#บทที่ 1 : รสชาติของคาวเลือด
กลิ่นคาวเลือด
ช่างหอมหวานยวนใจเสียเหลือเกิน
มันคือกลิ่นแรกที่ข้าจดจำได้ในฐานะ ‘ไป๋หลิวหลี’ กลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบเถื่อนของปีศาจให้ตื่นขึ้นมาจากความตาย กลิ่นที่ชะโลมดวงวิญญาณดวงเก่าซึ่งแตกสลายไปแล้วให้หลอมรวมขึ้นใหม่ในร่างของแมวขาวตัวกระจ้อยร่อย
ในชาติภพก่อน ข้าเป็นเพียงแมวจรจัดอนาถา ถูกเด็กรังแก ถูกหมาไล่กัด ถูกผู้คนสาดน้ำไล่ตะเพิด ความทรงจำสุดท้ายของชีวิตอันไร้ค่านั้น คือความเจ็บปวดแสนสาหัสและร่างที่นอนจมกองเลือดเหนียวเหนอะของตนเองอยู่ข้างกำแพงโทรมๆ ทว่าบางทีสวรรค์อาจมีตาแต่ไร้แก่นสาร หรือนรกอาจต้องการเพิ่มประชากรปีศาจก็มิอาจทราบได้ ดวงจิตของข้าจึงถูกปลุกขึ้นอีกครั้งในร่างเดิม แต่กลับมีดวงตาสีชาดราวโลหิตสดใหม่ พร้อมกับความหิวกระหายในพลังอย่างรุนแรง
พลังที่เรียกว่า ‘ปราณ’ ของสิ่งมีชีวิต
ข้าไม่ใช่แมวจรจัดธรรมดาอีกต่อไป ข้าคือ ‘แมวกลืนวิญญาณ’ ปีศาจชั้นต่ำที่ต้องสูบกินพลังชีวิตและไอสังหารเพื่อบำเพ็ญตบะ หากวันใดสะสมพลังได้มากพอ ข้าจะสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงร่างโปร่งแสงในยามราตรีที่ต้องคอยหลบซ่อนผู้คนอีกต่อไป
และวันนี้ กลิ่นอายแห่งความตายที่เข้มข้นที่สุดในรอบหลายเดือนก็โชยมาตามลม ปลุกเร้าข้าที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกมืดให้ต้องออกมาเสาะหาต้นตอ มันเป็นกลิ่นที่ซับซ้อนยิ่งกว่ากลิ่นเลือดของสัตว์เล็กๆ ที่ข้าเคยล่า กลิ่นนี้เจือด้วยความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และที่สำคัญที่สุด เจือด้วยไอสังหารอันเกรี้ยวกราดรุนแรงของผู้เป็นนายเหนือหัว
ข้ากระโดดขึ้นไปบนหลังคาสีเข้มอย่างแผ่วเบา สี่เท้าก้าวไปตามกระเบื้องดินเผาอย่างเงียบกริบราวกับภูตผี ดวงตาสีเลือดหรี่ลงพลางกวาดมองเบื้องล่าง ที่นั่นคือลานกว้างใจกลางเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนสภาพให้เป็นลานประหารไปแล้ว ฝูงชนยืนมุงดูอยู่ห่างๆ ด้วยใบหน้าซีดเผือดระคนใคร่รู้ ทหารในชุดเกราะยืนคุมเข้มเป็นระเบียบ ตรงกลางลานมีแท่นไม้สูงตั้งตระหง่าน บนนั้นมีร่างของบุรุษหลายสิบคนในชุดนักโทษคุกเข่าเรียงราย ศีรษะตกต่ำ รอรับชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกหนีได้
กลิ่นแห่งความตายคละคลุ้งจนข้าแทบสำลักในความสุขสม ภายในใจคิดว่านี่ช่างเป็นงานเลี้ยงชั้นเลิศเลยเสียจริง
แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของข้ามากกว่านักโทษที่กำลังจะกลายเป็นอาหารมื้อโอชะนั้น ก็คือบุรุษผู้ยืนอยู่บนแท่นสูงสุดเพียงลำพัง
เขาสวมอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นทองเป็นลายมังกรเก้าเล็บอย่างองอาจสง่างาม เส้นผมสีนิลถูกรวบขึ้นด้วยกวานหยกขาว เพียงแผ่นหลังตั้งตรงก็แผ่รังสีแห่งอำนาจบาตรใหญ่และความน่าเกรงขามออกมาจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เมื่อเขาหันข้างมาเล็กน้อย ข้าจึงได้เห็นเสี้ยวหน้าอันหล่อเหลาคมคายหมดจดราวกับสวรรค์ปั้นแต่ง คิ้วกระบี่พาดเฉียงขึ้น ดวงตาเรียวคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักบางที่เม้มสนิทเป็นเส้นตรง ทว่าสิ่งที่ทำให้ข้าตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้นยินดีกลับไม่ใช่รูปโฉมของเขา
แต่เป็น ‘ปราณสังหาร’ ที่เดือดพล่านอยู่รอบกายเขาราวกับพายุคลั่ง
