บทที่ 2 ตื่นขึ้นมาพร้อมกับมิติวิเศษ
หลังจากคนบ้านใหญ่กลับไปหมดแล้ว เสิ่นเทียนหยางที่ออกไปหาน้ำกับชาวบ้านคนอื่นก็กลับมา เมื่อเห็นว่าลูกสาวได้รับบาดเจ็บเขารู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านพ่อท่านแม่ของเขาถึงได้จงเกลียดจงชังเขามากมายเช่นนี้ ในตอนที่เขายังเป็นเด็ก
เขาเติบโตมาด้วยการพึ่งพาตัวเองเสียส่วนใหญ่ เขาไม่เคยได้กินอิ่ม อาหารที่เขากินเป็นเพียงเศษอาหารที่เหลือจากพี่ชายและคนอื่น ๆ ในครอบครัว เขาไม่เคยมีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นครอบครัวของเขาไม่ได้ยากจนถึงขั้นที่ขาดแคลนอาหาร
เมื่อเขาเติบโตมาเขาทำงานหนักมากกว่าพี่ชาย ยังมีน้องสาวของเขาอีกคนที่ท่านแม่ไม่ชอบนาง ท่านแม่มักพูดอยู่เสมอว่าลูกสาวอีกไม่นานก็จะต้องแต่งออกไปอยู่บ้านสามี ลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป น้องสาวถูกท่านแม่ให้แต่งงานกับชายที่มีอายุมากกว่านางในหมู่บ้านหลี่เจียชุน
เพราะชายคนนั้นครอบครัวยากจนและไม่มีใครยอมยกลูกสาวให้แต่งเข้าบ้านเขา เมื่อครอบครัวของชายคนนั้นเสนอให้เงินสินสอดถึง 10 ตำลึง ท่านแม่รีบให้นางแต่งออกไปทันทีโดยไม่ได้จัดเตรียมสินเดิมให้นางแม้แต่น้อย เป็นเขากับภรรยาที่แอบไปหาของป่าเพื่อนำไปขายแลกเงินเพื่อซื้อเสื้อผ้าให้น้องสาวหนึ่งชุด
พี่ใหญ่เป็นคนที่ท่านแม่กับท่านพ่อรักมากที่สุด เขาไม่เคยทำงานหนัก งานในบ้านเขาแทบจะไม่หยิบจับเลย เมื่อเขาแต่งภรรยา ท่านแม่ก็เตรียมสินสอดให้เขาเป็นจำนวนมากเพื่อแต่งภรรยาเข้าบ้าน เมื่อสะใภ้ใหญ่แต่งเข้ามาก็ไม่หยิบจับงานในบ้านเลย เมื่อเขาแต่งภรรยาเข้ามา
ท่านแม่ไม่ค่อยพอใจกับภรรยาของเขามากนักเพียงแต่เขาดื้อรั้นที่จะแต่งกับนาง ตั้งแต่นั้นมาเขากับภรรยาก็ทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานไร่งานนา เมื่อเขามีลูกชาย ลูกชายของเขาได้รับการปฏิบัติไม่ดี ภรรยาของเขาถูกรังแกเขาได้แต่อดทน จนกระทั่งพี่สะใภ้ผลักภรรยาของเขาจนนางแท้งลูก เขาถึงได้แยกบ้านออกมา หากยังอดทนอยู่เกรงว่าลูกและภรรยาของเขาคงรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้
“อิงอิงเป็นอย่างไรบ้าง ท่านหมอว่าเยี่ยงไร”
“หมอหลูบอกว่านางพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เพราะร่างกายอ่อนแอ ขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายของนางฟื้นตัวได้ไม่ดีนักเจ้าค่ะ”
