ใต้ปกครองคุณแสนร้าย

86.0K · จบแล้ว
Tharyn
28
บท
2.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เขาปลุกปั่นมอมเมาเธอด้วยเสน่หา แต่สถานะของเธอเป็นได้เพียงแค่เด็กในปกครอง "ขึ้นมาหาพี่ที่ห้องทำงาน ไม่อย่างนั้นพี่จะลงไปหาอุ้มที่ห้อง" (NC20+)

นิยายรักโรแมนติกนิยายรักคนต่ำต้อยผู้ชายอบอุ่นนักศึกษานิยายปัจจุบัน

1# เด็กจากมูลนิธิ

BooM : [ขึ้นมาหาพี่ที่ห้องทำงาน]

BooM : [ไม่อย่างนั้นพี่จะลงไปหาอุ้มที่ห้อง]

เพียงขวัญอ่านข้อความไลน์ที่เด้งขึ้นมารัวๆ บนหน้าจอมือถือแล้วถอนใจเบาๆ ลุกไปเปลี่ยนจากชุดนอนกางเกงขาสั้นสีหวาน ไปสวมชุดนอนกระโปรงผ้าไหมเนื้อลื่นสีดำลูกไม้เซ็กซี่พร้อมกับเสื้อคลุมสีเดียวกันซึ่งเขาเป็นคนซื้อมาให้เป็นของขวัญในวันสอบเสร็จ พร้อมกับคำสั่งให้ใส่ชุดนี้เมื่อเขาเรียกให้ขึ้นไปหาที่ห้องในครั้งต่อไป

ชีวิตเด็กสาววัย 21 ปีที่กำลังมีชีวิตอันสดใส ได้รับความเมตตาจากคุณหญิงอารดาเจ้าของบ้านรับอุปการะส่งเสียให้เรียนหนังสือและให้เข้ามาอยู่ในบ้านทิวากรณ์ ซึ่งเป็นตระกูลผู้ดีเก่าแก่รวมทั้งยังเป็นเจ้าของมูลนิธิไตรรัตน์ที่เพียงขวัญเติบโตมา

คุณหญิงเห็นว่าเพียงขวัญเป็นเด็กดีและเฉลียวฉลาด รวมทั้งกิริยามารยาทก็น่ารักจึงรับมาอุปการะเลี้ยงดูและรักเพียงขวัญเหมือนลูกหลาน

ความตั้งใจของคุณหญิงอารดาคืออยากจะฝึกให้เพียงขวัญทำงานเป็นเลขาของท่านในวันข้างหน้าจะได้ช่วยแบ่งเบาคุณกรองแก้วเลขาคนปัจจุบันซึ่งมีงานล้นมือ

ชีวิตอันสดใสของเด็กสาวจากมูลนิธิไตรรัตน์ซึ่งได้รับความเมตตาจากเจ้าของบ้านได้เปลี่ยนไปหลังจากที่ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงเรียนจบจากอเมริกาและกลับมาบ้านเมื่อหกเดือนก่อน

“คิดถึงมากเลยครับแม่”

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดราคาแพงกับกางเกงชิโนแบบพอดีตัวตามสมัยนิยมเดินเข้าไปสวมกอดมารดาซึ่งออกมารอรับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่บริเวณหน้าบ้าน

“กลับมาเหนื่อยๆ ขึ้นไปพักให้หายเหนื่อยก่อนลูก เย็นๆ ค่อยลงมา แม่ให้คนเตรียมของโปรดบูมไว้ให้แล้ว” คุณหญิงอารดา บอกลูกชายด้วยน้ำเสียงแห่งความปีติยินดี

“ห้องผมเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหมครับ”

เขาถามมารดาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ธาวิณณ์จากเมืองไทยไปเรียนต่อที่อเมริกาตั้งแต่สองปีก่อน

เขาได้สั่งให้คนเข้ามาตกแต่งห้องทำงานเสียใหม่ตามที่เขาอยากได้ไว้ใช้งานเมื่อกลับมาสานต่อธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังของตระกูลที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณตา

“ลองขึ้นไปดูสิลูกว่าถูกใจไหม แม่ให้เขาทำตามที่บูมบอกทุกอย่าง” มารดาบอกเขาพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุขฉาบไว้เต็มใบหน้า

