
บทย่อ
ก็แค่เปลี่ยนจากมีดสปาต้า แล้งหันมาจับมีดแกะสลัก มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว เพื่อผู้ชายแล้วเธอของัดมารยาหญิงมาใช้หน่อยแล้วกัน
บทนำ
ฝึบๆๆๆ มีดเล่มเล็กถูกขว้างออกไปรัวๆ ตามมาด้วยเสียงร้องโอดครวญของคนดวงซวยที่ดันมาขวางทางมีดซะได้
“โว้ว! ยังแม่นเหมือนเดิม ถือว่าไม่เสียแรง” ญาณินมองผลงานตัวเองแล้วก็ยิ้มภาคภูมิ
“พวกมึงเป็นใคร มาเสือกอะไรด้วยวะ” หนึ่งในนั้นตะโกนถามด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
“เป็นเซเลอร์มูนมั้ง รู้จักไหม ตัวแทนแห่งดวงจันทร์จะลงทัณฑ์แกเองน่ะ” เธอแกล้งยียวนตามประสาคนขี้เล่น
“โธ่! คุณหนูมันใช่เวลาไหมครับเนี่ย” ชวินหันมาโอดครวญ
“แหมก็จังหวะมันได้อะ โอเคๆ จริงจังแล้วก็ได้” เห็นชวันพี่ชายฝาแฝดของชวินหันมาตำหนิทางสายตา เธอจึงรีบปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึมแล้วตะโกนกลับไป
“ไม่ได้จะเสือก แค่ผ่านมาพอดี เห็นพวกแกหมาหมู่รุมคนไม่มีทางสู้ ฉันก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยสิ เคยได้ยินไหม...พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ถึงไม่ใช่สไปเดอร์แมน แต่ก็ทวงความยุติธรรมแทนได้โว้ย”
“ให้ตายสิ! ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าให้เพลาๆ เรื่องหนังซุปเปอร์ฮีโร่” ชวินถึงกับกุมขมับเมื่อคุณหนูของพวกเขาไม่หยุดเล่นสักที
“สถานการณ์ตึงเครียด แต่ดันเป็นคนติดตลก เฮ้อ! ทางนี้จะตายแหล่ไม่ตายแหล่ แต่ทางนั้นกลับปล่อยมุกกันครืนๆ” ครามที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม ไม่ต่างจากเจ้านายอย่างตุลญะบ่นพึมพำกับความขี้เล่นของซุปเปอร์ฮีโร่ กระทั่งได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ว่านั่น
“แม่เจ้า!” ครามถึงกับอุทานอ้าปากค้าง เมื่อได้เห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ กระโดดฟาดแขนฟาดขาพร้อมกับขว้างมีดในมือด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง ผิดกับบุคลิกรูปร่างหน้าตา
แต่ให้ตายเถอะ เธอกลับดูมีเสน่ห์ในสายตาของตุลญะ จนเขาเผลอมองตาค้าง โดยเฉพาะเมื่อแสงไฟจากถนนส่องกระทบให้เห็นหน้าหวานๆ ของเธอชัดๆ โลกทั้งโลกราวหยุดหมุน รู้สึกเหมือนมีค้อนหนักๆ ทุบลงมาบนหัวให้เขาราวกับตกอยู่ในภวังค์ กระทั่ง...
