บทที่ 1
บทที่ 1
ค่ำคืนนั้น…เงียบงันยิ่งกว่าคืนใดในเมืองหลวง
โคมแดงถูกจุดเรียงรายตามทางเดินยาวแสงส้มอ่อนส่องกระทบหิมะนอกชาน เกิดเป็นประกายระยับราวกับภาพฝัน
ทว่าภายในเรือนหอกลับเย็นเยียบ
ประตูไม้แกะสลักลวดลายมังกรถูกปิดสนิทราวกับตัดขาดโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
หลี่อี้ถงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงมงคลผ้าคลุมศีรษะสีชาดปิดบังใบหน้ามือเรียววางซ้อนกันบนตักอย่างเป็นระเบียบ
หากมองเผิน ๆ นางดูสงบ งดงาม สมบูรณ์แบบในฐานะเจ้าสาว แต่หากสังเกตให้ดีปลายนิ้วของนาง…กำลังเกร็งแน่น
เสียงลมพัดกระทบหน้าต่างดังแผ่วยิ่งขับให้ความเงียบภายในห้องยิ่งชัดเจน
ผ่านไปไม่รู้กี่อึดใจ
“กึก”
เสียงเปิดประตูดังขึ้นในที่สุด
ลมหอบหนึ่งพัดเข้ามาพร้อมกับกลิ่นบางอย่างกลิ่นเลือดแม้จะจาง…แต่ไม่อาจปิดบังได้ ฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามา มั่นคง สม่ำเสมอ ดุจผู้ที่ไม่เคยลังเลในสิ่งใด
ประตูถูกปิดลงอีกครั้ง
ความเงียบกลับมา…แต่ครานี้ไม่เหมือนเดิมมันหนักอึ้ง…และกดทับ
ฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าเตียง ชั่วขณะหนึ่งไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น
“ถอดมันออกเอง…หรือจะให้ข้าทำ”
น้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์แต่แฝงอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ
หลี่อี้ถงไม่ตอบ เพียงยกมือขึ้นอย่างช้า ๆปลายนิ้วแตะชายผ้าคลุมศีรษะแล้ว…ดึงออก
ผืนผ้าสีชาดเลื่อนหล่นลงเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามจนแม้แต่แสงโคมยังดูหม่นลง ดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบ ไม่หลบ ไม่สั่น
สายตาของนางสบเข้ากับบุรุษเบื้องหน้าโดยตรง
มู่หรงชิงอี้ อ๋องผู้สำเร็จราชการ บุรุษที่ทั้งใต้หล้าหวาดกลัว ฮ่องเต้อายุเพียงห้าชันษาและเขาเป็นญาติคนเดียวที่ใกล้ชิดฮ่องเต้มากที่สุด อยู่ใต้เพียงหนึ่งแต่อยู่เหนือคนทั้งใต้หล้า จะว่าอยู่ใต้เพียงหนึ่งคงไม่ถูกหนัก ในเมื่อทุกการลงนาม ทุกการตัดสินใจของฮ่องเต้ เป็นมู่หรงชิงอี้ทั้งสิ้น
เขายืนมองนางอยู่เงียบ ๆ แววตาลึกดำดุจเหวไร้ก้น ไร้คลื่น…ไร้ความรู้สึก
ทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ไม่คุกเข่า…ไม่หลบตา” เขาเอ่ยช้า ๆ “เจ้ากล้าดี”
หลี่อี้ถงเอียงศีรษะเล็กน้อย แววตายังนิ่งเช่นเดิม “หม่อมฉันมิได้กระทำผิด เหตุใดต้องคุกเข่า”
คำตอบเรียบง่ายแต่แหลมคม บรรยากาศในห้องพลันตึงขึ้นอีกขั้น
มู่หรงชิงอี้หรี่ตาลงเล็กน้อยราวกับกำลังประเมินสิ่งมีชีวิตตรงหน้า
“เจ้ารู้หรือไม่…กำลังพูดกับผู้ใด” เสียงเขาเย็นลง
