๒ ไม่เคยเป็นฉันเลย (๓)
“ขึ้นไปพักเถอะ หิวก็ลงมากินข้าวล่ะ ม้าทำกับข้าวไว้รอเยอะเลย” เมื่อวานเธอบอกคนที่บ้านไว้ว่าจะกลับ จึงไม่แปลกใจที่มารดาจะทำอาหารไว้คอย ได้ยินอย่างนั้นก็อบอุ่นหัวใจ ไม่ว่าจะเจ็บปวดมาจากไหนแต่กลับบ้านมาเธอก็เป็นที่รักของครอบครัว
“ป๊าล่ะ”
“ออกไปส่งของกับพี่เป้ง” ถึงบิดาจะทำงานหนักเหมือนเมื่อก่อนไมได้แต่ก็ไม่อยากนั่งเฉยอยู่บ้าน เวลาต้องไปส่งของก็นั่งรถไปกับพนักงานเสมอ หล่อนพยักหน้าเป็นการรับทราบ
“ขอนอนแปบแล้วจะลงมากินข้าวด้วยนะ เหนื่อยอ่ะ” ยังไม่หิวเท่าไหร่จึงขอตัวขึ้นบนห้อง
“ไปพักเถอะ”
เดินเข้าไปในบ้านทักทายมารดาก่อนก้าวเท้าขึ้นบันไดตรงไปห้องนอนของตัวเองทันที วางกระเป๋าไว้หน้าตู้เสื้อผ้าแล้วเดินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบโน้ตบุ๊กมาทำงานแต่สมองก็ไม่แล่นจนต้องพับเก็บแล้วเลือกจะล้มตัวนอนลงบนเตียง
ภาพใบหน้าของคนที่ตนแอบรักมานานผุดขึ้น พร้อมกับหญิงสาวที่เดินข้างเขาซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เธอ ตนทำได้เพียงมองภาพแสนหวานจากทางด้านหลัง กลายเป็นคนนอกที่ยิ่งห่างไกลเขาไปเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่าคนที่มนัสกรรักไม่ใช่ตน
ถึงเขาจะตัวติดเธอมากแค่ไหนในห้องสี่เหลี่ยม แต่เมื่อออกมาข้างนอกเรากลับเป็นเพียงแค่เพื่อน จับมือกันเดินยังไม่เคยทำด้วยซ้ำ มันก็แสดงชัดเจนแล้วว่าสำหรับเขาเราไม่มีทางพัฒนาได้เลย
ยิ่งคิดน้ำตาก็คลอเบ้าก่อนจะไหลเปียกหมอนที่เธอหนุน เมื่ออยู่ในห้องนอนที่ปลอดภัยของตัวเองก็ไม่อาจกักเก็บความเสียใจไว้ได้ เธอปล่อยโฮอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจะสะอื้นตัวโยน คิดว่าสุดท้ายแล้วคนที่เจ็บก็มีเพียงตนผู้เดียว
“ฮึก” น้ำตาไหลเป็นสายโดยที่เธอปล่อยให้มันไหลแบบนั้นโดยไม่ยอมเช็ดออก หยิบหมอนข้างมากอดเหมือนเห็นมันเป็นเพื่อน ภาพตรงหน้าถูกบดบังด้วยน้ำตาจึงเลือกจะหลับตาแล้วนอนร้องไห้อยู่หลายนาทีพร้อมกับสติที่เริ่มเลือนลาง
สุดท้ายก็เข้าสู่ห้วงนิทรา...