“เป็นเพราะข้าไม่ดีเอง ข้าขอโทษเจ้า หากข้าแยกบ้านเร็วกว่านี้เจ้าก็คงจะไม่แท้ง ลูก ๆ ของเราคงไม่ต้องทำงานเป็นวัวเป็นม้าอยู่ทุกวัน บางครั้งข้าอดคิดไม่ได้ว่าข้าใช่ลูกของพวกเขาสองคนหรือไม่”
“ท่านพี่ มันผ่านไปแล้ว ร่างกายท่านเองก็ไม่ค่อยแข็งแรงมากนัก อย่าคิดมากเลยเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าครอบครัวของเราจะต้องดีขึ้น วันนี้ข้าได้ระบายความโกรธไปบ้างแล้ว ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย บางครั้งข้าอดคิดไม่ได้ว่าเหตุใดข้าถึงไม่ทุบตีพวกเขาให้เร็วกว่านี้ ข้าไม่น่าอดทนก้มหัวให้พวกเขาเลย บางครั้งความกตัญญูอย่างโง่เขลาก็อาจจะทำให้เราตายได้นะเจ้าคะ”
“นั่นสิ ต่อจากนี้ไปพวกเราไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพวกเขาอีก ข้าถือว่าการทำงานหนักของข้าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาข้าได้ชดใช้ให้พวกเขาหมดแล้ว”
“ท่านพี่ ตกลงหาแหล่งน้ำได้หรือไม่เจ้าคะ ตอนนี้น้ำที่เรามีเหลือน้อยเต็มทีแล้ว พวกเราเองก็เดินทางออกจากบ้านเกิดมาได้หลายวันแล้ว เสบียงอาหารของพวกเราเดิมทีก็มีไม่มากแล้ว”
“ยังหาน้ำไม่พบ แต่ข้าหาผักป่ามาได้บ้าง แล้วก็เห็ดหูหนูดำที่แห้งคาต้นไม้ เจ้าดูสิข้าหามาได้พอสมควร เจ้าเก็บเอาไว้ให้ดี ๆ”
“เจ้าค่ะ ท่านพี่”
ในขณะที่พ่อแม่กำลังกังวล เสิ่นอิงอิงที่ถูกมิติวิเศษดึงวิญญาณเข้าไป ตอนนี้กำลังฟื้นฟูร่างกายและกินผลไม้ ดื่มน้ำพุวิญญาณอย่างสบายใจ ตอนนี้ร่างกายต้องการรักษาอย่างเร่งด่วน ในตอนแรกที่ถูกมิติดึงจิตวิญญาณเข้ามาในครั้งแรกเสิ่นอิงอิงค่อนข้างตกใจ แต่ไม่นานนางก็สามารถทำความเข้าใจได้ ในเมื่อไม่สามารถกลับไปได้แล้ว ความแค้นที่โลกเดิมไม่สามารถกลับไปแก้แค้นได้ เช่นนั้นก็ขอเอาความแค้นทั้งหมดมาลงกับคนที่รังแกพ่อแม่พี่น้องของนางในโลกนี้ก็แล้วกัน
ปู่ย่าไม่รักใช่หรือไม่ ได้ เราจะได้เห็นดีกัน ป้าสะใภ้ลุงใหญ่ ลูกพี่ลูกน้องที่เคยรังแก กดขี่ข่มเหงครอบครัวนางใช่หรือไม่ ต่อไปนี้เสิ่นอิงอิงผู้นี้จะเอาคืนอย่างสาสม เจ้าตบตีข้าหนึ่งทีเช่นนั้นข้าจะตีเจ้ากลับพันครั้ง ในมิติวิเศษนี้เต็มไปด้วยผลไม้มากมาย ยังมีที่ดินสำหรับเพาะปลูกอีก 10 หมู่
ที่ดินเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เหลือแค่หาเมล็ดพันธุ์มาหว่านลงดินเท่านั้น นางที่มาจากโลกอนาคตจะไม่ยอมอดตายในโลกโบราณแห่งนี้ ไหน ๆ ก็มาเกิดใหม่แล้ว นางจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนเสิ่นอิงอิงเจ้าของร่างเดิม เพิ่มเติมคือทำให้ครอบครัวร่ำรวย พ่อแม่พี่ชายอยู่สุขสบาย ส่วนเสิ่นเหมยลี่ที่เป็นตัวการทำให้เสิ่นอิงอิงตายนั้นคงต้องหาโอกาสเอาคืนแน่นอน