คุณบูม หรือคุณชายธาวิณณ์ ทิวากรณ์ อายุ 26ปี ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงอารดา ทิวากรณ์ ประธานมูลนิธิไตรรัตน์

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หุ่นดีไร้ไขมันส่วนเกินเพราะเป็นคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกมีเสน่ห์และมั่นใจในตัวเองสูง

บ้านทิวากรณ์เป็นตระกูลผู้ดีเก่าแก่ มีมูลนิธิไตรรัตน์ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยคุณหญิงอารดาและสามีผู้ล่วงลับ โดยมูลนิธิจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากไร้

เพราะต้องกลับมารับช่วงบริหารธุรกิจต่อจากมารดาซึ่งมีงานล้นมือแถมยังอายุมากแล้วทำให้ธาวิณณ์ต้องรีบเดินทางกลับมาทันทีหลังเรียนจบปริญญาเอกด้านการบริหารธุรกิจจากสถาบันการศึกษาชื่อดังในอเมริกา

รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาทันทีเมื่อประตูห้องทำงานเปิดออก เขาอยากได้ห้องที่เป็นทั้งห้องทำงาน ห้องอ่านหนังสือรวมไปถึงห้องที่สามารถใช้สำหรับพักผ่อนเวลาเขาอยู่บ้าน จึงสั่งให้ช่างออกแบบห้องนี้เป็นห้องที่มีชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ

มีมุมที่ถูกจัดให้เป็นฟูกยาวสีขาวสะอาดตาสำหรับเอาไว้นวดตัวเมื่อยามที่ร่างกายเมื่อยล้าซึ่งเขาวางแผนจะเรียกใช้คนนวดจากร้านนวดที่มีชื่อเสียงให้มานวดให้เป็นการส่วนตัว

ในห้องนั้นยังมีห้องอาบน้ำขนาดใหญ่พร้อมอ่างจากุชชี่สำหรับแช่ตัว และแน่นอนว่าห้องนี้มีประตูเชื่อมต่อที่สามารถเดินทะลุไปยังห้องนอนของเขาได้

เมื่อสำรวจการตกแต่งห้องทุกมุมด้วยความพึงพอใจแล้ว ธาวิณณ์จึงเดินเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำพักผ่อนก่อนจะลงไปทานอาหารเย็นที่บ้านหลังใหญ่กับมารดาของเขา

อุ้ม เพียงขวัญ พันพิมพ์ อายุ 21ปีบริบูรณ์ เติบโตมากับมูลนิธิไกรฤกษ์ซึ่งไปรับเธอมาจากครอบครัวที่พ่อเป็นขี้เมาติดเหล้าและเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยพิษสุราเรื้อรัง ส่วนแม่ของเธอนั้นป่วยด้วยโรคร้ายและจากไปตั้งแต่เธอยังเด็ก

คุณหญิงอารดาซึ่งเฝ้าดูการเติบโตของเพียงขวัญมาหลายปีเห็นว่าเพียงขวัญโตเป็นสาวแล้วและทางมูลนิธิเองก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยงานเพิ่ม จึงอยากได้เพียงขวัญมาช่วยงานเลขาของท่านซึ่งมีงานล้นมือ เพียงขวัญจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านทิวากรณ์ตั้งแต่ 2 ปีก่อนหลังจากที่ธาวิณณ์เดินทางไปอเมริกา

ห้องนอนของเพียงขวัญอยู่ชั้นล่างด้านหลังของตัวตึกตามคำขอของตัวเธอเองเพราะรู้สึกเกรงใจที่จะขึ้นไปอยู่ชั้นบนของบ้าน เพียงขวัญพึงระลึกอยู่เสมอว่าเธอเป็นเพียงคนที่โชคดีที่ได้มีโอกาสได้มาใช้ชีวิตในบ้านทิวากรณ์ด้วยความเมตตาจากคุณหญิง

เมื่อเช้าตอนเข้าไปกราบคุณหญิงเพื่อออกมาเรียนเห็นท่านบอกว่าวันนี้ลูกชายคนเดียวของท่านจะกลับมาจากอเมริกาอย่างถาวรเพื่อมาช่วยดูแลธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังของครอบครัว เพียงขวัญจึงรีบกลับบ้านทันทีหลังจากที่เรียนจบคลาสในช่วงบ่ายต้นๆ

