
บทย่อ
ผู้ชายคนนี้สารเลว เธอรู้สึกขยะแขยงตนเองที่เคยทอดกายให้เขาเชยชม…แม้จะเป็นเพราะฤทธิ์ยาก็ตาม “มันเป็นของผมตั้งแต่ต้น คุณอย่าอยากได้ของคนอื่นเลย” เสียงเหมือนมาอยู่ใกล้ๆ ใบหยกตะลึงแหงนมอง “คุณ คนใจร้าย คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” “ตามคุณมาไง มากับผม มาคุยให้รู้เรื่อง” หมดแรงจนโดนลากไปห้องข้างๆ ใบหยกมองเขาอย่างรังเกียจ “มีอะไรจะพูด คุณได้ทุกอย่างไปหมดแล้วและคุณก็ไม่คิดว่าตนเองผิด” เธอยืนจ้องหน้าเขา แม้อ่อนล้าแต่เธอจะไม่ล้มง่ายๆ “เอาเป็นว่าผมจะช่วยเรื่องเงินที่คุณจะซื้อบ้าน” เขาหยิบเช็กมาเซ็น ใบหยกยืนมองด้วยความอึ้ง “อย่ามาทำดี เช็กเด้งใช่ไหม คุณต้องการอะไรบอกมา ตอนนี้ฉันไม่เชื่ออะไรคุณทั้งนั้น ไม่เชื่อ” “ไม่เอาค่าที่ดินที่ไม่สมควรจะได้ก็เอาค่าตัวไป เอาไป อย่ามาดื้อ” ภุมรัตน์คำราม เบื่อที่เห็นน้ำตาของเธอ ก่อนจะไป อย่างน้อย ขอทำอะไรบ้าง “คนสารเลว” ใบหยกตรงเข้าทุบตีอกกว้าง ดึงทึ้งเส้นผมที่ยุ่งเหยิงต่างจากเมื่อกลางวัน แต่โดนยึดข้อมือแน่น “ผมไม่ใช่คู่ซ้อมคุณ เก็บมือไว้ แต่ถ้าไม่เก็บ ผมจะพาคุณไปซ้อมหาเหงื่อบนเตียง”
1 อยู่เพื่อแม่
เรือนร่างอวบขาวของหญิงสาววัย22 ปี ความสูง163 เซนติเมตร ผิวอมชมพู ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ขาสั้นวิ่งออกมาจากในครัว ทิ้งอาหารที่เตรียมตั้งโต๊ะไว้ ผ่านห้องนอนสองห้องและห้องนั่งดูทีวีเพราะได้ยินเสียงบางอย่างหน้าบ้าน เสียงโครมคล้ายใครเดินชนประตู เธอรู้ดีนั่นคือแม่ที่ตาบอด หญิงสาวพยายามไม่อ่อนแอแม้สงสารแม่มาก หลายปีแล้วที่แม่ตาบอดเธอควรทำใจได้เสียที เหมือนที่เคยสัญญากับตนเองว่าจะอยู่บนโลกนี้ต่อไป ดูแลแม่ให้ดีที่สุด
จากชีวิตคุณหนู แม่เองก็มีชีวิตสุขสบายแต่ทุกอย่างพลันพังทลายลงเพราะขาดพ่ออุ้มชู แม่เป็นเพียงเมียน้อย ไม่เป็นที่ยอมรับของตระกูลย่า ไม่มีพ่อทุกคนก็พร้อมใจกันขับไล่เหมือนหมูเหมือนหมา แม่เป็นคนไม่มีปากเสียงกับใคร ค่ำวันนั้นต้องขึ้นรถแท็กซี่หาโรงแรมกับแม่ตอนกลางคืน มีข้อเสนอหนึ่งถ้าอยู่ต่อต้องทำหน้าที่ให้ นามสกุลแสงมรกต นั่นคือแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก ในตอนแรกใบหยกลังเลเพราะไม่อยากให้แม่ต้องลำบากแต่แม่ยืนยันอยากออกมาจากที่นั่น ใบหยกตัดสินใจจากมา เงินในกระเป๋า ในบัญชีพอจะมีบ้าง ไม่ต้องนอนกลางดินอย่างที่ทุกคนตระกูลแสงมรกตอยากให้เป็นแต่คืนนั้นยังจำติดอยู่ในใจ…สมองเธอตื้อไปหมด กอดแม่แน่นตลอดคืนเหมือนเด็กๆ
ฟ้าประดับไปด้วยดวงดาวสวยงามแต่หัวใจเธอมืดมิดเหมือนถนนหนทางไร้ไฟฟ้า ไร้ผู้คน
งานเผาพ่อก็ไม่ได้ไป ถูกกีดกันทุกอย่าง ได้แต่ไปแอบชะเง้อมอง ช่างน่าเวทนาตนเอง ส่วนแม่นั้นเธอรู้ดีเจ็บปวดยิ่งกว่า
สายตาที่เคยสวยของแม่บัดนี้ไร้การมองเห็นเพราะโดนกระจกบาดเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นไม่ใช่แค่เรื่องพ่อและแม่ที่ทำให้สะเทือนใจ ผู้ชายอีกคนที่ใบหยกหวังสร้างชีวิตร่วมกันก็หายสาบสูญไป
จมหายไปกับทะเลคลั่งในเช้าวันนั้น หรือจมอยู่ใต้ธุลีดินที่ไหนสักแห่งไม่อาจรู้…
พี่หินผาอยู่ที่ไหน หยกขอโทษแม้แต่ร่างพี่หยกก็หาไม่เจอ?
