บทที่ 5 ข้างกัน
บทที่ 5 ข้างกัน
“คุณเล็ก…” สรวิชลูบหลังมือเหี่ยวย่นของคนที่นั่งอยู่บนเตียงภายในห้องพักที่เรือนรับรองด้านหลัง เขาระบายยิ้มก่อนจะโน้มตัวลงไปกอดป้านวลให้หายคิดถึง
ป้านวลส่งยิ้มให้ชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความยินดีและดีใจ คนสูงวัยเฝ้ารอวันที่ได้พบกันอยู่ตลอด
แม้สรวิชจะมาหาบ่อย แต่ความคิดถึงก็ยังมีมากล้นอยู่ภายในใจ…อยากให้กลับมาอยู่ด้วยกัน
“เป็นยังไงบ้างครับ แม่บ้านบอกว่าป้าทานข้าวน้อยมาก”
“ถ้าคุณเล็กกลับมาอยู่กับป้า…ป้าก็จะกินให้เยอะค่ะ”
ป้านวลกุมมือหนาไว้แน่น สายตาทอดมามีแต่ความอ้อนวอน…เหมือนอย่างทุกที
สรวิชรับรู้เพียงแต่เขาแค่ยิ้ม วางมือลงบนหลังมือท่านเท่านั้น
“อาทิตย์นี้ผมลาพักร้อนยาวเลย ป้านวลอยากไปไหนไหมครับ” เรื่องการย้ายกลับมาอยู่ที่ตั้งลิ้มสกุล สรวิชไม่เคยตกปากรับคำสักครั้ง
ตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาก็อยู่แต่โรงเรียนประจำ เข้าค่ายนักกีฬาโรงเรียนไม่มีสักครั้งที่จะกลับมานอนค้างเลยสักวัน หรือถ้ามีความจำเป็นจริง ๆ ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ไม่พบเจอรถยนต์ของชายหนุ่มแล้ว
“ไม่อยากออกไปไหนค่ะป้าแก่แล้วอยู่บ้านดีที่สุด วันนี้คุณเล็กนอนค้างที่นี่สักคืนนะคะ” สรวิชยิ้มออกมาก่อนจะสบตากับท่าน
ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากชายหนุ่มอีก มีเพียงยิ้มบางเบากับแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
ตลอดมาสรวิชก็เข้าใจทุกคน แต่เขาไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนของตัวเอง
หยาดน้ำตาสีใสเอ่อคลอดวงตาฝ้าฟางเท่านั้น ก่อนที่ป้านวลจะพยักหน้าเข้าใจอย่างมีเหตุผลและเหลือบตามองไปทางด้านหลัง
ไม่ว่าเจอกันกี่ครั้งก็รู้สึกว่าสรวิชเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างดี เธอกุมมือหนานั่นไว้ ทอดสายตาที่มีแต่ความภูมิใจออกไป
ยิ่งเห็นผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างหลังก็คล้ายจะหมดห่วง นวลกลัวว่าคนที่รักประหนึ่งลูกชายจะไม่เชื่อในความรัก...อีกครั้ง
ดวงตาฝ้าฟางมองหญิงสาวใบหน้ากลมเกลี้ยงที่นั่งเงียบ ๆ อยู่มุมนั้น
“นั่นลี่ครับ ลี่นี่ป้านวล แม่นมของผม” หญิงสาวยกมือขึ้นจรดหน้าอกไหว้คนที่สรวิชรักประหนึ่งมารดาแท้ ๆ
ป้านวลกวักมือเรียกเธอก่อนจะปล่อยมือหนาและจับมือเธอเอาไว้แทน เธอมองตาท่าน ท่านก็มองตาเธอ
“ดีใจเหลือเกินที่คุณเล็กพาคุณมา…” สรวิชไม่พูดอะไรเขาทำแค่เพียงก้มหน้า ส่วนลี่ยังคงมองไปที่ป้านวลตลอด
เธอยิ้มมองแม่นมของสรวิชลูบมือที่เข้าเฝือกของเธอจนคนข้าง ๆ ต้องอธิบายว่าเธอไปเล่นกิจกรรมผาดโผนจนเกิดอุบัติเหตุ
“ฝากคุณเล็กด้วยนะคะคุณลี่...” ลี่คงไม่ต้องรอคำยืนยันจากใครก็รู้ได้ว่าดอกเตอร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอเป็นเด็กมีปัญหา