“รู้เจ้าค่ะ” นางตอบทันที “บุรุษผู้สามารถสั่งให้คนตายได้โดยไม่ต้องยกมือ”
คำพูดนั้นไม่ใช่การยกยอแต่เป็นการกล่าวความจริงอย่างไม่เกรงกลัว
เงียบ…
เงียบงันเสียจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
ทันใดนั้น มู่หรงชิงอี้ก็ก้าวเข้ามาใกล้ ใกล้จนเงาของเขาทาบทับร่างของนาง กลิ่นเลือดที่ติดมากับกายเขายิ่งชัดเจนขึ้น ผสมกับกลิ่นหอมอ่อนของเครื่องหอม กลายเป็นกลิ่นที่ยากจะบรรยาย
“แล้วเจ้าคิดหรือไม่…” เสียงเขากดต่ำลง “ว่าข้าจะสั่งให้เจ้าตายได้เช่นกัน”
หลี่อี้ถงไม่ถอยไม่แม้แต่จะขยับ
“ท่านอ๋องทำได้แน่นอนเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเบา ๆ “แต่หม่อมฉันคิดว่า…ท่านจะไม่ทำ”
มู่หรงชิงอี้ชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง “เหตุใด”
คำถามสั้นแต่แฝงบางอย่าง หลี่อี้ถงสบตาเขาแน่น
“เพราะหม่อมฉันยังมีประโยชน์ หาไม่มีท่านคงไม่แต่งหม่อมฉันเข้าจวน”
คำตอบนั้นตรงไปตรงมา…จนเกือบเย็นชาแล้วนางก็เอ่ยต่อ
“และท่านอ๋อง…ไม่เคยฆ่าคนที่ยังใช้ประโยชน์ได้”
มุมปากของมู่หรงชิงอี้ยกขึ้นอีกครั้งครานี้ชัดเจนกว่าเดิม “ฉลาดดีนิ”
เขาพึมพำก่อนจะยื่นมือออกไป ปลายนิ้วแตะปลายคางของนางยกขึ้นเล็กน้อยการกระทำนั้นไม่รุนแรง แต่เต็มไปด้วยการครอบงำ
“แต่เจ้าลืมสิ่งหนึ่ง” เขากล่าวช้า ๆ “ของที่มีประโยชน์…ก็ยังคงเป็น ‘ของ’”
คำว่า “ของ” ถูกเน้นชัด เขาเลือกนางเพราะมองเห็นว่าการแต่งกับตระกูลหลี่ในตอนนี้ จะเสริมไม่ให้มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขา และกล้าแตะต้องหลานชายคนเดียวของเขา
หลี่อี้ถงนิ่งไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ดวงตาจะเย็นลงเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้น…” เสียงนางแผ่ว แต่มั่นคง“ท่านอ๋องคงต้องระวังให้ดี”
มู่หรงชิงอี้เลิกคิ้วเล็กน้อย “ระวังสิ่งใด”
หลี่อี้ถงยิ้มจางรอยยิ้มที่งดงาม…แต่ไม่อบอุ่น
“ของบางชิ้น…หากควบคุมไม่ดี อาจย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของได้”
เงียบ…
ครานี้ความเงียบไม่ใช่เพียงความตึงเครียดแต่เป็นการท้าทาย มู่หรงชิงอี้จ้องนางนิ่ง ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นต่ำ…และอันตราย
“ดี” เขาปล่อยมือจากคางนางแล้วถอยออกไปหนึ่งก้าว “ข้าชอบของที่มีเขี้ยวเล็บ”
หลี่อี้ถงไม่ตอบเพียงมองเขากลับอย่างไม่ลดละ มู่หรงชิงอี้หันหลัง เดินไปยังโต๊ะเตี้ยข้างห้องยกจอกสุราขึ้นหนึ่งใบ แสงโคมสะท้อนของเหลวสีอำพันภายใน เขาหมุนจอกเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยโดยไม่หันกลับมา
“รู้หรือไม่…คืนนี้คือคืนใด”
“คืนเข้าหอ” นางตอบ
“ถูกต้อง” เขายกจอกขึ้นจรดริมฝีปาก แต่ยังไม่ดื่ม