คำถาม คำขอโทษซ้ำซากไม่เคยหายไปไหน ใบหยกแหงนมองเพดานบ้านซ่อนน้ำตา
“หยกเหรอ”
ใบหยกขยับตัวเดินเข้าไปหาแม่ “จ้าหยกเอง แม่อย่าเดินสิจ๊ะ อยากได้อะไรเรียกหยกนะคะ”
“หนูเหนื่อยทั้งวัน แม่ไม่อยากรบกวน หยกปล่อยแม่ให้คุ้นชินกับตัวเองเถอะลูก ไปทำงานของลูกเถอะ แค่หาเงินก็เหนื่อยพอแล้ว”
นางแก้วเก้า อายุ 50 ปี ผมซึ่งเคยดำสนิท ยาวสลวยเป็นเงางามบัดนี้เป็นสีดอกเลา ห้อมล้อมวงหน้ารูปไข่ขาวซีด นางปลดมือเล็กลูกสาวช้าๆ พยายามไต่กำแพงบ้านด้านในไปนั่งที่โซฟา คนเป็นลูกยืนมองน้ำตาคลอ…หยกจะหาเงินที่ไหนมารักษาแม่ให้หาย หยกมันไม่ได้เรื่องจริงๆ อย่างที่คนบ้านพ่อปรามาสไว้
“คุณหนูกำมะลออย่างแกคงได้อดตายแน่ ไม่มีพ่อแล้ว ฉันล่ะสะใจนัก”
คำพูดเหล่านั้นดังก้องหู…แม่เดินไปนั่งที่โซฟาหลับตาเหมือนอยากพักผ่อน ใบหยกเดินเข้าไปในครัว เธอต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด รีบเตรียมอาหารแต่ไม่วายชำเลืองมองแม่
ชีวิตที่ผ่านมาของแม่เธอจะโทษใครดี พ่อ แม่ หรือย่า ซึ่งกีดขวางความรักที่เกิดขึ้น ย่าช่างใจดำหาผู้หญิงอีกคนมาแต่งงานกับพ่อแม้รู้ว่าตอนนั้นแม่กำลังจะคลอดเธอ
ชีวิตในอดีตสาหัสสากรรจ์มาพอแล้ว อดีตที่เจ็บปวดเธอควรพยายามลืม เพื่อวันข้างหน้าที่รออยู่ หญิงสาวเดินไปถอดปลั๊กหมอข้าวไฟฟ้าเพื่อเตรียมตัวตั้งโต๊ะ
สองมือวุ่นกับมื้ออาหาร เมื่อก่อนไม่เคยหยิบจับของพวกนี้ ชีวิตเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน หญิงสาวป้ายเหงื่อที่ใบหน้าเดินไปหยิบจานข้าว
“แม่มากินข้าวได้แล้ว ไหนว่าเก่งถ้าอย่างนั้นเดินมาหาหยกเองนะ”
“หยกจะไปทำงานช่วงบ่ายใช่ไหมวันนี้” แม่ใช้ไม้เท้านำทางมายืนใกล้โต๊ะ ใบหยกตอบว่าใช่ ถามแม่ว่ามีอะไรหรือเปล่า
“ตอนนี้ก็เกือบได้เวลางานลูกรีบกินข้าวแล้วไปเถอะไม่ต้องห่วงแม่หรอกนะ”
ใบหยกนั่งลงตรงข้ามโต๊ะไม้ขนาดเล็กซึ่งมีสี่ที่นั่ง เธอตักอาหารใส่จานให้แม่ ตนเองก็รีบกินเพราะต้องไปทำงานให้ตรงเวลา ไม่ลืมบอกแม่ให้ดูแลตัวเองเพราะอีกสองวันเธอจะกลับขึ้นฝั่ง
ข้าวแกง อาหารง่ายๆ เธอคุ้นชินกับมันแล้วแต่ จะมีความสุขแค่ไหนนะ ถ้าตรงหน้าเธอ คือแม่ที่สดใส สวยสง่าอย่างเมื่อก่อน แม้เงินทอง ความสุขสบายอย่างอื่นจะไม่มี ขอเพียงรอยยิ้มก็พอให้ชื่นใจ
