ตื่น
ค่ำคืนนั้นในโกดังร้างชายเมือง สายฝนตกลงมาโปรยปราย คนร้ายสองคนในชุดดำพร้อมปืนสั้นในมือวิ่งกระหืดกระหอบหนีการไล่ล่า เสียงก้าวเท้าของพวกมันหนักและลนลาน ต่างจากลี่ลี่ที่ก้าวตามมาอย่างเงียบเชียบ
"แม่งเอ๊ย มันตามมาแล้ว" หนึ่งในคนร้ายหันกลับมา ละเลงไกปืนยิงใส่แบบไม่คิดชีวิต
“ยิงมันสิจะกลัวมันทำไม เรามีปืน”
“ปัง ปัง”
ลี่ลี่ไม่กลัวแม้แต่น้อย เอียงตัวหลบวิถีกระสุนได้อย่างง่ายดายดั่งตาเห็น อาศัยจังหวะที่ประกายไฟจากปากกระบอกปืนสว่างขึ้น พุ่งทะยานร่างเข้าหาอย่างรวดเร็วและลื่นไหล เท้าบางแตะผนังหินส่งแรงทะยานตัวขึ้นสูง เบี่ยงหลบลูกปืนนัดที่สามกลางอากาศ ก่อนจะตวัดขาเตะเข้าที่ข้อมือของคนร้ายคนแรกอย่างจังจนปืนกระเด็นหลุดมือ
หมับ
ยังไม่ทันที่คนร้ายคนเดิมจะได้ร้องด้วยความเจ็บปวด ลี่ลี่ก็หมุนตัวลงแตะไปบนพื้น ม้วนตัวหลบกระสุนจากคนร้ายคนที่สองที่ยิงสวนมา ยื่นมือไปจับด้ามปืนที่กำลังอยู่ในมือ คว้าล็อกแขนคนร้ายคนแรก บิดขัดเข้ากับข้อต่อจนเสียลั่นดังกร๊อบ
“โอ๊ยยยยยย” ใช้ร่างของมันเป็นเกราะบดบังวิถีกระสุนของอีกคนอย่างแม่นยำ
"ปัง ปัง ปัง อ๊ากกก"
เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ลี่ลี่ก็ผลักร่างคนร้ายคนแรกทิ้งอย่างไม่แยแส
คนร้ายคนที่สองตาโตด้วยความตกใจ พยายามจะเหนี่ยวไกอีกครั้ง ทว่าลี่ลี่พุ่งตัวเข้าใส่คว้าปืนมาปลดแมกาซีนปืนในมือที่เพิ่งแย่งมาได้ ปาชิ้นส่วนโลหะเข้าใส่ใบหน้าของมันอย่างแรง
แล้วกระโจนข้ามระยะห่างเพียงสองก้าว ยื่นมือเรียวสวยเข้าไปตะปบจับข้อมือที่ถือปืนของคนร้ายคนที่สอง บิดหักลงล่างพร้อมใช้เข่ากระทุ้งที่แผ่นหลังเข้าที่จุดยุทธศาสตร์อย่างหนักหน่วง!
“ปึก”
คนร้ายตาลอย หมดสติเพราะความเจ็บปวดอย่างที่สุดล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ลี่ลี่ใช้นิ้วเรียวสวยปัดฝุ่นออกจากเสื้อแจ็กเกตเบาๆ ยืนมองคนร้ายสองคนที่สลบไสลอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนหรืออาการหอบเหนื่อยแม้แต่น้อย ใช้เข่ากดแผ่นหลังดึงแขนคนทั้งสองมาใส่กุญแจมือแล้ว หันหลังเดินจากไปรอตำรวจมา
ตำหนักบูรพา
เสียงกลไกหินหมุนเหวี่ยงเบาๆ ดังกังวานในความเงียบก่อนที่แผ่นผนังหนาหนักจะเคลื่อนปิดลง เผยห้องลับที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ตำหนักบูรพา
กลิ่นหอมของกำยานราคาแพงลอยตลบอบอวลแข่งกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจางๆ อยู่ในอากาศ
บนแท่นนอนไม้แกะสลักหลังใหญ่ ร่างของนางในคนหนึ่งกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวดั่งลูกนกบาดเจ็บ ร่างกายบอบบางถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา นางถูกพาตัวมาที่นี่โดยไม่มีใครในวังรับรู้
เพื่อเป้าหมายเดียว... นั่นคือการเป็นรองรับอารมณ์และวิปลาสทางอารมณ์ของบุรุษผู้เป็นใหญ่ที่สุดในตำหนักบูรพาแห่งนี้
"ร้องอีกสิ...เหตุใดถึงหยุดเล่า"
น้ำเสียงอบอุ่น ทุ้มนุ่มและกังวานน่าฟังดังก้องขึ้น ทว่าเนื้อหาในคำพูดกลับชวนให้เสียวสันหลังวาบ
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมผ้าไหมปักดิ้นทองค่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟจากเชิงเทียนวูบวาบสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาหมดจด คิ้วเข้มดั่งคันศร ดวงตาคมกริบและริมฝีปากหยักได้รูปที่ผู้คนภายนอกต่างสรรเสริญว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งผู้มีเมตตาธรรมเปี่ยมล้น
ทว่าในยามนี้ดวงตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งความเอื้ออารี มีเพียงความสนุกสนานบนความเจ็บปวดของผู้อื่น
ควับ
เสียงแส้หนังเส้นหนากรีดผ่านอากาศดังบาดก่อนจะฟาดลงบนแผ่นหลังบางอย่างรุนแรง
เพี๊ยะ
"อื้อ...ๆๆๆๆ"
นางในตัวน้อยดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นางพยายามสะกดเสียงร้องไห้เอาไว้ด้วยความหวาดกลัวแต่น้ำตาไหลทะลักอาบแก้ม รอยแผลสีแดงฉานเด่นชัดขึ้นบนผิวเนื้อ ร่างกายสั่นสะท้านจนแทบสิ้นสติ
ไท่จือหมิงเฉิง ยื่นมือไปจับแส้ในมือแน่นขึ้น รอยยิ้มปรากฏตรงมุมปาก ใบหน้าที่เคยหล่อเหลานุ่มนวลบิดเบี้ยวไปด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด เขายกมืออีกข้างขึ้นลูบเรือนผมของนางในผู้นั้นอย่างเบามือ สัมผัสอ่อนโยนทว่ากลับทำให้เหยื่อในกำมือสั่นกลัวยิ่งกว่าเดิม
"เจ้าช่างงดงามเหลือเกินยามที่ร้องไห้..." เขาเอ่ยพึมพำชิดใบหูของนาง เสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอดังขึ้นอย่างน่าขนลุก