มันรุนแรง เข้มข้น และบริสุทธิ์ยิ่งกว่าไอสังหารใดๆ ที่ข้าเคยสัมผัสมาตลอดชีวิตการเป็นปีศาจ มันไม่ใช่แค่พลังที่เกิดจากการฆ่าคน แต่เป็นไออำมหิตที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือด ของกระดูกทุกชิ้น และในทุกลมหายใจเข้าออกของบุรุษผู้นี้ เปรียบได้กับแหล่งรวมพลังงานชั้นยอด ทั้งยังเด่นชัดว่าจะเป็นโอสถทิพย์ที่จะช่วยให้ข้าบรรลุเป้าหมายได้ในเวลาอันสั้นอีกด้วย
ข้าต้องเข้าใกล้เขาให้ได้ ข้าต้องได้ลิ้มรสพลังของเขา
“ชินอ๋องจ้าวเย่าเหยียนทรราชผู้โหดเหี้ยมโดยแท้” เสียงชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบกระซาบกันอยู่ด้านล่าง “กวาดล้างขุนนางตระกูลสวีจนสิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กเด็กน้อย”
“ชู่ว์ เบาหน่อยสิ เดี๋ยวหัวจะหลุดจากบ่าเอาหรอก” ชาวบ้านอีกคนปรามเสียงสั่นด้วยความกลัว
แต่คนที่แอบมองอยู่ทางไกลกลับคิดว่าชินอ๋องจ้าวเย่าเหยียนอย่างนั้นรึ นามช่างสมกับตัวตนของเขานัก
แต่ทว่าความคิดของข้าก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงทุ้มลึกกังวานที่ดังขึ้นจากบนแท่นประหาร เสียงของจ้าวเย่าเหยียนเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ และไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ทั้งสิ้น
“ผู้ใดคิดคดทรยศต่อราชบัลลังก์ล้วนมีจุดจบเพียงสถานเดียว” เขาเว้นจังหวะแล้วเอ่ยต่ออย่างช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ประหาร”
สิ้นเสียงคำสั่งอันเด็ดขาด เพชฌฆาตในชุดสีแดงฉานก็พ่นเหล้าขาวใส่ดาบเล่มใหญ่ในมือ ในขณะที่แสงอาทิตย์ยามบ่ายตกกระทบใบดาบจนสว่างวาบแสบตา ข้าหดม่านตาลงจนเป็นเส้นขีด เตรียมพร้อมที่จะสูบกลืน ‘อาหาร’ คำแรก
ฉับ…
ศีรษะของนักโทษคนแรกหลุดออกจากบ่า โลหิตสีแดงสดพวยพุ่งขึ้นฟ้าดั่งน้ำพุ ก่อนจะสาดกระเซ็นลงบนพื้นไม้จนชุ่มโชก กลิ่นคาวเลือดที่สดใหม่และอุ่นจัดลอยปะทะจมูกข้าอย่างรุนแรง พร้อมกับดวงจิตที่หลุดลอยออกจากร่างไร้วิญญาณ
อร่อย…
ข้าอ้าปากน้อยๆ สูบเอาดวงจิตอันเปี่ยมด้วยความหวาดกลัวและความไม่เต็มใจนั้นเข้ามาอย่างตะกละตะกลาม มันแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณอุ่นๆ ไหลเวียนไปทั่วร่าง ทำให้ขนนุ่มฟูของข้ารู้สึกสบายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ฉับ ฉับ ฉับ
เสียงดาบตัดเนื้อดังขึ้นไม่หยุดหย่อน ศีรษะแล้วศีรษะเล่ากลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น ดวงจิตของเหล่ากบฏกลายเป็นอาหารอันโอชะให้ข้าได้ลิ้มลองอย่างไม่ขาดสาย ข้าหลับตาพริ้ม เสพสุขกับงานเลี้ยงที่ไม่คาดฝันนี้อย่างเต็มที่ พลังปราณที่ได้รับทำให้ดวงตาสีเลือดของข้ายิ่งทอประกายเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม
ข้ามัวแต่เพลิดเพลินกับการกินจนเกือบลืมเป้าหมายหลักไปเสียสนิท เมื่อการประหารสิ้นสุดลง ข้าจึงลืมตาขึ้นอีกครั้งและจดจ้องไปยังบุรุษในชุดสีดำผู้นั้น ถึงแม้การสังหารหมู่จะจบลงไปแล้ว แต่ไอสังหารรอบกายเขากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลัก ทอดสายตาเย็นชาไปยังกองซากศพเบื้องล่าง ราวกับกำลังชมดูผลงานศิลปะชิ้นเอก
“ทูลท่านอ๋อง การประหารกบลตระกูลสวีเสร็จสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางผู้ควบคุมการประหารคุกเข่าลงรายงานเสียงดังฟังชัด
จ้าวเย่าเหยียนเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะหมุนกายเตรียมก้าวลงจากแท่น