หลังจากที่เยี่ยมแม่นมของเขาเสร็จเด็กรับใช้ก็มาเรียกให้เราทั้งคู่ไปรับประทานอาหาร สรวิชไม่ได้แสดงอาการไม่อยากไป แต่ลี่สัมผัสได้โดยง่ายว่าหากเขาเลือกได้ก็คงไม่ไป
ต่างกันกับตอนที่อยู่กับป้านวลมันไร้ซึ่งความอึดอัด ลี่เห็นรอยยิ้มของสรวิชเป็นครั้งแรก เป็นยิ้มที่หากเขาได้ยิ้มมันก็คงจะดี
หญิงสาวมองอาหารนานาชนิดตรงหน้า บ้านของคนรวยมีฐานะต้องนำอาหารขึ้นโต๊ะมากมายอยู่แล้ว แต่เธอไม่คิดว่ามันจะมากเสียจนจานวางข้าวของแต่ละคนแทบจะไม่มี
ในขณะที่ทุกคนรับประทานข้าวด้วยตะเกียบ มีเพียงจานของเธอและสรวิชที่มีช้อนส้อมวางอยู่ และหลานชายของเขาก็พูดขึ้นมาเหมือนว่ากลัวเธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจัดโต๊ะแบบนี้
“เฮียไม่ชอบใช้ตะเกียบครับ แล้วเจ๊อยากได้หรือเปล่า ผมจะให้เด็กเอามาให้” ลี่พยักหน้า ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มลงมือรับประทานอาหาร
ฉลองคุณตักซุปรากบัวต้มกระดูกหมูชามแรกเรียบร้อย เขาไม่ได้ให้พ่อแม่ แต่นำมันมาให้พี่ชายของเขา...สรวิช
“แม่ลงครัวทำเลยนะ ลองชิมดูกระดูกหมูเคี่ยวแล้วเคี่ยวอีก นุ่มเชียวละผมลองชิมไปสามชามแล้ว”
ฉลองคุณบอกสิ่งนี้กับพี่ชายเสียงเบาแต่เพราะทั้งห้องอาหารเงียบสนิทไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยกันจึงไม่แปลกที่ทุกคนจะได้ยิน
“ขอบคุณครับเจ๊” สรวิชหันไปขอบคุณชนัญชิดา
คนเป็นพี่สาวไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่มองมาทางน้องชาย
สรวิชเลื่อนซุปชามนั้นให้ลี่ ส่วนเขาค่อยเอื้อมมือไปตักใส่ชามก่อนจะยื่นมันให้กับพี่สาว
“ขอบใจ กินข้าวไปเถอะ” เหมือนว่าจะไม่มีริ้วความขุ่นเคืองหลงเหลืออยู่อีก
พี่สาวของสรวิชที่เอ่ยปากไล่น้องชายว่าอย่ามาให้เห็นหน้าอีกเมื่อสองชั่วโมงก่อน ตอนนี้กลับมานั่งทำหน้าเฉย ๆ เหมือนไม่มีเรื่องบาดหมางอื่นใดกัน ลี่มองครอบครัวนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ปลาผัดเปรี้ยวหวานถึงไหม ไปเอามาอีกจาน” ฉัตรฉายถามน้องเขย ท้ายประโยคหันไปสั่งกับแม่บ้าน สรวิชรีบปฏิเสธออกไปเช่นเดิม
“เอาอะไรไหมผมตักให้” เขาหันมาถามเธอเบา ๆ แต่สิ่งที่ลี่ตอบคือหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบปลาผัดเปรี้ยวหวานลงบนจานเขา
“รีบกินกำลังร้อนเลย…” เธอพูดแค่นั้นก่อนจะขยับมือไปคีบอาหารอย่างอื่นใส่ในจานของสรวิชต่อ
มีหลายอย่างที่เหมือนกับอาหารที่สรวิชชอบสั่งมากินด้วยกันกับเธอ นั่นเท่ากับว่าบนโต๊ะนี้ล้วนเป็นอาหารจานโปรดของชายหนุ่มทั้งนั้น
“มีแต่ของโปรดคุณทั้งนั้น กินให้เยอะหน่อยนะคะ ข้าวน้อย ๆ กับเยอะ ๆ จะได้มีแรงตรวจการบ้านนักเรียนต่อ” ลี่พูดจบก็เงยหน้าขึ้นจากจานข้าวตัวเอง แต่เธอดันเห็นสายตาคู่หนึ่งที่มองเราอยู่ก่อนหน้านี้