“แล้วเจ้าคิดว่า…ข้าควรทำสิ่งใด”
คำถามนั้น…เหมือนลอยอยู่กลางอากาศ หลี่อี้ถงมองแผ่นหลังของเขานิ่ง ก่อนจะตอบ
“ทำในสิ่งที่ท่านอ๋องต้องการ”
คำตอบนั้นเรียบ…แต่ไม่ยอมจำนน มู่หรงชิงอี้หันกลับมา ดวงตาคมกริบจับจ้องนาง
“แล้วเจ้าล่ะ”
เขาวางจอกลงก้าวเข้ามาอีกครั้ง
“เจ้าต้องการสิ่งใด”
หลี่อี้ถงสบตาเขาครานี้…ไม่มีการหลบเลี่ยง “ความสงบ”
คำตอบนั้นทำให้มู่หรงชิงอี้หัวเราะเบา ๆ “เจ้าเลือกผิดที่แล้ว” เขาหยุดอยู่ตรงหน้านางอีกครั้ง ใกล้…จนได้ยินเสียงลมหายใจ “ที่นี่ไม่มีความสงบ”
เขาก้มลงเล็กน้อยเสียงแผ่วลงจนเกือบเป็นกระซิบ
“มีแต่ข้า”
คำพูดนั้น…เหมือนคำประกาศ จะหาความสงบจากคนที่มือเปื้อนเลือดได้เช่นไร ยิ่งกลิ่นเลือดรุนแรงเพียงใด นั่นมากถึงยิ่งมีศัตรูมากเท่านั้น
หลี่อี้ถงไม่ถอยกลับเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ถ้าเช่นนั้น…”นางเอ่ยช้า ๆ “หม่อมฉันก็จะอยู่กับความไม่สงบนี้…ให้ได้”
แววตาของมู่หรงชิงอี้เปลี่ยนไปเล็กน้อยไม่ใช่อ่อนโยน แต่เป็น…ความสนใจ เขานึกว่าจะได้สตรีอ่อนปวกเปียกเจ้าน้ำตาเสียอีก เหล่าคุณหนูในห้องหอผู้ใดเห็นเขาล้วนแต่หลบตา ตัวสั่นเป็นนกตกรังอย่างน่าสงสารเพื่อให้เขาเอ็นดู แต่นางช่างแตกต่าง
“ดี” เขาพึมพำก่อนจะเหยียดตัวตรง “งั้นเรามาเริ่มกัน”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกครั้งแต่แทนที่จะกดดันมันกลับเหมือนการเปิดฉากบางอย่างมู่หรงชิงอี้ยื่นมือออกไป ไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นการทดสอบ
หลี่อี้ถงมองมือนั้นเพียงครู่เดียว แล้ว…วางมือของตนลงไป สัมผัสแรกเย็นแต่มั่นคง มู่หรงชิงอี้กระตุกมุมปาก
“ต่อจากคืนนี้” เขากล่าว “เจ้าคือพระชายาของข้า”
หลี่อี้ถงตอบกลับทันที “และท่าน…คือสามีของหม่อมฉัน”
คำพูดนั้นฟังดูธรรมดาแต่เมื่อออกจากปากนางกลับเหมือนสัญญาที่มีคมดาบซ่อนอยู่
มู่หรงชิงอี้จ้องนางอีกคราก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
หลี่อี้ถงยิ้มจาง “หม่อมฉันไม่เคยรับปากว่าจะทำให้ผู้ใดพอใจ”
มู่หรงชิงอี้ก็หัวเราะออกมาเต็มเสียงเป็นครั้งแรกเสียงหัวเราะนั้นก้องกังวานในห้องที่เคยเงียบงัน
“ดี…ดีมาก” เขาปล่อยมือของนางแววตายังจับจ้องไม่วาง “ดูเหมือนข้าจะได้ ‘ของเล่น’ ที่น่าสนใจเสียแล้ว”
หลี่อี้ถงเอียงศีรษะเล็กน้อย “หวังว่าท่านอ๋อง…จะไม่เบื่อเสียก่อน”
ลมหนาวพัดกระทบหน้าต่างอีกครั้งเปลวไฟในโคมสั่นไหว เงาของทั้งสองทอดยาวบนพื้น
ใกล้กัน…จนหลอมรวม
ในค่ำคืนเข้าหอนั้น ไม่มีความอ่อนหวาน ไม่มีคำสัญญารัก มีเพียง การต่อสู้ที่เงียบงันการหยั่งเชิงและแรงดึงดูดที่อันตราย ราวกับสัตว์สองตัวที่กำลังประจันหน้า ไม่มีผู้ใดยอมก้มหัว