ไม่ได้ จะปล่อยให้เขาไปเช่นนี้ไม่ได้
ข้าตัดสินใจในเสี้ยววินาที ข้าต้องเข้าไปใกล้เขา สัมผัสกับแหล่งพลังงานชั้นเลิศนั้นโดยตรง
ร่างสีขาวราวปุยหิมะของข้าทะยานลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบราวกับใบไม้ร่วงหล่น เท้าเล็กๆ ทั้งสี่สัมผัสพื้นดินที่เจิ่งนองไปด้วยเลือดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ความเหนียวเหนอะและความอุ่นของมันไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยง แต่ตรงกันข้ามมันกลับทำให้ข้ารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับได้กลับบ้าน
ข้าเดินฝ่ากองเลือดและซากศพเข้าไปอย่างทระนง ไม่สนใจสายตาตื่นตระหนกของเหล่าทหารที่มองมายังแมวตัวน้อยผู้ไม่รู้จักความตาย เป้าหมายของข้ามีเพียงหนึ่งเดียว คือรองเท้าบูทหนังสีดำขลับที่กำลังจะก้าวพ้นขอบแท่นประหาร
“เฮ้ แมวมาจากไหน ไล่มันไป” ทหารนายหนึ่งตวาดลั่น พร้อมกับพุ่งเข้ามาหมายจะจับตัวข้า
แต่ก่อนที่มือหยาบกร้านของเขาจะมาถึงตัว ร่างสูงสง่าของจ้าวเย่าเหยียนก็ขวางไว้ เขาหยุดชะงัก ก้มศีรษะลงเล็กน้อย ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจับจ้องมาที่ข้า สิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยที่กำลังเดินลุยเลือดเข้ามาหาเขา
สายตาของเขาว่างเปล่าและเย็นชา แต่ลึกลงไปในความว่างเปล่านั้น ข้าสัมผัสได้ถึงความประหลาดใจระคนสงสัยเล็กน้อย ทุกสรรพสิ่งล้วนหวาดกลัวเขา ทุกชีวิตล้วนหลีกหนีจากกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา แต่เจ้าก้อนขนสีขาวตัวนี้กลับเดินดุ่มๆ เข้ามาหาราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ข้าหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารองเท้าบูทของเขาที่เปื้อนคราบเลือดจางๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับทรราชผู้ยิ่งใหญ่โดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย ในแววตาของเขา ข้าเห็นภาพสะท้อนของแมวขาวตัวหนึ่งที่มีดวงตาสีเลือดฉาน
แทนที่จะวิ่งหนี หรือแม้แต่ขู่ฟ่อเหมือนแมวทั่วไป ข้ากลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด
ข้าเอาศีรษะเล็กๆ ของข้าถูไถเข้ากับรองเท้าบูทของเขาอย่างออดอ้อน คลอเคลียอยู่กับกลิ่นคาวเลือดและไอสังหารที่รุนแรงนั้นอย่างหลงใหล มันคือกลิ่นที่ทรงพลังที่สุด และคือรสชาติที่หอมหวานที่สุด
ข้าได้ยินเสียงเหล่าทหารและขุนนางโดยรอบสูดลมหายใจเข้าอย่างตกตะลึง พวกเขาคงคิดว่าข้าเป็นแมวปีศาจ ซึ่งก็ไม่ผิดนัก แต่พวกเขาไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของข้าในตอนนี้ได้หรอก การได้อยู่ใกล้ชิดกับแหล่งพลังงานมหาศาลเช่นนี้ มันทำให้ทุกอณูในร่างปีศาจของข้าสั่นสะท้านด้วยความปรีดา
จ้าวเย่าเหยียนยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อย เขากำลังพิจารณาข้าอย่างละเอียดลออ ราวกับกำลังประเมินค่าของวัตถุหายากชิ้นหนึ่ง
เนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ ในที่สุดเขาก็เคลื่อนไหว
เขาย่อกายลงอย่างช้าๆ หัวเข่าข้างหนึ่งแตะพื้น แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงยามนี้โค้งลงมาหาร่างเล็กๆ ของข้า นิ้วเรียวยาวอันเย็นเยียบของเขายื่นมาทางข้าอย่างเชื่องช้า ข้ารู้ว่าเพียงแค่เขาออกแรงนิดเดียวก็สามารถบดขยี้ข้าให้แหลกคามือได้ แต่ข้ากลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณกำลังกรีดร้องบอกข้าว่าบุรุษผู้นี้จะไม่ทำร้ายข้า
ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับขนนุ่มบนศีรษะของข้าเบาๆ ความเย็นยะเยือกแล่นผ่านร่าง แต่ภายใต้ความเย็นนั้นดันเป็นพลังปราณอันอบอุ่นที่ข้าปรารถนา จนทำให้ข้าเผลอส่งเสียงครางในลำคออย่างพึงพอใจและเบียดตัวเข้าหาสัมผัสนั้นมากยิ่งขึ้น
นั่นรอยยิ้มใช่หรือไม่? ข้าเห็นเพียงแวบเดียวเท่านั้น มุมปากหยักบางของทรราชผู้ไม่เคยมีรอยยิ้มยกขึ้นน้อยๆ เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะกลับไปเรียบเฉยดังเดิม
“เจ้าตัวเล็ก” เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นข้างหู เป็นเสียงที่แผ่วเบาจนมีเพียงข้าที่ได้ยิน “ไม่กลัวตายรึ”
ข้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ก่อนจะร้อง “เหมียว” ออกมาคำหนึ่ง ซึ่งเป็นคำตอบที่มนุษย์ไม่มีทางเข้าใจ
จากนั้น ร่างของข้าก็ลอยหวือขึ้นจากพื้น เมื่อฝ่ามือใหญ่ของเขาช้อนอุ้มข้าขึ้นมาแนบอกอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่คนอย่างเขาจะทำได้ ตอนนี้ข้าตกอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษที่ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแผ่นดิน กลิ่นกายของเขาผสมกับกลิ่นคาวเลือดกลายเป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ทำให้ข้ามึนเมา ข้าซุกหน้าเข้ากับแผงอกกว้างของเขา เพื่อสูดเอาไอพลังอันเข้มข้นเข้าเต็มปอด
นี่แหละ คือสิ่งที่ข้าต้องการ
จ้าวเย่าเหยียนยืดกายขึ้นเต็มความสูง ในอ้อมแขนของเขามีแมวขาวตาสีเลือดตัวหนึ่งซุกตัวอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ซึ่งเป็นภาพที่แปลกประหลาดและขัดแย้งจนทุกคนในที่นั้นต่างนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน
เขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีก เพียงแค่ชายตามองเหล่าข้าราชบริพารด้วยสายตาเย็นชาเป็นเชิงสั่ง ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป ทิ้งลานประหารที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดไว้เบื้องหลัง
ข้าลืมตาขึ้นเล็กน้อย มองผ่านไหล่กว้างของเขาไปยังภาพเบื้องหลังที่ค่อยๆ เล็กลง ความรู้สึกของการเป็นผู้ถูกเลือก ความรู้สึกของการได้ครอบครอง ‘แหล่งอาหาร’ ชั้นเลิศแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ข้าอิ่มเอมใจยิ่งกว่าการได้สูบกลืนวิญญาณนับร้อยดวงเสียอีก
จวนชินอ๋องต่อจากนี้ไป ที่นั่นคือบ้านของข้า
ข้าจะสูบพลังของเขาจนกว่าจะพอใจ และในยามที่ข้าบรรลุเป้าหมายในการเป็นมนุษย์ เมื่อนั้นข้าก็จะจากไปอย่างอิสระ ความผูกพันคือสิ่งไร้สาระสำหรับปีศาจอย่างข้า เขาเป็นเพียงบันไดให้ข้าเหยียบย่ำขึ้นไปสู่จุดสูงสุดเท่านั้น
ใช่มันต้องเป็นเช่นนั้น
ข้าหลับตาลง ซึมซับความอบอุ่นและพลังปราณจากร่างกายของเขา พลางตอกย้ำกับตนเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“นำมันไปอาบน้ำให้สะอาด และเตรียมห้องให้ข้าด้วย”
เสียงคำสั่งเรียบๆ แต่ทรงอำนาจดังขึ้น ทำลายภวังค์ของข้า จ้าวเย่าเหยียนเอ่ยกับองครักษ์เงาที่ปรากฏกายขึ้นข้างๆ อย่างไร้เงียบ ๆ และไร้ร่องรอย
องครักษ์ผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะก้มศีรษะรับคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง”