ชนัญชิดามองผู้หญิงที่สรวิชพามาไม่วางตา ในตอนที่เธอเลื่อนจานไส้เป็ดพะโล้หมุนไปตรงหน้าสรวิช น้องชายตัวเองกลับไม่สนใจมัน จนเมื่อสายตาของคนเป็นพี่สาวเผลอไปสบกับผู้หญิงของน้องชาย
“อันนี้อร่อย ไม่คาวเหมือนร้านที่สั่งกันวันนั้น วันนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน” ลี่หมายถึงไส้พะโล้ทอดมีน้ำจิ้มซีอิ๊วดำตัดแก้เลี่ยน เธอคีบมันไปวางบนจานสรวิชและมองว่าเขาจะกินมันเมื่อไหร่
คำพูดของลี่เหมือนสะกิดหัวใจของคนในครอบครัวตั้งลิ้มสกุล ราวกับหัวใจของชนัญชิดาปล่อยวางบางอย่างได้อย่างประหลาด
“ผมก็ว่าอันนี้อร่อย ถ้าได้กินกับแตงกวาจะดี แต่เฮียไม่ชอบกลิ่นแตงกวา แม่เลยไม่เอาขึ้นโต๊ะ” ลี่เหลือบสายตาไปมองพี่สาวของสรวิชที่จับจ้องดวงตามาที่เธอนานแล้ว ตอนแรกลี่ไม่ได้สนใจ แต่ตอนนี้เธอสบตากลับไป
“ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกินไม่ได้ เล็กไม่ใช่เด็กแล้ว แค่กลิ่นแตงกวาเล็กน้อยคงไม่เป็นไร” ลี่พูดจบก็คีบผัดผักให้เขาเพิ่มอีก
คนข้าง ๆ เธอก้มหน้าก้มตากินไม่พูดอะไร
ดอกเตอร์หนุ่มกำลังใช้เธอเป็นกำบังอย่างนั้นหรือ...ลี่มองเขาและลอบยิ้ม
“คุณ...ไปเอามาให้เจ๊เถอะ ขึ้นโต๊ะได้เฮียไม่ได้เหม็นขนาดนั้น”
สรวิชอยากพูดประโยคนี้นานแล้ว อะไรที่เขาไม่กินก็ใช่ว่าคนอื่นจะกินไม่ได้ พอลี่พูดขึ้นเขาก็คิดว่ามันถูกต้อง
ฉลองคุณระบายยิ้มกว้างออกมา เขาสั่งให้เด็กไปเอาแตงกวารวมถึงผักแกล้มอย่างอื่นขึ้นโต๊ะด้วย มารดาของเขาชอบกินแตงกวา
ชนัญชิดามองภาพตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร เธอนั่งกินอาหารที่สามีตักมาให้เงียบ ๆ แต่สายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่น้องชายและผู้หญิงที่น้องชายพามาอยู่แบบนั้น
ปกติเวลาสรวิชมารับประทานข้าวกับครอบครัว แต่ไหนแต่ไรเป็นคนรับประทานน้อย และจะไม่ตักอาหารที่อยู่บนโต๊ะ หรือถ้าตักก็แค่เพียงเล็กน้อยและจะบอกว่าอิ่มหรือรองท้องอะไรมาแล้ว
แต่เราทุกคนรู้ในความจริงข้อนี้ดี สรวิชเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กจนโต…อะไรก็ตามที่อยู่ในบ้านตั้งลิ้มสกุล เขาจะผลักไสทุกอย่าง
คงเป็นเพราะสรวิชคิดว่าตนเองไม่สมควรจะได้รับมัน ไม่สมควรได้รับสิ่งที่ดี ๆ ที่พี่สาวหรือคนในตั้งลิ้มสกุลมอบให้
หากทุกทีป้านวลจะเป็นคนตักกับข้าวให้ หรือไม่ฉลองคุณจะเป็นคนทำหน้าที่นั่นแทน แต่ตอนนี้มีผู้หญิงที่สรวิชเปิดใจและพาเข้ามาเปิดตัวถึงในบ้าน
ทั้งยังไม่กลัวจะเกิดคำถามมากมาย…เราทุกคนเชื่อว่าสรวิชนั้นคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว และอะไรที่ชายหนุ่มคิดว่าใช่ ตั้งลิ้มสกุลจะไม่มีวันขัดขวางพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่
เพียงแต่ชนัญชิดาคิดว่าเธอไม่ขวาง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องดูกันยาว ๆ ดูคนต้องดูให้ยาว
“แล้วลี่จะกลับต่างประเทศเมื่อไหร่ ลางานมาเหรอ?”
