังก้องขึ้น เขาก้าวเข้ามาแตะไหล่ของลีลี่เบาๆ ด้วยสัมผัสทะนุถนอม ถอนหายใจยาวพลางแย้มยิ้มเศร้าสร้อยอย่างน่าสงสาร
"นางคงกำลังงอนข้าอยู่ตามประสาเด็ก... คิดว่าข้าแต่งท่านแม่คนใหม่เข้ามาแล้วจะลืมเลือนท่านแม่ของนาง เจ้าอย่าได้ถือสานางเลยนะ"
หมิงเฉิงประสานสายตากับลีลี่ด้วยสายตาที่บ่งบอกว่ารักเต็มเปี่ยม มือหนาเอื้อมไปกุมมือบางของลีลี่ไว้อย่างทะนุถนอม
"เอาไว้พรุ่งนี้ ข้าจะค่อยๆ พูดคุยกับนาง ให้นางมาพบและรวมถึงคารวะเจ้าและให้นางเรียกเจ้าว่า ท่านแม่ อย่างถูกต้องนะ ลีลี่ของข้า"
ลีลี่สบสายตาอันแสนดีและเปี่ยมด้วยเมตตาของไท่จือตรงหน้า นางจึงค่อยๆ คลายคิ้วที่ขมวดลง พยักหน้ารับคำอย่างอ่อนหวานและว่าง่าย
“เราสองคนวันนี้เป้นคืนเข้าหอ เจ้าจะสนใจเรื่องอื่นทำไมกัน”
หมิงเฉิงทอดสายตามองจางลีลี่ด้วยความหลงใหล นัยน์ตาคมกริบวาววับไปด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะปิดบัง เขาค่อยๆ ขยับกายเข้ามาประชิด ยื่นมือหนาไปหมายจะรวบร่างบางเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อโถมตัวลงบนแท่นนอน ให้สมใจ
"ไท่จือเพคะ...เอ่อเอ่อ" ลีลี่รีบยกมือขึ้นดันอกแกร่งไว้เบาๆ ใบหน้าหวานเอียงอายพลางสวมบทบาทสาวน้อยผู้บริสุทธิ์และเหนียมอายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"หม่อมฉัน... รู้สึกวิงเวียนศีรษะและอ่อนเพลียเหลือเกินเพคะ อาจเป็นเพราะพิษไข้เมื่อวันก่อนยังไม่หายดี ท่านพ่อเองก็พูดเสมอว่าควรจะให้หายดีกว่านี้ค่อยแต่งแต่ว่า …งานแต่งงานรอไม่ได้"
เอาบิดามาอ้างพลางอ้าปากกว้างเมื่อคิดว่าลีลี่เอ๊ยลีลี่ยังจะลังเลอะไรอีกผู้ชายที่แสนดีเพียบพร้อมเพียงนี้ หรือว่้าเป้นเพราะภาพเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นติดตาไม่จางหายไป
“เอ่อ ความจริงแล้วพรุ่งนี้ก็ยังไม่สายคืนนี้ลีลี่คิดว่ามันดึกเกินไปแล้วและ…ไท่จือก็ทรงเมามาย”
หมิงเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าแววตาเหี้ยมเกี้ยมลึกๆ พลันฉายวูบ เขาไม่คิดจะยินยอมพร้อมใจหยุดเพียงเท่านี้ มือหนากำลังจะออกแรงบีบไหล่บางเพื่อกดร่างของนางลงบนฟูกกว้าง
ปัง ปัง ปัง
"ไท่จือพ่ะย่ะค่ะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสียงเคาะประตูหน้าห้องหอดังขัดจังหวะขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตะโกนลนลานขององครักษ์เวรยามด้านนอก
"มีคนร้ายแอบแฝงตัวเข้ามาในตำหนักบูรพาและวิ่งมุ่งตรงมาทางนี้พ่ะย่ะค่ะข้างในห้องมีสิ่งผิดปกติหรือไม่"
ชั่วอึดใจ ใบหน้าหล่อเหลาของไท่จือหมิงเฉิงบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด เขากัดฟันแน่นจนสันนูน ผละออกจากตัวลีลี่แล้วก้าวฉับๆ ตรงไปเปิดประตูห้องหอออกทันที
เพี๊ยะ
ฝ่ามือหนาฟาดเข้าที่ใบหน้าขององครักษ์ผู้มารายงานอย่างรุนแรงจนร่างถลาไปกับพื้น มุมปากมีเลือดสดไหลซึม นัยน์ตาของไท่จือวาววับด้วยความอาฆาตและดุดันดั่งสัตว์ร้ายเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน
"เจ้าพวกขยะ แค่คนร้ายคนเดียวยังปล่อยให้เพ่นพ่านเข้ามาถึงหน้าห้องหอข้าได้ ไปจับตัวมาแล้วฆ่ามันเสีย" เขากระซิบเสียงลอดฟันอย่างเหี้ยมเกี้ยม ก่อนจะปรับสีหน้าและก้าวถอยหลังกลับเข้ามาด้านในห้องอย่างรวดเร็ว
จางลีลี่ที่นั่งรออยู่บนแท่นนอนรีบเงยหน้าขึ้นมอง ทำสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ
"เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะไท่จือ"
หมิงเฉิงหันกลับมาประดับรอยยิ้มอบอุ่นละมุนละไมบนใบหน้า นัยน์ตาทอแววอ่อนโยนดั่งสายน้ำ ไร้ซึ่งความเหี้ยมโหดเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคน
"มีคนร้ายหลุดเข้ามาน่ะบริเวณตำหนักบูรพา... องครักษ์เกรงว่าข้ากับเจ้าจะไม่ปลอดภัย ก็เลยรีบมารายงาน"
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มแฝงความห่วงใย
"ข้ากลัวเจ้าจะขวัญเสีย จึงกำชับให้พวกเขาจัดกำลังลาดตระเวนรอบห้องหออย่างแข็งขันที่สุด... อ้อ เจ้าจะว่าอย่างไรหรือไม่ หากพวกเขาต้องมาเหน็ดเหนื่อยอารักขาพวกเราอย่างยากลำบากในคืนนี้ ข้าจึงอยากจะขอแบ่งขนมมงคลและน้ำชาของเราไปมอบให้พวกเขาได้ประทังความหิวบ้าง"
ลีลี่ยิ้มรับแววตาเอียงอาย พยักหน้ารับคำอย่างอ่อนหวาน
"ไท่จือช่างมีน้ำใจยิ่งนักเพคะ..."
ท่ามกลางม่านมืดและความเงียบสงบยามค่ำคืน ร่างสูงในชุดดำของคนร้ายผู้ถูกไล่ล่าวิ่งกระหืดกระหอบเลาะผ่านกำแพงวังหลวง มุ่งตรงไปยังตำหนักเก่าอันซบเซาและมืดมิดขององค์ชายแปดเหวินเฉิง
พรึ่บ
บานประตูไม้เก่าถูกผลักออกอย่างรีบร้อน คนร้ายทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเหวินเฉิงที่กำลังนั่งตรวจกองสมุนไพรอยู่ สองมือที่สั่นเทายกขึ้นประสานกันแน่น นัยน์ตาฉายแววอ้อนวอนสุดชีวิต
"องค์ชาย... ได้โปรด... ได้โปรดให้ที่หลบภัยแก่ข้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
