ตอนที่1 กระตุ้น
ตอนที่1 กระตุ้น
นกน้อยที่อยู่ในกรงทองบ่งบอกถึงความรักและหวงแหนจากเจ้าของ
แต่อีกมุมหนึ่ง กลับเป็นการตัดปีกและอิสระไม่มีสิทธิ์โบยบินห่างไกลออกไป...
มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังค่าเทอมสูงลิ่วแหล่งรวมลูกหลานผู้รากมากดี แต่ถึงอย่างนั้นทางมหาวิทยาลัยก็ยังมีทุนการศึกษาสำหรับคนเรียนดีให้มีโอกาสเข้าถึงสถาบันแห่งนี้ได้ด้วยเช่นกัน
“นี่หัวข้อของฉัน ค่าจ้างโอนไปให้แล้วนะ” พริ้งพราว นักศึกษาสาวใบหน้าสะสวย สะพายกระเป๋าแบรนด์ดัง มือเล็กพร้อมกับนิ้วยาวแต่งแต้มสีสันกดโทรศัพท์ยี่ห้อดังรุ่นล่าสุด ขณะที่ปากก็เอ่ยพูดกับเพื่อนร่วมห้อง
“อืม” หอม หรือ ข้าวหอม เบนสายตามองโทรศัพท์ที่โชว์การแจ้งเตือนเงินเข้า แล้วตอบรับคนตรงหน้าออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“งั้นฉันไปล่ะ” เมื่อเจรจาธุรกิจในรั้วมหาวิทยาลัยเรียบร้อยร่างระหงของพริ้งพราวก็เดินออกไปอย่างไม่สนใจไยดีงานที่ได้รับมอบหมาย เพราะงานไหนวิชาอะไรที่เธอขี้เกียจทำหรือไม่ว่างทำ สิ่งที่เธอเลือกก็คือการจ้างเพื่อนร่วมห้องอย่างข้าวหอมนั่นเอง
ทุกอย่างแก้ปัญหาได้ด้วยเงิน ความต้องการซื้อต้องการขาย เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่ความผิดอะไร
ส่วนผู้ถูกจ้างอย่างข้าวหอมเองก็ยิ่งชอบใจที่มีเงินเข้าหลายทาง เธอเก็บกระดาษที่เขียนหัวข้อของพริ้งพราวเข้าในหนังสือ หันมาเขียนงานของตัวเองต่ออย่างไม่รีบร้อน
ชีวิตเด็กกำพร้าพ่อแม่และอาศัยอยู่กับลุงป้ามาตั้งแต่อายุสิบสี่ปีว่าน่าสงสารแล้ว แต่มันยังไม่เพียงพอกับความโชคร้ายที่เธอต้องได้พบเจอ เมื่อพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเธอได้ขับรถชนคนตายและเคราะห์ซ้ำประกันหมด
และเพราะผู้ตายเป็นชายอายุสามสิบปลายๆ เป็นหัวหน้าครอบครัวที่มีลูกเล็กพึ่งคลอดได้ไม่ถึงขวบปี นั่นทำให้ภรรยาของผู้ตายเรียกค่าเยียวยาต่างๆ เป็นเงินก้อนใหญ่ทั้งค่ารักษาก่อนสิ้นใจ ค่าเยียวยาและค่าเสียโอกาสต่างๆ อีกทั้งค่าใช้จ่ายฝั่งของเธอรวมถึงค่าประกันตัว รวมๆ แล้วต้องใช้เงินเหยียบเจ็ดหลัก
ฐานะทางบ้านที่เรียกว่าปานกลางค่อนไปทางยากจน เงินก้อนหลักแสนยังเกินเอื้อม พอเป็นมูลค่าถึงเจ็ดหลักเป็นสิ่งที่ทำให้ทุกคนวิ่งวุ่นกันยกใหญ่ ทางภรรยาผู้ตายไม่ยินยอมการผ่อนจ่าย เพราะไม่มีรายได้และต้องเลี้ยงลูกน้อย ไหนจะค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ผู้เป็นสามีเคยรับผิดชอบก็ตกเป็นภาระของหล่อน
นั่นทำให้ลุงของเธอจำต้องนำบ้านไปเข้าธนาคารได้เงินมาเกินกว่าครึ่ง แต่ต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปประกันตัวพี่ชาย แล้วที่เหลืออีกครึ่งที่ไม่สามารถยื่นกู้ได้ด้วยภาระที่เกินความสามารถบวกกับอายุ ทำให้ต้องทำในสิ่งที่สิ้นคิดที่สุดอย่างการกู้นอกระบบเพื่อชดใช้ค่าเยียวยาทำขวัญให้ผู้เสียหายเป็นก้อนด้วยความเห็นใจได้ในที่สุด
เงินกู้ธนาคารหลักแสนผ่อนจ่ายเดือนไม่กี่พันแม้จะเข้าดอกเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงมากนัก
แต่ส่วนที่เป็นเงินกู้นอกระบบ การคิดดอกเบี้ยในอัตราสิบเปอร์เซ็นต่อเดือนของยอดกู้ และยังเป็นดอกเบี้ยลอยที่จะไม่เข้าเงินต้นเลยแม้แต่บาทเดียวจนกว่าจะหาเงินก้อนมาปิดได้ นั่นเท่ากับว่าเงินกู้ก้อนนี้ ทางบ้านเธอต้องชำระเฉพาะดอกเบี้ยตกเดือนละห้าหมื่นบาท
คนทำงานหลักคือลุงที่อีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้ว ส่วนลูกพี่ลูกน้องเงินเดือนก็ไม่ถึงสองหมื่น นั่นทำให้ภาระหนักอึ้งนี้ได้ตกมาถึงเธอที่ถือเป็นคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน
นักศึกษาปีสามที่ต้องกู้เรียน ทำงานพาร์ทไทม์เพื่อหารายได้ไว้จุนเจือตัวเอง แต่ตอนนี้กลายเป็นต้องหารายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว และต้องเพิ่มงานขึ้นอย่างไม่สามารถเกี่ยงได้เลย
ครืด! ครืด!