หลังจากทานอาหารเสร็จของหวานและผลไม้มาเสิร์ฟ ชนัญชิดาก็เปิดปากถามผู้หญิงของน้องชาย
“ยังไม่มีกำหนดกลับค่ะ คิดว่าจะอยู่กับเล็กก่อน เป็นปีกว่าจะได้เจอกันที”
“ไม่ได้ทำงานเหรอ”
“ยังเรียนอยู่ค่ะ”
“อืม…ถ้าว่างก็เข้ามาทานข้าวนะ เล็กจะกลับบ้านทุกศุกร์ - เสาร์ แต่ช่วงนี้นาน ๆ กลับทีไม่รู้ว่ายุ่งอะไรนักหนา”
ตอนแรกลี่คิดว่าเดี๋ยวตัวเองคงได้เจอดีจากพี่สาวของสรวิช แต่ความจริงกลับไม่ใช่เลย เหมือนพี่สาวของเขาจะเอาเรื่องบางเรื่องมาฟ้องเธอด้วยซ้ำ
ลี่หันไปมองเสี้ยวหน้าของคนที่เขี่ยเมล็ดแตงโมอย่างตั้งใจ มุมปากเธอยกขึ้นก่อนจะลากจานนั้นมาจัดการแทน
“ดอกเตอร์…ปกติคุณบอกฉันว่ากลับบ้านนี้ทุกศุกร์ - เสาร์ แล้วทำไมพี่สาวคุณถึงบอกว่าคุณนาน ๆ กลับทีคะ”
ในขณะที่มือเขี่ยเมล็ดแตงโมในผลของมันให้เขา เธอก็เอ่ยปากถามขึ้นทำเอาบ้านตั้งลิ้มสกุลเงียบกริบเหลือแต่เสียงลมหายใจ
“หรือว่าฉันจำผิด…ก็ไม่รู้ คุณฉายว่าฉันจำผิดไหม? ฉันแก่แล้วหลงลืมไปมากจริง ๆ” ชนัญชิดาหันมาพึมพำกับสามี ก่อนจะเอ่ยปากบอกทุกคนว่าเธอมีเอกสารที่ต้องจัดการเล็กน้อย
ก่อนที่ทุกคนจะสลายตัวออกไปจากห้องอาหารกันหมด เหลือเพียงสรวิชและหญิงสาวเท่านั้น
“ขอบคุณนะลี่…”
“เรื่อง?”
“ทุกเรื่อง”
เป็นครั้งแรกที่สรวิชขอบคุณเธอ และเป็นครั้งแรกที่ลี่เห็นเขายิ้ม...ยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนที่เราสองคนจะนั่งกินแตงโมในจานกันไปเงียบ ๆ
ลี่รู้ว่าสรวิชคิดอะไร เช่นเดียวกับที่สรวิชก็รู้ว่าลี่คิดอะไร
มันเหมือนกับเราทั้งคู่มีสิ่งที่สื่อหากันได้ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเราเป็นคนที่คล้ายกัน...คล้ายกันมากจนเกินไป
