บทที่ 2.2
ภาพใบหน้าของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่คุกเข่าหน่าหลุมศพ อีกทั้งบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย หากแต่อะไรบางอย่างทำให้เขามั่นใจว่ามันคือปลายยอดหั่วซานอันสูงชันนั้น
“มันคืออะไรกันแน่”
เขาพึมพำกับตัวเองเงียบ จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับพยายามนอนให้หลับ ระหว่างที่กำลังพลิกตัวและหลับตาลงนั้น เขาหาได้สังเกตเลยว่ามีเงาวูบหนึ่งผ่านหน้าต่างไป
เงานั้นวูบไหวไปยังห้องของเหวินซวี่ไห่ กระทั่งค่อยๆ เลือนหายเข้าไปด้านใน นับจากนั้นกระทั่งรุ่งสางเงานั้นก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
รุ่งเช้าวันต่อมากู้จื่อเหยียนเดินทางไปที่วัดเฮยหลง ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของเมืองหลงอู่ เขาเข้าพบไต้ซือไป๋อู่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้เข้าพบโดยดีเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นมือปราบที่ช่วยเจ้าเมืองสืบคดีสำคัญหลายครั้ง
ไต้ซือไป๋อู่จ้องมองชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนหายใจออกมา “ประสกหลายวันจากนี้จงระวังให้มาก เคราะห์ร้ายดูเหมือนกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว”
กู้จื่อเหยียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาบางๆ “ขอบคุณไต้ซือ ความจริงชะตาของข้านั้น มีไต้ซือหลายท่านเคยทำนายทายทัก อีกทั้งยังกล่าวเหมือนกันกับท่าน”
ไต้ซือไป๋อู่เพียงพยักหน้า “ชะตาของท่านเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่องในอดีต ดีร้ายอย่างไรไม่อาจคาดเดา ขอเพียงท่านเชื่อมั่นในความดี ทุกอย่างย่อมส่งผลให้การกระทำลุล่วง”
“ข้าใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน หากข้าทำเรื่องไม่ดีเอาไว้ในอดีต ข้าย่อมต้องชดใช้เป็นเรื่องธรรมดา”
“ประสกเป็นผู้ที่มีชะตากล้าแข็ง ทั้งยังเป็นผู้ที่ยึดมั่นต่อความถูกต้อง ยากนักที่จะพานพบ”
“ข้ามีเรื่องรบกวนสอบถาม”
“เชิญกล่าว”
“ดาบของข้าเล่มนี้” กู้จื่อเหยียนค่อยๆ วางดาบปักวสันต์ลงตรงหน้าไต้ซือไป๋อู่ เขามองอีกฝ่ายพิจารณาดาบของตนจากนั้นจึงวางลงดังเดิม
“เป็นดาบที่ดี” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่สีหน้ากลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
“เมื่อวานข้ากับสหายไปตรวจตราใกล้หั่วซาน”
ไต้ซือไป๋อู่ขมวดคิ้วมองชายหนุ่มจากนั้นจึงได้แต่พยักหน้าราวเพิ่งตระหนักบางอย่าง “สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความชั่วร้าย นี่คงเป็นเหตุผลที่ดาบเล่มนี้ยังคงหลงเหลือกลิ่นอายเหล่านั้นมาด้วย”
“ท่านกล่าวไม่ผิด ข้ากับสหายดูเหมือนเจอเข้ากับบางอย่าง”
ไต้ซือไป๋อู่มองดาบปักวสันต์อีกครั้ง
“ไต้ซือพอจะทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดดาบเล่มนี้จึงสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้”
ไต้ซือไป๋อู่ยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นมองกู้จื่อเหยียน แวบหนึ่งกึ่งกลางหน้าผากของกู้จื่อเหยียน กลับปรากฏสัญลักษณ์คล้ายอักขระสีทองขึ้น “หาใช่เป็นเพราะดาบเล่มนี้ไม่”
“ไต้ซือหมายความว่าอย่างไร”
“ชะตาของท่านมีความพิเศษ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับทางเลือกที่ท่านเลือกเดินทั้งสิ้น หากท่านต้องการคำตอบ ก็คงมีแต่ตัวท่านเท่านั้นที่สามารถหาพบ”
กู้จื่อเหยียนชะงัก เขาสบตากับไต้ซือไป๋อู่ครู่หนึ่ง ภาพของบุรุษผู้นั้นยังคงวนเวียนในความคิด “เช่นนั้นข้ารู้แล้วว่าสมควรทำเช่นไร”
“อามิตตาพุทธ”
กู้จื่อเหยียนจากมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เขามองดูคนสองคนที่เขาพามาด้วย จากนั้นจึงเดินตรงเข้าไปหา “เจ้าสองคนกลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องอื่นที่ต้องทำ”
“ขอรับ”
มองดูเจ้าหน้าที่สองคนเดินจากไป กู้จื่อเหยียนได้แต่ถอนหายใจ เขาไม่อาจเสี่ยงพาผู้ใดขึ้นหั่วซานไปด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเรื่องอีก
ภาพความทรงจำเลือนรางที่เขาพบ เขามั่นใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับอดีตของเขา อดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน
นับจากผ่านพิธีสวมหมวกเพื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เขาเคยฝันซ้ำซาก หากแต่พอตื่นขึ้นกลับลืมเลือนไปจนสิ้น ที่จดจำได้คือความเศร้าโศกที่ยังคงเกาะกุมจิตใจ รวมไปถึงเสียงร้องไห้ตัดพ้อของคนผู้หนึ่ง ก่อนที่เสียงนั้นจะกลายเป็นความคลั่งแค้น เกลียดชัง...