บทที่ 1 เอราวัณ
สายน้ำมีนามชื่อสาละวินไหลผ่านไปตามเส้นทางที่ได้ถูกกำหนดเอาไว้อย่างเรื่อยๆ ความราบนิ่งบนผืนผิวที่เคลื่อนไหวแสดงผ่านสายตาคือความสงบ ทว่าใต้ผืนน้ำสีขุ่นกับไม่ใช่สักนิด ในทางตรงกันข้ามมันปั่นป่วนเคลื่อนความรุนแรงเอาไว้ภายใต้ความเงียบสงบมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพอากาศ ในช่วงปลายฝนตกหนาวจึงไม่แปลกเท่าไหร่ที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากทางต้นน้ำฝนได้ตกชุกติดต่อกันหลายช่วงโมง ตีนเขาอีกด้านไม่สามารถอุ้มน้ำทั้งหมดได้ จึงทำให้แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสายสำคัญเกิดการขุ่นนองในวันนี้
สายตาสีน้ำตาลทองจดจ้องไปยังผืนน้ำตรงหน้าที่มันไหลหลากเกือบหนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เกิดอาการเบื่อหน่าย ถึงแม้จะรับรู้ว่ามีบุคคลหนึ่งเข้ามาอยู่ด้านหลังได้เกือบสิบนาที
เมื่อความเงียบงันเกิดทำงานขึ้น ความเด่นชัดมันจึงปรากฎเด่นขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเสียงของลมหายใจที่เกิดขึ้นราวกับมันกำลังปลง
“มาแล้วเงียบ?”
“มึงเงียบกูก็เงียบสิ”
“เอาหน้ามาให้กูดูแล้วหรือไง” แล้วก็เป็นเอราวัณเองที่ละสายตาจากแม่น้ำหันกายมาสบสายตาของเพื่อนสนิทอีกคนอย่างขุนแผนที่พึ่งเดินทางมาถึง “ก็ยังดูดีนะเจ้าป่า”
“ไม่เหมือนมึง มาทีไรก็ห่อเหี่ยว”
“มันไม่น่าอภิรมณ์”
ประโยคสั้นๆ ตัดประโยคทุกอย่างที่กำลังจะถูกเอ่ยขึ้นมาได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ต้องให้ได้ขุดเรื่องราวเพิ่มเติมให้มันเสียเวลา
“เออกูรู้ มองหน้ามึงก็รู้แล้ว” เอราวัณได้ยินเสียงถอนหายใจของเพื่อนสนิทพร้อมทั้งเห็นสีหน้าของมันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา “กูผ่านศาลากลางปาง มีคนกรุงเยอะ ปางช้างมึงเปิดรับนักท่องเที่ยวเมื่อไหร่”
ไม่สงสัยหากขุนแผนจะคิดแบบนั้นเพราะเอราวัณไม่เคยเปิดปางช้างให้นักท่องเที่ยว ไม่ทำให้เป็นจุดรับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น
พอได้ยินแค่นั้นรอยยิ้มของเอราวัณก็เกิดขึ้น สายตาคมกริบมองไปยังสายน้ำสาละวินอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปากเล่าเรื่องราวให้ขุนแผนได้ฟัง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนจากนั้นทั้งเอราวัณและขุนแผนก็มายังศาลากลางปางช้าง ซึ่งเป็นจุดรวมพลของนักท่องเที่ยว
เพียงแค่มาถึงขุนแผนก็แยกออกไปยังบ้านพักโดยให้เหตุผลว่าไม่อยากอยู่เป็นเป้าสายตาถึงแม้ยังไม่มีใครทันสังเกตก็ตาม ส่วนเอราวัณนั้นเลือกไม่ได้จึงทำได้เพียงแค่ยืนนิ่ง ใช้สายตามองทุกอย่างแทน
สายตาที่มองไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นที่ยังจับกลุ่มคุยกัน
สายตาที่มองไปยังบุคคลหนึ่งที่กำลังมองมาเช่นกัน
และสายตาที่คมกริบก็สามารถทำให้สายตาหวานหลบหลีกมองไปทางอื่น
“หึ...”
พอสู้ไม่ได้ก็เป็นแบบนี้ตลอดเลยสินะ
จะชาติไหนก็ยังเป็นแบบนี้
“สวัสดีครับนาย” แต่พอสาธรเข้ามาในศาลาทุกคนก็ต่างให้ความสนใจ รวมไปถึงตกเป็นเป้าสายตาเป็นจุดเดียวด้วยเช่นกัน “พบทุกคนที่หมู่บ้านท้ายสุดอีกด้านครับนาย กองกันอยู่ที่นั่นทั้งหมด”
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม หมายถึงทั้งหมด”
“มีแค่รอยแผลถลอกและซ้ำส่วนร่างกายพาหมอมาตรวจปลอดภัย... เอ่อ”
“มีอะไรสาธร” เพราะไม่อยากฟันธงแต่ก็พอจะเดาออกได้อย่างไม่ยากเท่าไหร่นัก “มีคนเดียวที่ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ กำลังจะถูกส่งไปยังโรงพยาบาลในตัวจังหวัดครับ”
“...”
“แล้วมาวินเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ เอ่อ... เพื่อนเรา”
พอไอยราเอ่ยถามเพื่อนกลุ่มเดียวกันก็รีบขยับมารับฟังพร้อมเกิดการถกเถียงเกิดขึ้น
“มาวินมันรู้สึกตัวหรือยังครับ” สมทบด้วยเพื่อนอีกคน “ติดต่อครอบครัวให้พอไปรับษาที่กรุงเทพดีไหม”
“กูโทรแล้ว พ่อแม่มันกำลังประสานงาน”
“สาธรถึงขั้นไหน”
“ยังไม่รู้สึกตัวครับนาย”
ความเงียบของทุกคนบ่งบอกถึงความเคร่งเครียด คงไม่มีใครคาดคิดสำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพียงแค่ต้องการพักผ่อนจากการทำงาน เพียงแค่อยากสัมผัสธรรมชาติกลับกลายต้องมีเผชิญกับความอันตรายถึงชีวิตขนาดนี้