ทางด้านบ้านใหญ่เสิ่น หลังจากที่สะใภ้ใหญ่เสิ่นกลับไปด้วยความคับแค้นใจ นางไม่เคยคิดเลยว่าน้องสะใภ้ที่ตัวเองรังแกมาหลายปี วันนี้กลับกล้าตบหน้าตัวเอง ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน ที่สำคัญตอนนี้ฟันหน้าของลูกสาวหลุดออกไปแล้วแบบนี้จะแต่งเข้าบ้านใครได้
“ท่านพ่อ ท่านไม่น่าเรียกข้ากลับมาเลย ตอนนี้เหมยลี่มีสภาพเป็นเช่นนี้แล้วจะทำเช่นไรเจ้าคะ วันหน้านางยังจะแต่งออกไปได้หรือไม่ เหตุใดท่านต้องห้ามข้าด้วย เหมยลี่เป็นหลานสาวแท้ ๆ ของท่านนะเจ้าคะ”
“แล้วเจ้าจะทำเยี่ยงไร เจ้าสู้สะใภ้รองได้รึ ตอนนี้แยกบ้านกันแล้วเจ้าไม่ดูบ้างว่าพวกเราอยู่ที่ใด กลางป่ากลางดง หาใช่ที่หมู่บ้าน เจ้าคิดว่าเจ้าจะไปหาเรื่องผู้ใดก็ได้รึ ตอนที่เหมยลี่ผลักอิงอิงมีคนอื่นเห็นมากมาย เจ้ายังกล้าวิ่งไปขอค่ารักษากับพวกเขาอีก เจ้าอย่าได้ทำให้ข้าอับอายไปมากกว่านี้”
“เอ๊ะ ตาเฒ่านี่ เหตุใดเจ้าถึงได้พูดเช่นนี้ นังเด็กอิงอิงนับเป็นอันใดได้ จะมาเทียบกับหลานสาวของข้าได้รึ พวกขี้แพ้นั่นตายไปก็ไม่เห็นจะเป็นอันใดนี่”
“เจ้าหยุดพูดได้แล้ว ตอนนี้แยกบ้านกันแล้ว เจ้าอย่าได้ลืม แล้วพวกเจ้าก็หยุดไปหาเรื่องบ้านรอง หากหัวหน้าหมู่บ้านรู้เข้าแล้วไล่ออกจากกลุ่มเดินทางเพราะพวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายแล้วล่ะก็ พวกเจ้าได้เห็นดีกับข้าแน่ พวกเจ้าหัดอดทนอดกลั้นเอาไว้เสียบ้าง เอาไว้ถึงเมืองที่สามารถตั้งรกรากได้แล้วจะทำอันใดก็ค่อยไปทำตอนนั้น เข้าใจหรือไม่”
เสิ่นอิงอิงตื่นขึ้นมากลางดึก นางรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำแต่ตอนนี้จะไปมีห้องน้ำที่ไหนกัน นี่มันกลางป่าชัด ๆ คนอื่น ๆ หลับกันหมดแล้ว เหลือแค่ชายฉกรรจ์หลายคนที่รับหน้าที่เฝ้าเวรยามในตอนกลางคืน หนึ่งในคนเหล่านั้นมีท่านพ่อของนางด้วย
“ท่านพ่อเจ้าคะ”
“อิงอิงลูก ตื่นแล้วหรือ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือไม่ ร่างกายของเจ้ายังมีตรงไหนอีกที่ได้รับบาดเจ็บ”
“ท่านพ่อ ข้าดีขึ้นมากแล้ว แต่ตอนนี้ข้าอยากปลดทุกข์เจ้าค่ะ คือข้าอยากปล่อยเบา”
“ตกลง พ่อจะพาเจ้าไป ตามพ่อมาทางนี้”
“เจ้าค่ะ”
ความจริงแล้วเสิ่นอิงอิงไม่ได้อยากจะปลดทุกข์แต่มันเป็นเพียงข้ออ้างที่จะนำเอาบางสิ่งบางอย่างออกมาจากมิติเพื่อนำมาซ่อนเอาไว้ก่อน จากนั้นพรุ่งนี้นางค่อยติดตามพี่ชายทั้งสองไปเก็บฟืน แล้วแกล้งทำเป็นว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สิ่งที่เสิ่นอิงอิงออกมาจากมิติคือ เผือก ที่บังเอิญมีอยู่ในมิติอยู่แล้ว