โทรศัพท์สั่นบ่งบอกเวลาตั้งปลุกที่เธอตั้งไว้ เก็บงานบนโต๊ะม้าหินอ่อนลงกระเป๋าผ้าใบใหญ่ ลุกเดินออกจากมหา’ลัยเพื่อตรงไปยังคาเฟ่ที่อยู่ไม่ไกลมากนักเดินเท้าไปถึงได้อย่างง่ายดาย เป็นที่ทำงานพาร์ทไทม์ของเธอในทุกวันตั้งแต่ขึ้นมหา’ลัยแล้ว
ข้าวหอมมาถึงร้านก็เข้าไปด้านหลังเก็บกระเป๋าเข้าที่ประจำมีไว้สำหรับพนักงาน มัดรวบผมให้เรียบร้อย หยิบผ้ากันเปื้อนสกรีนชื่อร้านสวมใส่ ติดป้ายชื่อที่ผ้ากันเปื้อนอีกที
ที่นี่เป็นคาเฟ่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ลูกค้าส่วนมากเป็นนักศึกษาจากมหา’ลัยที่เธอเรียน มีนักเรียนจากโรงเรียนใกล้ๆ แถวนี้อยู่บ้างประปรายและขาจรเล็กน้อย ไม่มียูนิฟอร์มในการทำงาน สวมใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็ได้ขอแค่สุภาพ เธอจึงใส่ชุดนักศึกษาทำงานตลอดเพราะสะดวกที่สุด
“อเมริกาโน่เย็นหนึ่งแก้วครับ” หลังยืนหลังเคาน์เตอร์ประจำตำแหน่งไม่นาน ลูกค้าที่เข้าร้านมาก็ตรงมาสั่งเมนูในทันที
“หกสิบห้าบาทค่ะ” นิ้วเรียวกดสั่งออเดอร์พร้อมกับปริ๊นค่าใช้จ่ายออกมา ปากก็บอกราคาให้ลูกค้ารับรู้ตามหน้าที่
ลูกค้าประจำที่จะเข้ามาซื้อเมนูเดิมกับเธอทุกวันในช่วงสองเดือนนี้จนเธอจำหน้าได้
“ไม่ต้องทอน” แบงค์หนึ่งพันถูกเลื่อนไปตรงหน้าแล้วพูดออกมา
“.....” พนักงานสาวสวยไม่ได้ตอบ รับเงินมากดเครื่องเก็บเงินแล้วนับเงินทอนจนครบทุกบาท พร้อมวางบนสลิปยื่นไปตรงหน้าลูกค้าชายตรงหน้า
“นั่งรอสักครู่นะคะ” เธอพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ เหมือนไม่ได้สนใจคำพูดของเขาก่อนหน้านี้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขาทำแบบนี้ทุกวัน ใช้แบงค์ห้าร้อยบ้างก็แบงค์พันมาซื้อกาแฟแก้วไม่ถึงร้อย และไม่รับเงินทอน
แรกๆ เธอก็รับเพราะเป็นเจตนาของลูกค้าที่จะให้ทิปพนักงานได้แม้จำนวนเงินจะมากจนลำบากใจก็ตาม และเพราะแบบนั้นพอบ่อยเข้าเธอเลยรู้สึกสงสัยและแปลกใจกับการกระทำของเขามากขึ้นจนกลายเป็นความไม่สบายใจ และเลือกจะไม่รับเงินทอนที่เหลือจากเขาอีกเลย
ข้าวหอมหมุนตัวกลับไปเพื่อทำเครื่องดื่ม ให้พี่พนักงานอีกคนประจำเคาน์เตอร์คิดเงินแทน แม้อีกคนจะเป็นลูกค้าและเข้ามาใช้บริการที่นี่ทุกวันจนเธอจำได้แม้กระทั่งเสียง อีกทั้งสั่งแค่เมนูเดียวเมนูเดิม และพฤติกรรมเดิมอย่างการไม่รับเงินทอนมากมายทุกครั้ง มันกลับทำให้เธอรู้สึกแปลกจนไม่อยากเผชิญหน้ากับเขา
“.....” ส่วนคนซื้อก็ชินไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาทำได้เพียงรับเงินทอนที่เธอไม่แม้แต่จะยื่นส่งถึงมือด้วยซ้ำ
เพราะแบบนี้สินะ ถึงได้กระตุ้นใครบางคนได้
