1. สมบัติชิ้นสุดท้าย
ณ อาคารไม้ที่เคยสง่างามแห่งหนึ่ง ยามนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าร้างผู้คน รอบบริเวณมีซากปรักหักพังของข้าวของเครื่องใช้ วางระเกะระกะทั่วทุกมุมเขตเรือน
เจียวซูหลันวัยสิบหกปี ยืนมองภาพเบื้องหน้าพลางถอนหายใจยาว ‘นี่หรือคือสมบัติที่มารดาเจ้าของร่างทิ้งไว้ให้ ทำไมมันดูทรุดโทรมราวกับบ้านผีสิงแบบนี้ล่ะ’ นึกในใจพลางยิ้มแหย
เมื่อรู้สึกได้ถึงแรงดึงที่ชายเสื้อนางจึงก้มลงมามอง “พี่หญิง เราจะอยู่ที่นี่จริงหรือ” เสียงใสของเด็กน้อยวัยห้าขวบเอ่ยถาม แววตาที่มองไปยังเรือนด้านหน้า ดูหวั่นวิตกเป็นอย่างมาก
“ไม่อยู่ที่นี่แล้วจะไปอยู่ที่ไหน เราไม่มีที่ไปแล้วนะ” ร่างบอบบางยอบกายลงมาเอ่ยกับน้องชายที่มีหน้าตาน่ารักน่าชัง
“เราเช่าบ้านอยู่ไม่ได้หรือ ข้าว่าที่นี่ต้องมีผีแน่ ๆ” เด็กน้อยบอกอย่างที่คิด พลางก้มหน้าไม่กล้าหันไปมองภาพวังเวงอีก
“นั่นสิขอรับคูณหนู ท่านจะอยู่ที่นี่จริงหรือ” ลุงโม่เอ่ยถาม เขาคือพ่อบ้านที่ขอตามมารับใช้ทั้งคู่ด้วย
และยังมีบ่าวอีกหกคนเป็นชายสี่หญิงสอง ซึ่งทั้งหมดยังมีสัญญาทาสกับตระกูลนี้ ใจจริงพวกเขาก็ไม่อยากตามมานัก แต่เพราะเลือกไม่ได้ จึงต้องหอบข้าวของตามสตรีที่เอาแต่ใจผู้นี้มา ไม่รู้วันหน้าชะตาของพวกเขาจะเป็นเช่นไร
ทว่าสตรีเอาแต่ใจผู้นั้นได้ตายจากไปตั้งแต่สิบวันก่อนแล้ว ในช่วงที่เดินทางนางเกิดลื่นตกน้ำตอนที่ลงไปล้างหน้า ในยามนั้นผู้เป็นมารดาได้ลงไปช่วยบุตร แต่เนื่องจากทั้งคู่ว่ายน้ำไม่เป็นจึงทำให้จมไปด้วยกัน กว่าจะช่วยขึ้นมาได้สองแม่ลูกก็สิ้นใจไปแล้ว
แต่ต่อมาเจียวซูหลันกลับฟื้นคืนชีพ
ทว่าผู้ที่ตื่นขึ้นมามิใช่คนเดิม นางคือนักขายออนไลน์ฝีมือฉมังวัยสามสิบปี เจ้าเล่ห์ หลอกล่อเก่ง และยังขี้ตระหนี่เป็นที่สุด
ซูหลันหันกลับมาหาทุกคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง สีหน้าแต่ละคนดูหวาดหวั่นไม่น้อย “เงินเรามีจำกัด หากเช่าเรือนอยู่จะยิ่งทำให้เงินที่มีหร่อยหรอลงไปอีก แต่ก่อนยังมีเงินเดือนท่านพ่อคอยจุนเจือ มีสมบัติเก่าให้ขายกิน เมื่อท่านพ่อตายเราก็ไม่เหลือสิ่งใด ซ้ำยังถูกบ้านใหญ่หุบสมบัติไปอีก บัดนี้สมบัติที่มีก็เหลือเพียงเรือนแห่งนี้ที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้เท่านั้น ข้าจะปรับปรุง...เอ่อ…ตบแต่งที่นี่ใหม่ จะเปิดเป็นโรงเตี๊ยมเพื่อหาเงิน ฉะนั้นเราต้องอยู่ที่นี่เท่านั้น จึงจะทำธุรกิจ...ไม่ใช่สิ การค้าที่ไม่ต้องลงทุนมากได้”