เพียงขวัญแวะเข้าไปกราบคุณหญิงที่ห้องนั่งเล่นใกล้กับบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้านซึ่งเป็นที่พักผ่อนประจำของท่าน เห็นคุณหญิงกำลังพูดคุยอยู่กับป้านวลและปิ่นหลานสาวของป้านวลเรื่องเมนูอาหารเย็นพร้อมสีหน้าอิ่มเอิบ

“ทำไมวันนี้กลับไวนักล่ะอุ้ม” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาเอ่ยถามเมื่อเธอเดินเข้าไปกราบท่านที่ตักเหมือนทุกครั้งเวลากลับจากมหาวิทยาลัย

“วันนี้อุ้มไม่มีเรียนช่วงบ่ายค่ะคุณหญิง” เพียงขวัญตอบท่านไปด้วยความนอบน้อม

“แล้วนี่จะไปอ่านหนังสือใต้ต้นทองกวาวอีกแล้วหรือ” คุณหญิงชวนคุยพร้อมรอยยิ้มและมองเด็กสาวด้วยความเอ็นดู เพียงขวัญเป็นเด็กดีมาตลอดตั้งแต่ทางมูลนิธิได้เข้าช่วยเหลือและดูแลมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ตอนที่เธอยังอยู่ที่มูลนิธิก็สามารถช่วยงานและแบ่งเบางานในมูลนิธิได้เป็นอย่างดี

“ค่ะ คุณหญิงมีอะไรให้อุ้มรับใช้หรือเปล่าคะ” เพียงขวัญเอ่ยถามเหมือนทุกครั้งก่อนที่เธอจะออกไปทำอะไรจะต้องแน่ใจว่าคุณหญิงไม่มีอะไรให้เธอทำจริงๆ เธอถึงจะไปทำธุระของตัวเอง

“เย็นนี้อุ้มมาทานข้าวกับฉันนะ” คุณหญิงมักจะให้เกียรติเด็กสาวจากมูลนิธิอย่างเธอจนบางครั้งตัวเพียงขวัญเองรู้สึกเกรงใจเป็นอย่างมาก หลายครั้งที่ท่านพาเธอไปออกงานการกุศลกับท่านพร้อมกับแนะนำต่อบุคคลในวงสังคมว่าเพียงขวัญคือเด็กในบ้านทิวากรณ์

“ค่ะคุณหญิง”

“คุณบูมกลับมาแล้วนะคะคุณอุ้ม หล่ออย่างกับพระเอกในซีรีส์ที่ปิ่นชอบดูเลยค่ะ” เสียงหลานสาวของป้านวลซึ่งเป็นแม่บ้านเก่าแก่ของที่นี่หันมาบอกเพียงขวัญด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้น

“ยัยปิ่น! จะพูดจะจาอะไรระวังปากเอ็งสักหน่อยเถอะ คุณหญิงก็นั่งอยู่นี่” ป้านวลหันมาตาเขียวใส่หลานสาววัยรุ่นของเธอ ทำให้ปิ่นหัวเราะเบาๆ เพียงขวัญก็พลอยอมยิ้มไปด้วย

“อุ้มไปอ่านหนังสือเถอะจ้ะใกล้สอบแล้วไม่ใช่รึ” คุณหญิงเอ่ยถามหลังจากที่หัวเราะสองป้าหลานดุกันเบาๆ เรื่องของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่าน

“ค่ะคุณหญิง สัปดาห์หน้าอุ้มก็จะสอบแล้วค่ะ จะได้ปิดเทอมเสียที อุ้มจะได้มาช่วยงานคุณหญิงกับคุณกรองแก้วได้เต็มที่ค่ะ”

คุณหญิงอารดามองตามหลังหญิงสาวที่เดินหอบหนังสือพร้อมผ้าปูพื้นสีสดใสออกไปจากห้องด้วยความเอ็นดู เพียงขวัญกำลังโตเต็มวัยสาวแถมยังมีรูปร่างหน้าตาสะสวยจนเธอเองยังแอบชื่นชมในความงามของเครื่องหน้าเด็กสาวหลายต่อหลายครั้ง