ใบหยกก้มหน้าคิดว่ามันยากเย็นและลืมตัวคิดว่าแม่จะเห็นเมื่อน้ำตาหยดแหมะลงบนโต๊ะกับข้าว
“แม่ยังไงป้าพุฒตาลก็มาอยู่เป็นเพื่อนนะอย่าห่วงเลย”
แม่นั่งเงียบเพราะไม่เห็นด้วยที่เธอต้องเสียเงินทองจ้างคนมาดูแลแม้อาทิตย์ละไม่กี่วันก็เถอะ ใบหยกไม่อยากพูดเรื่องนี้ซ้ำรีบอาบน้ำวิ่งไปอาบน้ำ
ต้องเหนื่อยสักเท่าไหร่เธอไม่มีวันเปลี่ยนใจเรื่องป้าพุฒตาล
เฟอรารี่ขนาดกลางบรรจุผู้โดยสารได้ 400 คนกำลังล่องข้ามฟากไปยังเกาะสมุย ใบหยกอยู่ในร้านมินิมาร์ท ใส่ชุดยูนิฟอร์ม เชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ วันนี้สายลมพัดแรงหญิงสาวได้เวลาพักก็เดินถือน้ำดื่มไปยืนคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว
งานที่ทำอยู่คือความช่วยเหลือจากเพื่อนรัก ไม่อย่างนั้นชีวิตเธอคงอยู่แต่ในบ้านเหมือนคนอมทุกข์ตลอดสามปีที่ผ่าน
“แกจะตายตามพี่หินอะไรนั่นไปทำไม โง่เสียจริง คิดสิ ถ้าแกตายแกจะทิ้งแม่ตาบอดให้ผจญโลกนี้เพียงลำพัง แกมันโง่ สมแล้วที่โดนคนบ้านพ่อแกเนรเทศออกมา”
ต้องขอบใจชาคริยา อโนทัย คุณหนูผู้ร่ำรวยที่ไม่เคยทิ้งกัน แม้ออกจากบ้านย่าไม่บอกกล่าวเพื่อนยังตามหาตนจนพบและพามาทำงานด้วย
คำพูดอาจจะบาดจิตบาดใจแต่คือความจริงที่ทำให้เธอลุกขึ้นสู้ชีวิต “ฉันยังเรียนไม่จบเลยพ่อแม่เธอจะว่ายังไง”
ตอนแรกลังเลแต่เพื่อนสร้างความมั่นใจ ด้วยการพาไปหาคุณลุงคุณป้า ท่านเมตตาทุกอย่าง เรื่องแม่ตาบอดก็อยากช่วยเหลือแต่ใบหยกไม่อยากรบกวนจนเกินไป เพียงขอเพื่อนทำงานที่ไม่มีคนพลุกพล่านมาก หมายถึงไม่อยู่ในแวดวงคนที่เคยรู้จัก จนได้มาเป็นแคชเชียร์ในเรือและมันเป็นงานที่ไม่ต้องยุ่งกับใครอย่างที่หวัง
คิดอะไรเรื่อยเปื่อยเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งมาชวนไปกินข้าว เธออบใจบอกว่าอิ่ม ทั้งที่ไม่หิว เพื่อนเดินจากไปใบหยกเดินไปล้างแก้วน้ำ พาไปเก็บในล็อกเกอร์ และไปห้องน้ำส่องกระจกนิดหน่อยเพื่อความมั่นใจและรีบกลับไปทำงาน
งานที่นี่ไม่ได้เหนื่อยมากมายเพียงแต่ต้องทนมองท้องทะเลทุกเมื่อเชื่อวันแต่การไม่มีจะกินมันน่ากลัวกว่ามากและนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ใบหยกสามารถกล้ำกลืน ทนทำงานมานาน