“เปิด...เปิดโรงเตี๊ยมหรือขอรับ” ลุงโม่เอ่ยพร้อมทำตาโต
“ใช่ ข้าจะทำที่นี่ให้กลายเป็นโรงเตี๊ยม ใช้เป็นที่หาเงินหลักสำหรับเลี้ยงดูครอบครัวของเรา” นางกล่าวเสียงดัง
“คุณหนู ท่านหรือเจ้าคะจะเปิดโรงเตี๊ยม ท่าน...เอ่อท่าน” เจียวหลิงไม่กล้าเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
ซูหลันมองสาวใช้ที่เคยถูกมือไม้เจ้าของร่างตบตีอยู่บ่อยครั้งอย่างเข้าใจ แม้นางจะเป็นคนอื่นที่มาใช้ร่างนี้แทน
ทว่าความทรงจำเจ้าของร่างยังคงอยู่ครบหมด
นางรู้ดีว่าเจ้าของร่างเป็นคนไม่เอาไหนเพียงใด นิสัยก็เอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง ซ้ำยังชอบตบตีบ่าวรับใช้จนบางคนศีรษะแตกก็มี
เมื่อตนบอกว่าจะเปิดโรงเตี๊ยมย่อมไม่มีใครเชื่อแน่
“ข้ารู้ว่าแต่ก่อนตนเองเป็นคนเอาแต่ใจมาก ไม่เอาไหนแม้แต่เรื่องมารยาทของสตรี ทว่านับจากนี้ เจียวซูหลันผู้นั้นจะไม่มีอีกแล้ว จะมีแต่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาเลี้ยงดูพวกเจ้าเท่านั้น ทว่าทั้งหมดทั้งม้วน พวกเจ้าก็ต้องลงมือช่วยข้าด้วย เอาล่ะ…เก็บกวาดทำความสะอาดเสีย ค่ำคืนนี้จะได้มีที่นอน” ใบหน้าจิ้มลิ้มของคุณหนูรองตระกูลเจียวบ้านนายท่านสามเผยยิ้มอ่อนให้อย่างเป็นกันเอง ท่าทางของนางช่างต่างจากแต่ก่อนนัก
“หากทำการค้าเราคงต้องแจ้งทางการก่อนนะขอรับ”
“เรื่องนี้ข้ารู้ ลุงโม่อย่าได้ห่วงเลยข้าเตรียมการณ์ไว้แล้ว ขอแค่เราจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมเปิดรับแขกก็พอ ที่เหลือข้าจะจัดการเอง ไปเถิด บ่ายมากแล้วประเดี๋ยวคืนนี้จะไม่มีที่นอน”
ลุงโม่ผู้ซื่อสัตว์ภักดีต่อบ้านนายท่านสามยืนนิ่งเล็กน้อย เพราะตั้งแต่เขารับใช้เรือนนี้มา พ่อบ้านวัยสี่สิบกว่ายอมรับว่าเขาไม่เคยเห็นคนที่คิดการรอบคอบเท่านี้มาก่อน แม้แต่นายท่านที่ล่วงลับไปเมื่อสี่เดือนก่อน ก็ยังต้องพึ่งพาแต่ความคิดของพี่ชาย ทำสิ่งใดก็ต้องรอให้ทางนั้นแนะนำ คิดเองไม่เคยได้เลย
และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ภรรยากับบุตรต้องระเหเร่ร่อนออกมาจากตระกูลเจียว โดยไม่ได้สิ่งใดติดตัวมานอกจากสมบัติเก่าของหนี่เซียว มารดาของเจียวซูหลัน
“ได้ยินคุณหนูบอกแล้วนะ พวกเจ้ารีบไปทำความสะอาดเรือนกันได้แล้ว” ลุงโม่หันมาสั่งทุกคน ก่อนจะเดินนำเข้าไปด้านใน
จากนั้นคนทั้งเก้ารวมเจ้าตัวน้อยก็ช่วยกันเก็บกวาดเรือนนอนที่อยู่ทางด้านหลัง เพื่อใช้เป็นที่หลับนอนในค่ำคืนนี้ เนื่องจากพวกเขาเดินทางมาถึงก็บ่ายคล้อยมากแล้ว จึงต้องรีบจัดการ