ล่องลอยอยู่ในความฝันที่คล้ายกับความจริงเมื่อหลายปีก่อน ชุดนักเรียนของโรงเรียนรัฐบาลไม่ได้โดดเด่นเท่านักเรียนที่มาจากเอกชนชื่อดังไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม แม้ความเท่าเทียมจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้างแต่ว่าของใช้ที่ต่างก็บ่งบอกสถานะได้แล้ว
พรรัมภาสวมชุดนักเรียนของโรงเรียนรัฐที่เธอเข้าศึกษา สองมือถือหนังสือเพื่อเตรียมเข้าห้องเรียนพิเศษ ช่วงเย็นหลังเลิกจากโรงเรียนก็ไม่ได้กลับในทันที ต้องมาเรียนเสริมเพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย โดยในมือมักจะพกนมและแซนวิสติดกายเสมอ
ผลั่ก
ร้อยวันพันปีไม่เคยโดนชน ไม่รู้ทำไมในจังหวะที่กำลังจะเดินเข้าห้องกลับมีคนวิ่งลงมาจากบันไดแล้วชนจนของที่เธอถือกระเด็นลงพื้น นอกจากนั้นขนมที่คิดจะเอาไว้กินช่วงพักก็ถูกเหยียบจนบี้แบน สร้างความตกใจให้แก่หล่อนเป็นอย่างมาก
หญิงสาวกระชับแว่นตาก่อนจ้องมองผู้ชายที่เข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ตอนแรกก็นึกโกรธอยู่เหมือนกันแต่พอเห็นหน้าเขาหัวใจกลับเต้นแรง ทำได้เพียงกระพริบตาปริบมองชายหนุ่มแปลกหน้า เขาสวมเสื้อสีขาวกับกางเกงน้ำเงิน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นคุณหนูบ้านรวยที่เข้าศึกษาในเอกชนชายล้วน
“เธอเป็นไรเปล่า ขอโทษนะเรารีบไปหน่อย” เขารีบเข้ามาสำรวจเธอด้วยใบหน้าแตกตื่น แต่เป็นเธอที่ไม่กล้ากระทั่งจะสบตา รีบก้มหน้างุดปิดบังสายตาแล้วลูบผ้าหน้ามาของตัวเอง ตอบเสียงเบาแล้วมองไปยังขนมที่อยู่บนพื้น
“อือ ไม่เป็นไร” ไม่รู้เขาทำหน้าเช่นไรแต่เธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า แม้จะโดนชนแต่กลับไม่รู้สึกโกรธอีกฝ่ายเลย กลับเขินอายมากกว่า
เขาหล่อขนาดนี้...เธอไม่คิดว่าจะได้ใกล้ชิดกับชายหนุ่มด้วยซ้ำ
“ขนมของเธอ...” ชี้ไปยังขนมที่กลายเป็นขยะเรียบร้อย เธอคงไม่สามารถหยิบขึ้นมากินได้อีก แต่เมื่อจะเดินไปเก็บกลับถูกเขาคว้าเอาไปเสียก่อน
“ช่างมันเถอะ”
“เราไปก่อนนะ” ร่างสูงพูดจบก็วิ่งออกจากที่ตรงนั้น พร้อมกับขนมของหล่อนที่เขาหยิบไปด้วย เธอทำเพียงแค่มองตามหลังก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเพื่อเตรียมตัวเรียนวิชาที่ตนลงเรียนเอาไว้ นึกถึงผู้ชายคนเมื่อครู่ก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้
ก่อนที่รอยยิ้มจะหุบลงเพราะคนในความคิดได้มายืนตรงหน้าเธออีกครั้ง คราวนี้เขามาพร้อมกับแซนวิชชิ้นใหม่ที่น่ากินมากกว่าเดิม อีกฝ่ายมีอาการหอบชัดเจนคงรีบวิ่งไปซื้อมาคืนเธอก่อนเข้าเรียน สร้างความสั่นไหวให้หล่อนจนต้องรีบก้มหน้าไม่กล้ามอง
“เธอๆๆ นี่ขนมเราซื้อมาให้ ขอโทษที่ชนจนขนมเธอกินไม่ได้นะ”
“ขอบคุณ”
แล้วเขาก็เดินออกไป...นั่นคือครั้งแรกที่เราได้พบกัน
ทำให้ต่อจากนั้นหล่อนมักจะมองหาชายหนุ่มตลอด จนได้รู้ชื่อของเขาพร้อมกับเรื่องราวของผู้ชายที่หญิงสาวหลายคนหมายปอง บางคนถึงขั้นมาเรียนพิเศษเพราะจะได้เจอชายหนุ่มด้วยซ้ำ แล้วทำไมเธอถึงเพิ่งรู้จักเขาแม้ว่าจะเรียนสถาบันเดียวกันมากกว่าหนึ่งปี
พลาดคนหล่อขนาดนี้ได้ไงนะ!