“เอ้าเฮ้ย! สองคนนั้นน่ะจะยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า รีบเผ่นสิ” เสียงตะคอกของเธอทำเอาคนที่กำลังเคลิ้มถึงกับสะดุ้งหลุดจากภวังค์
“งั้นเรารีบไปกันเถอะครับนาย” ครามว่าพลางประคองเจ้านายไปอีกทาง แต่รายนั้นกลับขืนตัวไว้
“ไม่ได้ สามคนนั้นอุตส่าห์มาช่วย จะให้ฉันหนีเอาตัวรอดไปเฉยๆ ได้ไง ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวนะเว้ย ฉันจะไปช่วย”
“ดูจากสภาพเราตอนนี้น่าจะไปเป็นภาระเขามากกว่า อีกอย่างถึงไม่ช่วย คนพวกนี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสามคนนั้นหรอกครับ ไม่เชื่อนายดูโน่น” ครามบุ้ยใบ้ให้ตุลญะหันไปมองภาพที่สาวน้อยหน้าตาน่ารักค้ำแขนทั้งสองข้างบนไหล่ของชายร่างสูงทั้งสองที่มาด้วยกัน ก่อนเทคตัวกระโดดถีบคู่ต่อสู้จนล้มหงาย
“แม่เจ้า! อย่างกับหลุดมาจากฉากหนังบู๊ในละคร นี่สินะผู้หญิงที่ปกป้องเราได้” ครามพึมพำก่อนหันไปมองหน้าเจ้านายที่ดูเหมือนจะถูกเธอสะกดอีกครั้ง
“นายครับ...นาย” คนถูกเรียกหันมาตำหนิด้วยสายตา ก่อนจะหันกลับไปมองทางเดิม ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะสามารถดึงดูดความสนใจจากเขาได้มากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะเมื่อชุดราตรีสีหวานยาวกรอมเท้าที่เธอใส่สะบัดพลิ้วไปมา เผยให้เห็นเรียวขาวับๆ แวมๆ แต่แล้วเสียงกรี๊ดก็ทำให้เขาตื่นจากภวังค์
“กรี๊ด...” เสียงกรีดร้องของสาวน้อยหน้าหวานทำให้บอร์ดี้การ์ดหนุ่มแทบถลาเข้าไปหา ไม่เว้นแม้กระทั่งตุลญะที่ทำท่าจะโผเข้าไปด้วย แต่ก็ถูกครามรั้งเอาไว้ซะก่อน จึงทำได้แค่ยืนมองอยู่ไกลๆ
“เกิดอะไรขึ้นครับคุณหนู” ชวินเจ้ามาถามด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“งานเข้าแล้วพี่ ดูนี่สิ” เธอบอกพลางหันให้อีกฝ่ายดูชายกระโปรงที่ขาดลุ่ย
“งานเข้าจริงด้วย” ชวินเห็นแล้วก็โอดครวญ ในขณะที่ชวันก็ทำหน้าคิดหนัก
“จะให้เปลี่ยนตอนนี้ก็คงไม่ทัน อีกอย่างนี่ก็ดึกแล้วด้วย คงไม่มีห้องเสื้อที่ไหนเปิดแล้ว แต่ถ้าให้ไปในสภาพนี้คุณท่านคงไม่ชอบใจ เผลอๆ คุณหนูจะโดนกักบริเวณเอาได้” คนที่ได้ยินว่าจะถูกกักบริเวณถึงกับทำหน้ายุ่ง ประจวบเหมาะกับที่คู่อริฉวยโอกาสจะเข้ามาทำร้ายพอดี คนที่กำลังโมโหจึงหันขวับไปมองตาขวาง
“เพราะพวกแกเลย ทำชุดฉันพังหมดแล้วเนี่ย ถ้าโดนกักบริเวณ ฉันจะกลับมาคิดบัญชีกับพวกแกรายตัวเลย มาสิ ใครกล้าเข้ามาแม่จะแทงให้พรุน เอาให้หมอไม่รับเย็บเลยคอยดู” คนที่กำลังเดือดดาลชูมีดกราดชี้หน้า ทำเอาพวกที่กำลังจดๆ จ้องๆ จะเข้ามาทำร้ายพากันชะงักเท้า กระทั่งถอยร่นไปจนหมด
“ทีนี้จะเอาไงกันดีครับคุณหนู” หลังจากศัตรูพากันหนีหาย ชวินก็หันไปถามคนที่ยังทำหน้ายุ่ง
“ทำอะไรไม่ได้แล้ว งั้นก็เอางี้แล้วกัน” สิ้นเสียงเธอก้มลงไปฉีกทึ้งชายกระโปรงที่มันหลุดลุ่ยทิ้ง ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของพวกหนุ่มๆ โดยเฉพาะตุลญะที่ทำท่าจะเดินเข้าไปหา แต่ก็ต้องชะงักเท้าเพราะการกระทำของเธอ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่เธอพูดเป็นภาษาไทย มันทำให้เขาตกใจแกมดีใจ ตั้งใจจะสาวเท้าเข้าไปหา แต่...