เสิ่นอิงอิงย้ายเผือกสิบกว่าต้นออกมาจากมิติ จากนั้นก็กลับไปหาเสิ่นเทียนหยางที่รออยู่ไม่ไกล โชคดีที่โลกนี้ก็มีเผือกเช่นเดียวกัน นางจะได้ไม่ต้องแต่งเรื่องโกหกมากนักหากมีของที่กินได้แต่คนที่โลกนี้ไม่รู้จัก นอกจากเผือกแล้วยังมีมันเทศ มันฝรั่ง แต่มันฝรั่งนั้นค่อนข้างจะหายากสักหน่อย
เช้าวันต่อมา หลังจากกินอาหารเช้าง่าย ๆ แล้ว วันนี้พวกเขาจะพักที่นี่อีกหนึ่งคืนและจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ตอนเช้ามืด หมู่บ้านเสิ่นเจียชุนมีชาวบ้านทั้งหมด ประมาณ 60 ครัวเรือน แต่มีบางครอบครัวที่ออกเดินทางไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในเมืองอื่น ทำให้ตอนนี้เหลือชาวบ้านที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น โชคดีที่มีเด็กและคนชราไม่มากนัก ทำให้การเดินทางไม่นับว่าล่าช้าสักเท่าไหร่ แต่ปัญหาของพวกเขาก็คือไม่สามารถหาแหล่งน้ำได้
สิ่งที่เสิ่นอิงอิงพอใจมากที่สุดคือ เมื่อครอบครัวของใครหาอาหารมาได้ก็ให้เก็บเอาไว้ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาออกมาแบ่งปันผู้อื่น เว้นเสียแต่ว่าแต่ละครอบครัวมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีการพูดคุยตกลงในการกินและการหาอาหารร่วมกัน ครอบครัวของเสิ่นเทียนหยางนั้นนับว่ายากจน
ไม่มีครอบครัวไหนอยากกินและหาอาหารร่วมกับพวกเขา ยกเว้นครอบครัวของสหายทั้งสองคนของเสิ่นเทียนหยาง แต่ทว่าพวกเขาเองก็เป็นครอบครัวที่ยากจนเช่นเดียวกัน นอกจากจะแบ่งของที่หามาได้เท่า ๆ กันแล้วก็ไม่ได้กินอาหารร่วมกัน โดยสหายของเสิ่นเทียนหยางอ้างว่าพวกเขามีสมาชิกในครอบครัวมากกว่าเสิ่นเทียนหยาง ไม่อยากเอาเปรียบสหาย เพียงแค่แบ่งของที่หามาได้เท่า ๆ กันก็ถือว่าดีมากแล้ว
เช้าวันต่อมาเสิ่นอิงอิงที่ไม่ยอมฟังคำทัดทานของหานหลิวอิงผู้เป็นแม่ลุกขึ้นและแบกตะกร้าไม้ไผ่วิ่งตามหลังพี่ชายทั้งสองคนเข้าไปในป่า ความจริงแผลบนหัวของนางหายตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ที่ยังเอาผ้าพันเอาไว้เพื่อปกปิดความจริงเท่านั้น ด้วยแผลขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันเป็นไปไม่ได้ที่แผลจะหายดีในชั่วข้ามคืน ถ้าหากมีคนรู้เข้าคงได้คิดว่านางเป็นภูตผีปีศาจและคงจับนางไปเผาทั้งเป็น ทีนี้แหละได้ตายรอบสองแน่ ๆ
