บทที่ 1 สวมร่างนางร้ายเว่ยหว่านหนิง
บทที่ 1
สวมร่างนางร้ายเว่ยหว่านหนิง
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านหน้าต่างไม้เล็ก ๆ เข้ามาภายในห้องเผยให้เห็นผ้าม่านปักลายงดงามที่ไหวระริกตามสายลมอ่อน กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศให้ความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่คุ้นเคย
หว่านหนิงลืมตาขึ้นช้า ๆ สายตาที่พร่ามัวเริ่มปรับชัด หญิงสาวพบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงไม้เนื้อแข็งปูด้วยผ้าห่มที่ทำจากผ้าเนื้อดี บรรยากาศโดยรอบไม่ใช่ห้องนอนที่นางคุ้นเคยหากแต่คล้ายฉากในซีรีส์จีนโบราณที่เคยดูเสียมากกว่า
“ที่นี่…ที่ไหน? ฉันตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?” หญิงสาวพึมพำเสียงเบาแววตาเต็มไปด้วยความงุนงงเพราะความทรงจำสุดท้ายคือภาพที่ตนเองถูกซากอาคารทับจนตาย
ร่างบางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นจากเตียงก้าวเท้าไปเบื้องหน้าอย่างลังเลพลางใช้สายตามองสำรวจรอบกาย ห้องทั้งห้องประดับด้วยเครื่องเรือนโบราณ โต๊ะไม้ที่ถูกแกะสลักลวดลายประณีต แจกันเคลือบลายครามตั้งตระหง่านอยู่มุมห้อง ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตาจนหว่านหนิงไม่อาจละสายตาได้
ทันใดนั้นสายตาของนางพลันหยุดชะงักที่กระจกสำริดบานใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ผนังด้านหนึ่ง ร่างบางก้าวเข้าไปใกล้อย่างเผลอตัว ทว่าภาพเงาที่สะท้อนออกมาในกระจกทำให้หว่านหนิงถึงกับเบิกตากว้างหัวใจเต้นโครมคราม
“นี่…นี่มันเรื่องอะไรกัน”
นัยน์ตาคู่สวยมองภาพเงาสะท้อนของตนเองในกระจก ภาพหญิงสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งที่มีรูปร่างอรชรน่าหลงใหล เจ้าของใบหน้างามล้ำเกินบรรยายแต่ในแววตากลับแฝงความเย่อหยิ่งร้ายกาจที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องเกรงกลัว เส้นผมยาวดำขลับถูกปล่อยตกลงมาปะปนกับผ้าขาวที่พันรัดรอบศีรษะราวกับเพิ่งผ่านอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บร้ายแรงมา
“ไม่จริง ทำไมกลายเป็นแบบนี้ ทำไมฉันถึงกลายเป็นคนอื่น นะ..นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน”
หว่านหนิงยกมือขึ้นแตะใบหน้าของตนเองที่สะท้อนในกระจกอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยดังลอดจากริมฝีปากก่อนร่างบางจะทรุดฮวบลงกับพื้นคล้ายคนเข่าอ่อนไร้สิ้นเรี่ยวแรง
ทว่าในช่วงจังหวะที่หว่านหนิงกำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง เสียงของประตูไม้ที่ถูกเปิดออกก็ดังขึ้นภายในห้อง หญิงรับใช้ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายก้าวเข้ามามือหนึ่งถือชามยาที่กำลังส่งไอร้อนกรุ่น
เพล้ง!
“พระชายา!”
ลั่วชิงที่เห็นนายของตนล้มลงนั่งอยู่หน้ากระจกสำริดก็ถึงกับหน้าถอดสี นางร้องเรียกอีกฝ่ายด้วยความตกใจเสียงดังลั่น ชามยาในมือสั่นจนร่วงตกแตกกระจายบนพื้นทำให้กลิ่นขมของสมุนไพรฟุ้งไปทั่ว
หว่านหนิงยามนี้ราวกับคนวิญญาณหลุดลอยเหม่อมองเงาในกระจกดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเลยแม้แต่น้อย...