ต้นทองกวาวกำลังออกดอกสีส้มจัดสลับกับใบสีเขียวสดมอบความสดใสให้กับตัวบ้าน มันกลับดูหม่นไปเมื่อเทียบกับร่างเพรียวบางสวมกางเกงขาสั้นพร้อมเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวที่กำลังนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสืออยู่บนเสื่อพร้อมแกว่งปลายเท้าสลับกันไปมา

สายตาคมกริบสีนิลกวาดสายตาแค่เพียงชั่วครู่จากปลายเท้าเล็กลงมาที่ท่อนขาเรียวงาม สะโพกกลมกลึงที่โค้งได้รูปก่อนจะไล่ลาดลงมาที่เอวบาง ผมยาวนุ่มสลวยถูกม้วนเกล้าขึ้นไว้กลางศีรษะเผยใบหน้าด้านข้างที่มองแค่เพียงเสี้ยวของใบหน้ายังรับรู้ได้ว่าคนคนนั้นมีเครื่องหน้าที่สวยเพียงใด

“ใครเหรอครับ”

คุณหญิงอารดากำลังเอนหลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพักผ่อนของบ้านวางหนังสือในมือลงก่อนจะดึงแว่นสายตาออกพร้อมมองกลับมาที่ลูกชาย

“ใครที่ไหน…บูมหมายถึงใครลูก” มารดาของเขาเอ่ยถามพร้อมขมวดคิ้วจ้องมองมาที่เขา

“ผู้หญิงที่นอนอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นทองกวาว” เขาถามมารดาพลางพยักพเยิดไปทางต้นทองกวาวที่อยู่ระหว่างทางเชื่อมตัวบ้านของเขากับบ้านหลังใหญ่ของมารดา

“อ้อ…อุ้ม…เด็กจากมูลนิธิ แม่จะเอามาฝึกให้ช่วยงานคุณกรองแก้ว กำลังเรียนอยู่ปีสี่ เป็นเด็กดีมากแม่เลยรับมาอุปการะแล้วก็ส่งเสียให้เรียนหนังสือ” มารดาของเขาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่ดูสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาหญิงสาวที่ท่านกำลังพูดถึงเป็นอย่างมาก

“อ้อ…เด็กจากมูลนิธิ” เขาพูดออกไปเพียงเท่านั้นประหนึ่งว่าไม่ได้มีความสนใจเป็นพิเศษแต่อย่างใด

“อุ้มเป็นเด็กดี คนนี้แม่ขอนะบูม”

อยู่ๆ มารดาของเขาก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พร้อมส่งสายตาจ้องมองมาที่เขาประหนึ่งจะรู้ทันว่าที่เขาทำสีหน้าไม่สนใจนั้นเป็นแค่เพียงฉากหน้าที่แสดงออกให้แม่ของเขาเห็น

“อะไรกันครับแม่ ผมไม่เอาเด็กในบ้านหรอกครับ” เขาหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางที่จริงจังของแม่

“ไม่รู้ล่ะ เราน่ะมันเจ้าชู้เห็นผู้หญิงเป็นเพียงของเล่น ไปเอานิสัยเจ้าชู้นี้มาจากคุณตาเสียเต็มๆ เลย ถ้าคุณตายังอยู่คงจะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแน่ๆ” คุณหญิงอารดาต่อว่าลูกชายพลางย้อนนึกกลับไปถึงสมัยคุณพ่อของเธอที่มีภรรยาลับมากหน้าหลายตาไม่เว้นแม้แต่บรรดาคนงานในบ้าน แต่ก็ยังดีว่าท่านเป็นคนที่มีความระมัดระวังจึงไม่มีเรื่องลูกนอกสมรสมาให้ปวดหัวภายหลังเหมือนในละครหลังข่าว

“แม่ก็รู้ว่าผมชอบคนสวย เด็กกะโปโลแบบนั้นผมไม่มองหรอกครับ”

“อ้าว! อุ้มอ่านหนังสือเสร็จแล้วเหรอ ไปอาบน้ำเตรียมตัวมาทานอาหารเย็นกับฉันนะ เดี๋ยวนวลคงจะยกสำรับออกมาตั้งในอีกไม่ช้า” คุณหญิงอารดาชะเง้อมองผ่านประตูห้องออกไปเมื่อเห็นเพียงขวัญหอบหนังสือกับผ้าปูพื้นสีสดใสเดินเข้ามาในบ้าน