“สามหล่อจัง...เป็นที่วางสายตาได้ดีมากแกว่าไหม” ขณะที่นั่งอยู่ชั้นล่างของอาคารเพื่อเตรียมตัวขึ้นเรียนพิเศษ กลับได้ยินบทสนทนาของคนที่นั่งโต๊ะใกล้กัน เพียงแค่มีชื่อของคนที่ตนชอบก็รีบเงยหน้าขึ้นมองอย่างรวดเร็ว พบว่าเขาเปิดประตูเข้ามาในสถาบันพร้อมกับมีเพื่อนหน้าตาหล่อเหลาขนาบข้าง แต่สายตาของเธอเห็นเพียงมนัสกรคนเดียว
“แต่ได้ข่าวว่าคบกับดาวคอนแวนต์ไหม นาวาอ่ะ...โคตรจะหวานกันเลย” หัวใจหล่นวูบตกไปอยู่ตาตุ่ม เพราะหลังจากจบประโยคนั้นก็มีผู้หญิงหน้าตาสะสวยเดินเข้ามา ก่อนที่เขาจะก้าวไปหาหล่อนแล้วจับมือนุ่มเอาไว้
คนทั้งสองส่งยิ้มให้กันเหมือนโลกทั้งใบมีเพียงสองเรา เธอเห็นก็ทำได้แค่ก้มหน้าอ่านหนังสือเพื่อซ่อนแววตาขมขื่นเอาไว้
“ตัดใจได้แล้วผิง...” พึมพำพูดกับตัวเองแล้วยิ้มเศร้า
เพิ่งจะเริ่มรักก็เหมือนว่าจะอกหักเสียแล้ว แต่ความจริงเธอก็คงทำได้แค่แอบรักอย่างเดียว หน้าตาแบบนี้มีหรือที่คนอย่างเขาจะหันมามอง
ไม่มีทางเป็นไปได้เลย...
หลังจากวันนั้นก็ได้พบชายหนุ่มบ้างแต่เขาเหมือนจะจำกันไม่ได้ ข้างกายมนัสกรมีเพื่อนอยู่ด้วยเสมอ บางครั้งก็มีแฟนสาวคนสวยที่เดินควงแขนกัน หวานจนคนอื่นอิจฉาแววตาร้อนผ่าว ส่วนเธอก็แสร้งทำเหมือนไม่เห็นเพื่อรักษาหัวใจตัวเอง
ช่วงเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเธอเก็บตัวอ่านหนังสืออย่างหนัก อยากเข้าวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งครอบครัวก็ไม่มีใครค้านและเห็นดีเห็นงามด้วย กระทั่งผลสอบออกว่าเธอติดก็ดีใจกันยกบ้าน ยอมซื้อคอนโดมิเนียมใกล้มหาวิทยาลัยให้เธออาศัยในช่วงเรียนสี่ปี
ก้าวเข้าสู่รั้วอุดมศึกษาพร้อมกับลุคใหม่ที่เพื่อนย้ำนักหนาว่าเธอต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมที่เคยยาวปรกหน้าตาก็ตัดซอยสั้น แว่นก็เปลี่ยนเป็นแบบแฟชั่นหรือบางครั้งก็สวมคอนแทคเลนส์แทน ทั้งยังสอนเรื่องการแต่งหน้าจนแทบจะเป็นคนละคนกับสมัยมัธยม
เธอสวมชุดนักศึกษาถูกระเบียบเข้าห้องเรียน ส่วนใหญ่เรียนวิชารวมได้เจอกับเพื่อนต่างคณะ ยังไม่มีเพื่อนเรียนภาควิชาเดียวกันเลย จนผ่านไปสักพักก็ได้เจอกับบรรดาเพื่อนที่ต้องร่วมจะชะตากรรมอีกสี่ปี แต่น่าเสียดายคาบแรกก็ให้ทำงานกลุ่มห้าคนแล้ว
หล่อนเหมือนเป็นตัวเศษยังหากลุ่มไม่เจอจึงยืนเคว้ง...