ซูหลันยืนมองภายนอกของอาคารไม้ แม้มันจะดูทรุดโทรมเพราะขาดการดูแลรักษามาเป็นเวลานาน แต่ตัวโครงสร้างยังคงแข็งแรงมั่นคงทุกจุด เนื่องจากสร้างด้วยไม้เนื้อดีมีคุณภาพ
เพียงแต่ถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับหนา มีหยากไย่ปกคลุมตามมุมต่างๆ และร่องรอยความชื้นที่ซึมเข้ามาตามผนังบ้างเท่านั้น
เรือนแห่งนี้มีบริเวณกว้างขวางพอสมควร มีส่วนอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระเบียบ รวมถึงเรือนนอนด้านหลังที่พวกเขากำลังเร่งทำความสะอาด ด้านหน้าเป็นเรือนใหญ่แต่ก่อนคงเป็นห้องโถงไว้ใช้รับรองแขก หากปัดกวาดและปรับปรุงแล้วเปลี่ยนมาเป็น ร้านอาหารที่ใช้ต้อนรับลูกค้าย่อมดีมากแน่
ซูหลันเดินสำรวจพื้นที่รอบๆ อย่างพิจารณา ด้านข้างกำแพงเรือนทางทิศตะวันตกมีห้องครัวแยกออกมาต่างหาก และด้านหลังสุดเป็นสวนรกร้างที่มีพงหญ้าแห้งตายปกคลุม คงมีแค่ต้นพุทราสองต้นเท่านั้นที่ยังคงยืนต้นเขียวขจีอยู่
บริเวณนี้หากตัดแต่งกิ่งไม้และดายหญ้าออก ก็จะเผยให้เห็นความร่มรื่นที่ดูเป็นระเบียบมากขึ้น ใช้เป็นสวนหย่อมสำหรับลูกค้าที่เข้ามานั่งดื่มชา ปูเสื่อแล้วก็ทำโต๊ะต่ำ ๆ ไว้ให้นั่ง ชมนกชมไม้ รับรองว่าแขกที่แวะเข้ามาจะต้องเพลิดเพลินใจมากแน่
“ยังดีที่แม่เจ้าของร่างทิ้งสมบัติไว้ให้ ชีวิตในโลกใบใหม่เลยไม่ต้องกระเสือกกะสนมากนัก” หญิงสาวยืนพึมพำอย่างพอใจ
เมื่อเดินสำรวจไปทั่วทั้งเรือน นางก็ย้อนไปที่เรือนพักทางด้านหลัง เพื่อดูว่าทำความสะอาดกันไปถึงไหนแล้ว
ทุกคนต่างก็แบ่งหน้าที่ทำงานอย่างรวดเร็ว โดยบ่าวชายทั้งสี่คน ซึ่งมีนามว่า อาซื่อ อาอู่ อาหยาง อาชี รับหน้าที่ขนย้ายข้าวของที่แตกหักเสียหายออกไปกองด้านนอก บางคนกวาดพื้น ปัดฝุ่นตามผนัง มีลุงโม่คอยควบคุมและช่วยยกของหนัก
ส่วนบ่าวหญิงสองคน เจียวหลิงแยกไปทำอาหารง่าย ๆ ส่วนเจียวอีกำลังเก็บกวาดห้องนอนให้ผู้เป็นนาย
“หมิงเล่อ นั่งเล่นตรงนี้ก่อนนะ อย่าไปจับอะไรเข้าล่ะ ข้าวของยังไม่ได้ทำความสะอาดมันสกปรกเข้าใจหรือไม่” ซูหลันสั่งน้องชายพลางยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กให้ เด็กชายรับผ้ามาถือไว้อย่างเชื่อฟัง ก่อนจะนั่งลงมองพี่สาวเดินเข้าไปช่วยสาวใช้ทำงาน
เจียวอีที่เห็นผู้เป็นนายมาช่วยปัดกวาดเช็ดถูก็ยืนมึนงง
อย่าว่าแต่มาช่วยเช่นนี้เลย ขนาดเวลาทำความสะอาดเรือนที่ทำอยู่ทุกวัน คุณหนูรองเจียวยังไม่เคยเข้าใกล้เลย ทว่าครานี้กลับยอมมาช่วยโดยไม่บ่นสักคำ และยังดูคล่องแคล่วอีกต่างหาก