“ไปกันพี่ ก่อนที่หัวจะหลุดจากบ่า” เธอกับพวกหันหลังแล้วก้าวฉับๆ จากไป
“แล้วสองคนนั้นล่ะครับคุณหนู” ชวันอดถามไม่ได้
“ช่างสองคนนั้นก่อนเถอะ ตอนนี้เอาตัวเองให้รอดก่อน เงาหัวจะไม่มีกันอยู่แล้วเนี่ย” เธอบอกโดยไม่หันกลับไปดูคนที่ตัวเองเพิ่งช่วยเลยด้วยซ้ำ
“ก็เพราะใครล่ะครับ” ชวินยอกย้อนทันที
“โอเคๆ ฉันผิดเอง...” เสียงเธอที่ดังห่างออกไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่ยังยืนอยู่ด้านหลังได้แต่ครางออกมา
“เดี๋ยวสิ” ตุลญะได้แต่มองตาม ก่อนก้มหยิบเศษผ้าที่เธอทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าขึ้นมา
“มองตามขนาดนี้ อย่าบอกนะครับว่าชอบเขาแล้ว” คนถูกถามเพียงปรายตามามองโดยไม่พูดอะไร
“ให้ตายสิ! ทำไมเป็นคนใจง่ายแบบนี้เนี่ย เจอหน้ากันไม่เท่าไหร่ แถมยังมืดจนเห็นแค่รางๆ อีกต่างหาก แต่...” ยังไม่ทันจะพูดต่อ คนเป็นเจ้านายก็เถียงขึ้นมาทันควัน
“ฉันเห็นเขาชัดเจนเลยต่างหาก ชัดจนไม่มีวันลืมเลยล่ะ” เขาว่าพลางหยิบเศษผ้าในมือขึ้นมามองด้วยความอาลัย
“อาการหนักนะเนี่ย ผมว่านายอย่าเพิ่งใจร้อนเลยครับ เรื่องแบบนี้จะบุ่มบ่ามไม่ได้ ลองไปให้หมอเช็กสมองดูก่อน บางทีอาจจะเป็นเพราะโดนทำร้ายจนสมองกระทบกระเทือนก็ได้ นายก็เลยรู้สึกแบบนั้น” ตุลญะหันขวับมามองตาขวาง
“โอ๊ะ! มองแรงขนาดนี้ ดูเหมือนคนที่กำลังมีปัญหาน่าจะเป็นผมแล้วแหละ โอเค ผมจะเป็นคนไปหาหมอเองก็ได้ ว่าแต่ถึงนายชอบเขาจริง แต่ก็ใช่ว่าจะเจอกันได้ง่ายๆ เพราะโลกคงไม่กลมขนาดนั้น หรือต่อให้พยายามหาก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั่นแหละ เพราะแม้แต่ชื่อเขานายก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ”
“อย่างน้อยฉันก็รู้ว่าเขาเป็นคนไทย แล้วฉันก็มีนี่” เขาชูเศษผ้าในมือแล้วเดินออกไป
“เป็นของที่ระทึกที่ทำให้นึกถึงวีรกรรมได้ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาดูสินะ แม่เจ้า! กูควรกลัวอะไรก่อนดีวะเนี่ย” ครามพึมพำก่อนรีบสาวเท้าตามเจ้านายไป
