บทที่ 1 หาภรรยา
บทที่ 1
หาภรรยา
1 สัปดาห์ถัดไป....
ควันสีขาวลอยโขมงคะคลุ้งไปทั่วห้องส่งกลิ่นตลบอบอวนไม่เหือดหาย สองนิ้วเรียวคีบมวนบุหรี่สูดควันเข้าปอดก่อนที่จะพ่นออกมาคลุ้งรวมกัน เขาคือ อัสนี วสันต์โชติกุล คุณชายใหญ่แห่ง ตระกูลวสันต์โชติกุล ตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยามนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม สื่อ แฟชั่น อุตสาหกรรม ล้วนครอบคลุมทั้งหมดในเครือธุรกิจจึงเป็นที่จับจ้องของหมู่มวลนักลงทุน
“ยิ้มไรวะอีพี่ใหญ่” ผู้เป็นน้องชายคนรองเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทางไม่ปกติของพี่ชายที่มีอาการเหม่อลอยและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แบบนี้เป็นพัก ๆ มาเป็นอาทิตย์ ถึงแม้นว่าชายหนุ่มจะเป็นคนที่มีนิสัยกะล่อนเจ้าชู้อยู่แล้วแต่น้อง ๆก็ไม่เคยเห็นคนอย่างอัสนีเสียอาการเพราะภาพในหัวแบบนี้เลยสักครั้ง
“ที่ยิ้มก็เพราะมีความสุข ใจคอจะไม่ให้กูยิ้มเลยหรือไงวะชาตินี้”
“ก็ยิ้มได้แหละ แต่แค่ไม่เคยเห็นยิ้มหลอนแบบนี้”
“ช่างเรื่องของกูเถอะไอ้ทิน ว่าแต่แม่หาเมียให้กูได้หรือยังวะ” อัสนียิงคำถามสำคัญแก่น้องชายทั้งสองที่นั่งตรงหน้าอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้สำคัญมากถึงขั้นมารดาของเขาต่อสายตรงหาเขาที่อยู่ต่างประเทศเพื่อเรียกตัวกลับมาด่วน ด้วยความที่เขาไม่สามารถขัดได้จึงจำใจต้องมา
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่แม่นี่ก็นะสมัยนี้ยังจะเชื่อหมอดูพวกนั้นอีก” เมฆาบ่นอย่างเบื่อหน่ายเมื่อนึกถึงเหตุผลที่มารดาของเขาคิดที่จะจับทุกคนแต่งงาน
“หึ เอาเถอะ อยากทำไรทำแต่ไม่รับรองนะว่าจะสำเร็จหรือเปล่า”
“ทำไม จะหนีงานแต่งเหรอ” ทินกรเอ่ยถาม
“กูไม่หนีหรอก กลัวว่าที่เมียที่แม่หาให้จะหนีมากกว่า”
“เอาเถอะช่างเรื่องนั้นก่อน ตอนนี้ต้องไปทานข้าวกับพ่อแม่ต่อไม่ใช่หรือไงเตรียมตัวได้แล้ว”
“เออ พวกมึงลงไปก่อนเลยขอสูบบุหรี่นิดนึง”
“ขอด้วย”
“กูก็ด้วย”
อัสนี คุณชายใหญ่ภายนอกเป็นคนสูงชลูดร่างใหญ่สูงถึงร้อยเก้าสิบห้าเซนติเมตร ผิวขาวผ่องจมูกโด่งสันเป็นคมริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูเข้มดวงตาคมสีนิลกาล เมื่อสวมชุดสูทสีแดงกำมะหยี่กลับขับผิวพรรณให้เด่นสง่าดูน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น เดินประกบคู่มากับ ทินกร และ เมฆา น้องชายทั้งสองของเขา
“ลงมาได้สักทีนะจ๊ะพ่อเทพบุตรทั้งสามหน่อ พ่อกับแม่รอจนอาหารเย็นหมดแล้วเนี่ย”
“แต่ก็ลงมานะครับแม่” ทินกรรีบเดินไปออเซาะผู้เป็นแม่อย่างรวดเร็วก่อนใครเพื่อนจนเป็นที่หน้าหมั่นไส้ของพี่น้อง
“น้อย ๆ หน่อยไอ้สองแบ่งแม่มาให้พวกกูบ้างก็ได้ อื้อ คิดถึงแม่จังเลยครับ” อัสนีไม่ขอน้อยหน้ารีบพุ่งตรงไปยังแม่ผู้บังเกิดเกล้าเช่นกันก่อนที่จะสวมกอดท่านไว้แน่น
“เฮ้อ คงไม่มีใครรักพ่อแล้วล่ะ”
“รักสิครับ ผมไง” เมฆาเองก็เดินไปสวมกอดพ่อเพื่อไม่ให้พ่อของตนน้อยหน้า
“ขี้ประจบมากสามหน่อของฉัน”
“เจ้าใหญ่เป็นไงบ้าง ไปอยู่ต่างประเทศตั้งหลายปี ไม่คิดจะกลับมาไทยเลยนะ”
“ก็ผมตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่นั่นนี่นา พ่อกับแม่ก็รู้”
“ปักหลักที่บ้านเราก็ได้ไหมลูก พ่อกับแม่เป็นห่วงนะหรือว่าติดสาวตาน้ำข้าวไปแล้ว”
“จริงเหรอตาใหญ่”
“ไม่มีหรอกครับ แหม”
“ห้ามมีเด็ดขาดเลยนะเพราะแม่หาคนที่เหมาะสมไว้ให้ลูกแล้ว”
“หึ ได้ใครมาล่ะครับค่าตัวเท่าไหร่ล่ะ”
“คุณหนูใหญ่ ตระกูลกาญจน์ชนิน แม่นัดให้แล้วนะพรุ่งนี้พาน้องไปทานข้าวด้วย”
เพล้ง!