“ค่ะคุณหญิง”

“อุ้มขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ อากาศข้างนอกร้อนจนเหนียวตัวไปหมดค่ะ”

สายตาคมกริบหันกลับไปมองที่มาของเสียงหวาน เด็กสาวซึ่งเขามองแค่เพียงปราดเดียวตอนเดินผ่านก็รู้ว่าเป็นคนที่หน้าตาดี รูปร่างดี ทว่าเมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าถึงได้เห็นว่าเธอคนนั้นสวยน่ารักจนเขาไม่อาจละสายตา

ดวงตากลมโตที่เบือนหลบสายตาเขาทันทีด้วยความประหม่าและเขินอาย ผมหนาหนุ่มดำขลับถูกม้วนเกล้าขึ้นสูงเผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่ ไรผมตามหน้าผากกลมมนชื้นเหงื่อ เพราะความร้อนจากอากาศอบอ้าวภายนอกทำให้พวงแก้มอิ่มใสแดงระเรื่อชวนมอง ริมฝีปากอิ่มสีชมพูอ่อนใสที่กำลังจำนรรจาเจื้อยแจ้วกับมารดาของเขาทำให้ริมฝีปากหยักได้รูปโค้งขึ้นเหมือนเสือร้ายที่เจอกวางน้อยเนื้อหวานก็ไม่ปาน

“หน้าตาก็ธรรมดาไม่ใช่คนสวย แค่เด็กกะโปโลบูมคงไม่มอง แม่ก็ค่อยอุ่นใจหน่อยว่าเด็กของแม่จะไม่เป็นที่สนใจของบูม” มารดาเขาพูดขึ้นมาทำให้เขาต้องรีบเบือนหน้าจากภาพตรงหน้าแล้วหันกลับมาคุยแก้เก้อ

“ครับ! ก็แค่เด็กกะโปโลไม่เห็นจะน่าสนใจสักนิด แม่ไม่ต้องหวงขนาดนั้นหรอกครับ แม่พูดเหมือนผมเป็นเสือจ้องจะจับกินเหยื่อที่แม่เก็บมาเลี้ยงอย่างนั้นแหละ”

ธาวิณณ์บอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเหมือนเด็กๆ ทำให้คุณหญิงอารดาพลอยหัวเราะไปกับลูกชายของเธอ

บนโต๊ะอาหารเย็นนั้นทุกเมนูล้วนแล้วแต่เป็นรายการอาหารที่คุณหญิงอารดาและป้านวลจัดเตรียมมาเพื่อคุณผู้ชายของบ้านเหมือนกับว่าเขาไปอยู่เมืองนอกไม่ได้ทานอาหารเสียอย่างนั้น

เพียงขวัญเลือกที่นั่งข้างๆ คุณหญิงอารดาส่วนเขานั่งตรงข้ามกับมารดาของเขาเยื้องๆ กับเธอ

“อุ้ม นี่คุณบูมลูกชายของฉันที่เคยเล่าให้ฟัง”

คุณหญิงอารดาแนะนำเมื่อเพียงขวัญเดินเข้ามาแล้วยกมือไหว้คุณหญิงที่โต๊ะอาหารก่อนจะนั่งลงข้างๆ ท่าน

“สวัสดีค่ะ”

เพียงขวัญยกมือไหว้ด้วยความเคารพในฐานะของลูกชายคนที่มีบุญคุณล้นฟ้ากับเธอและเขาเองก็น่าจะอายุมากกว่าเธออย่างน้อยก็หกปี ตามคำที่ป้านวลเล่าเช้าเล่าเย็นถึงคุณบูมคุณหนูของป้าด้วยความรักและเคารพในฐานะเจ้านายของป้านวล

“อือ” เขาพูดกับเธอเพียงเท่านั้นก่อนจะปรายตามองเธอแค่เพียงชั่วครู่แล้วตักอาหารในจานตรงหน้าวางลงในจานให้มารดาของเขา