“ยังไม่มีกลุ่มใช่ไหม อยู่ด้วยกันป่ะ” มีผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาถามแล้วเธอก็พยักหน้าทันที
“เอาสิ”
ถึงกับช็อคเมื่อพบหนุ่มในดวงใจมานั่งส่งยิ้มให้ เธอยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะมองตามมือของอีกฝ่ายที่ผายไปยังเพื่อนแต่ละคนเพื่อแนะนำให้รู้จัก ลอบกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับใจที่เต้นรัว ยกมือขึ้นโบกให้แต่ละคร
“กูหาคนได้แล้ว นี่ผิงครบห้าคนพอดี ผิง นี่ไอ้คีน ไอ้พล แล้วก็ไอ้สาม”
“หวัดดีๆๆ”
“นั่งเลยๆ เราจะได้เริ่มทำงานกลุ่มสักที”
ที่นั่งข้างเขาว่างพอดีหล่อนจึงต้องนั่งลงตรงนั้น เกร็งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแต่ก็เก็บสีหน้าได้ดี ยังคงทำหน้านิ่งเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับเขา แม้ว่าในใจจะลิงโลดมากแค่ไหนก็ตาม
หลังจากวันนั้นเธอก็เหมือนจะได้เข้ากลุ่มนี้ทันที กลายเป็นเพื่อนสนิทของเขาไปโดยปริยาย เก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ให้ลึกที่สุด แล้วทำตัวเป็นเพื่อนกับเขาต่อไป เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่รู้สึกอะไรมากกว่านั้น
“มอง มองตามขนาดนั้นไม่ลุกไปจีบวะไอ้สาม” ระหว่างเรียนวิชาเรียนรวมซึ่งเธอนั่งข้างเขา ส่วนอีกคนที่ขนาบข้างมนัสกรคือคีตภัทร หญิงสาวได้ยินเพื่อนทั้งสองคุยกันจึงพยายามเงี่ยหูฟัง ก่อนเหลือบมองตามสายตาของชายหนุ่ม
“จีบได้เหรอ”
“จีบก็เหี้ยแล้วครับ เอ๋ยมีแฟนแล้ว...น่าจะเพิ่งคบกันได้ไม่ถึงเดือน มึงช้าเองว่ะเพื่อนเสียใจด้วย” วินาทีนั้นเองเธอเพิ่งรู้ว่าในใจของเขาไม่ได้ว่าง มีใครบางคนครอบครองก็คือสาวสวยที่หล่อนไม่อาจสู้ได้เลย
อาณดา...
เชื่อว่าถ้าฝ่ายหญิงไม่มีแฟน มนัสกรก็คงเป็นคนเริ่มเข้าหาก่อน
“ก็ไม่อะไร...”
ถึงจะตอบอย่างนั้นแต่สายตาก็ไม่เคลื่อนไปจากผู้หญิงคนนั้น ทำให้เธอที่แอบมองเขามาตลอดต้องก้มหน้ามองสมุดด้วยความเจ็บปวด
หล่อนเป็นได้แค่เพื่อนของเขาไม่มีวันพัฒนามากกว่านั้น...