“พระชายาบ่าวจะพยุงท่านไปที่เตียงก่อนนะเพคะ”
ลั่วชิงเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนจะก้มตัวตั้งใจว่าจะประคองผู้เป็นนายขึ้นอย่างระมัดระวัง แต่ทว่ายังไม่ทันได้สัมผัสร่างกายข้อมือของนางกลับถูกอีกฝ่ายจับไว้แน่น
“มะ…เมื่อครู่ เรียกฉันว่าอะไรนะ”
เสียงของหว่านหนิงแผ่วสั่นคล้ายลมหายใจติดขัด ดวงตาของนางสั่นไหวราวกับถูกคลื่นพายุโหมกระหน่ำ สัญชาตญาณของนางกำลังตะโกนเตือนว่านี่คือหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ลั่วชิงชะงักงันไปเพียงครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อสบเข้ากับสายตาของผู้เป็นนายความหวาดกลัวก็ปะทุขึ้นในอกอย่างรุนแรง หญิงรับใช้ตัวสั่นสะท้านรีบทรุดเข่าลงก้มหน้าหมอบต่ำจนหน้าผากแทบจรดพื้น
“บะ…บ่าวผิดไปแล้วเพคะ ขอพระชายาได้โปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วย” เสียงสะอื้นปนสั่นเครือบ่งบอกถึงความหวาดกลัวสุดขีด
หว่านหนิงมองร่างเล็กที่หมอบแน่นิ่งอยู่ตรงหน้า ความกลัวที่สะท้อนจากการกระทำของอีกฝ่ายทำให้นางรู้สึกแปลกประหลาดในอก ทั้งสับสนทั้งไม่สบายใจ มือบางกำเข้าหากันแน่นเพื่อเรียกสติก่อนจะกลั้นใจเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“ข้า…ชื่ออะไร…แซ่อะไร แล้วข้าเป็นใครกันแน่”
คำถามนั้นทำให้ลั่วชิงนิ่งชะงักไปทันที หญิงรับใช้ตัวสั่นระริกลมหายใจติดขัดไปครู่หนึ่งแต่ด้วยความกลัวตายจึงต้องตอบออกมา เสียงของนางแผ่วเบาแทบเป็นกระซิบ
“พระชายามีพระนามว่าเว่ยหว่านหนิงเพคะ ท่านคือพระชายาของเจิ้นเป่ยอ๋องเซียวอวี้หานเพคะ”
เพียงแค่คำตอบนั้นทุกสิ่งราวกับหยุดนิ่งไปในห้วงเวลา หญิงสาวตระหนักได้ทันทีว่าตนกำลังพบเจอกับอะไร
เว่ยหว่านหนิงสตรีร้ายกาจที่ผู้คนต่างสาปแช่งให้นางไม่ตายดี...
นางร้ายในนิยายที่มีชื่อเหมือนกับนางแต่นิสัยช่างต่างกันราวฟ้ากับดิน....
ตอนนี้นางได้เข้ามาสวมร่างนางร้ายอย่างเว่ยหว่านหนิง!
‘สตรีชั่วเช่นเจ้าสมควรแล้วที่ต้องถูกทรมานจนตายเช่นนี้’
‘ควักดวงตาของนางออกมา ข้าจะโยนให้สุนัขกิน’
‘บุตรชายวัยแปดขวบของข้าถูกนางสั่งโยนลงไปในบ่ออสรพิษจนตาย ข้าต้องการแก้แค้น! ข้าต้องการแล่เนื้อเลาะกระดูกของนาง!’
จุดจบสุดท้ายของเว่ยหว่านหนิงที่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมานในนิยายผุดขึ้นมาในความคิดของหญิงสาว หัวใจของนางยามนี้ราวกับถูกบีบแน่นหว่านหนิงเริ่มหายใจติดขัดดวงตาพร่ามัวก่อนร่างบอบบางจะโอนเอนแล้วล้มพับลงไปกับพื้นในที่สุด
“พระชายา!”