“คืนพรุ่งนี้บูมต้องไปงานการกุศลเพื่อหารายได้เข้าสมาคมกับแม่นะ อุ้มก็ด้วยจ้ะ” คุณหญิงอารดาบอกลูกชายของเธอก่อนจะหันกลับมาบอกเธอเช่นกัน

“ยังไม่ได้เข้าไปรับงานที่โรงพยาบาลเลย ผมจะต้องไปงานการกุศลเสียแล้ว กระเป๋าเสื้อผ้าผมยังมาไม่ถึงเลยครับ”

ธาวิณณ์บอกแม่ของเขาด้วยน้ำเสียงประชดเล็กๆ นี่คืองานที่เขาไม่ชอบเป็นอย่างมากแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นภาพลักษณ์ที่สำคัญมากของการทำธุรกิจที่จะต้องแสดงให้คนได้เห็นถึงความมีเมตตาและคุณธรรมในการบริหารงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับงานโรงพยาบาล

“ไม่เป็นไรจ้ะ แม่สั่งเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้วรวมทั้งชุดของอุ้มด้วย” คุณหญิงอารดาผู้รอบคอบเอ่ยขึ้น

“ขอบคุณค่ะคุณหญิง” เพียงขวัญยกมือไหว้กล่าวขอบคุณคุณหญิงก่อนจะก้มหน้าตักอาหารเข้าปากเงียบๆ

“วันนี้อุ้มดูเงียบไป ไม่สบายหรือเปล่า” น้ำเสียงที่ฟังดูเป็นห่วงเป็นใยและเปี่ยมไปด้วยเมตตาทำให้เพียงขวัญรู้สึกเกรงใจ เธอไม่เคยทานอาหารร่วมโต๊ะกับผู้ชายฝั่งตรงข้ามที่เขาแทบจะไม่มองมาทางเธอแม้แต่น้อย

ทว่าแค่เพียงบางเสี้ยวของความรู้สึกกลับเหมือนเห็นสายตาที่มองเธอแปลกออกไปเหมือนดวงตาของเขาที่มองมามันเจือรอยยิ้มแสนร้ายกาจซ่อนอยู่ในนั้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเป็นสัญญาณเตือนภัยให้เธอระมัดระวังตัวเมื่อต้องอยู่บ้านร่วมกับเขา

เพียงขวัญยอมรับว่าที่ป้านวลกับปิ่นบอกเสมอว่าลูกชายคนเดียวของคุณหญิงอารดานั้นหล่อเหลาไม่ใช่เรื่องที่พูดเกินจริง ดวงตาคมกริบสีดำเข้มเป็นประกายระยิบระยับเสมอเวลาที่เขาพูดคุยกับคุณหญิงอารดาผู้เป็นมารดาของเขามันทำให้เขาดูเป็นคนมีเสน่ห์น่ามองไปหมดไม่ว่าจะเป็นบุคลิกหน้าตา ท่าทางรวมไปถึงการพูดการจา

ใบหน้าคมได้รูปรับกับจมูกโด่งเป็นสันและริมฝีปากหยักได้รูปดูน่ามองจนทำให้เพียงขวัญใจเต้นรัวเมื่อเธอเดินผ่านห้องพักผ่อนของคุณหญิงในตอนบ่าย

“เปล่าค่ะคุณหญิง สงสัยเมื่อคืนอุ้มนอนน้อยไปหน่อยก็เลยเพลียค่ะ” เพียงขวัญตอบคุณหญิงพร้อมรอยยิ้มสดใส

“เดี๋ยวสอบเสร็จก็ดีขึ้น อุ้มก็จะได้นอนเต็มอิ่ม” คุณหญิงเอ่ยขึ้นพร้อมหันไปไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบและเล่าเรื่องเกี่ยวกับงานที่จะจัดขึ้นในคืนพรุ่งนี้ให้กับลูกชายของเธอฟัง

“ค่ะคุณหญิง”

สายตาคมเหลือบมองมาทางเธอทันทีเมื่อเห็นเธอยิ้มขณะพูดคุยกับมารดาของเขา เธอเห็นริมฝีปากหยักได้รูปของเขายกขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ทำให้เธอต้องรีบก้มหน้าทานอาหารตรงหน้าต่อไปเงียบๆ