เสียงในใจของพระชายาทำข้าหวั่นไหว

53.0K · จบแล้ว
B.J.
32
บท
299
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

“เซียนปรุงยาปลายแถว” อย่างข้า แค่เฝ้าหม้อยายังทำระเบิดได้ ใครจะไปคิดว่า…พอลืมดูไฟเพราะมัวแต่อ่านนิยายอยู่ดีๆ ข้าจะทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนั้นเสียเอง! แถมยังมาอยู่ในร่าง “มู่หรงซี” พระชายาจิ่นอ๋องผู้แสนอาภัพ ที่ถูกแม่เลี้ยงกับน้องสาวต่างมารดารังแกสารพัด ถูกวางยา ส่งขึ้นเตียงท่านอ๋อง และสุดท้ายยังต้องตายอย่างอนาถในเนื้อเรื่องเดิมอีกต่างหาก เดิมทีข้าคิดเพียงเอาชีวิตรอด จัดการคนชั่ว กินอิ่ม นอนสบาย ใช้ชีวิตเป็นพระชายาปลาเค็มไปวันๆ ก็พอแล้ว แต่เหตุใดทุกอย่างถึงเริ่มแปลกไป สามีผู้เย็นชาที่ควรเกลียดข้า กลับคลั่งรักข้าหนักขึ้นทุกวัน ครอบครัวจวนอ๋องที่ควรแตกแยก กลับอบอุ่นจนเหมือนบ้านจริงๆ ส่วนเหล่าตัวร้ายก็ทยอยพังพินาศกันหมดอย่างน่าอนาถ หมายเหตุ นิยายเรื่องนี้พระเอกธงเขียว รักและตามใจนางเอกมาก ตัวร้ายพ่ายแพ้หมดรูป นิยายเบาสมอง ตลก คลายเครียด นางเอกน่ารัก กินเก่ง ใช้ชีวิตสุขสบายสุด ๆ

นิยายรักโรแมนติกนางเอกเก่งดราม่าข้ามมิติจีนโบราณโรแมนติกพระชายา

1

“โง่เง่าเกินไปแล้ว!” เสียงใสดังลั่นตำหนักปรุงยาเล็กๆ บนยอดเขาเซียน

มู่หรงซีนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเตาหลอมโอสถ มือหนึ่งถือพัดคอยโบกไฟ อีกมือเปิดนิยายเล่มหนาจนแทบปิดหน้าไม่มิด ดวงตากลมโตจ้องตัวหนังสือเขม็ง สีหน้าจริงจังราวกับกำลังศึกษาคัมภีร์ลับแห่งสวรรค์

ทว่า… สิ่งที่นางอ่านหาใช่ตำราวิชาเซียนไม่

แต่เป็นนิยายรักดราม่าน้ำตานองเรื่อง “เกมบัลลังก์วังหลัง” ที่แอบยืมมาจากศิษย์พี่ต่างหาก

“มู่หรงซีนี่โง่จริงๆ ถูกแม่เลี้ยงรังแกยังไม่พอ ยังถูกน้องสาวกลั่นแกล้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีก ถ้าเป็นข้าหรือจะตบเสียให้คว่ำทั้งแม่ทั้งลูก” นางพลิกหน้ากระดาษอย่างหัวเสีย อีกมือวางพัดก่อนจะหยิบฟืนเติมไฟไปที่เตาอย่างเผลอไผล ลืมไปว่าอาจารย์ให้เฝ้าหม้อยาเฉยๆ ห้ามเติมฟืนไฟอีก เพราะอาจารย์จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

“แล้วนี่อะไร พระเอกก็เย็นชา ร้ายกาจ พระชายาตัวเองอยู่ในจวนก็ไม่ได้รับความรักหลังจากแม่ตาย แต่งงานมีสามี สามีก็ยังรังเกียจอีก เห้อ... โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับคนดีเลยสักนิด”

“ยังมีตอนจบอีก… มู่หรงซีตายเพราะถูกจับได้ว่าวางยาพระเอก พระเอกไปแต่งงานกับรักแรกที่เป็นแม่ทัพหญิงร่วมรบด้วยกัน แต่ก็ตายเพราะยาพิษสะสม นางเอกของเรื่องที่เป็นแม่ทัพหญิงกอดศพพระเอกร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ใครแต่งนิยายเรื่องนี้ เฮงซวยเอ๊ย!”

มู่หรงซีสะบัดหน้าอย่างขัดใจ ยิ่งโมโห นางก็ยิ่งเติมฟืนไฟที่เตาทำให้หม้อยาเริ่มเดือดเกินควบคุม

“นิยายอะไรช่างหดหู่ รันทด ทำไมตัวประกอบที่ชื่อเหมือนข้าต้องตายอนาถเช่นนี้ด้วยเล่า”

หม้อยาขนาดใหญ่ตั้งอยู่เหนือเปลวไฟสีคราม กลิ่นสมุนไพรหอมฟุ้งไปทั่วห้อง แต่เริ่มเดือดพล่านเกินควบคุมได้ โอสถในคืนนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันคือโอสถทิพย์เจ็ดดารา ที่อาจารย์ของนางใช้เวลาหลายปีรวบรวมวัตถุดิบ

หากสำเร็จจะช่วยเพิ่มพลังลมปราณได้มหาศาล

หากล้มเหลว ต่อให้ทั้งยอดเขาเซียนรวมเงินกันก็ยังชดใช้ไม่หมด

ก่อนหน้านี้ชายชราหนวดขาวในชุดคลุมเซียนได้สั่งนักสั่งหนาว่าให้เฝ้าให้ดี

“ข้าจะลงเขาไปสักครู่ เจ้าแค่เฝ้าเอาไว้ อย่าเติมฟืนเพิ่ม เข้าใจหรือไม่”

“เจ้าค่ะอาจารย์”

“อีกครึ่งชั่วยามก็ปิดเตาได้แล้ว ห้ามแตะต้องมันเด็ดขาด!”

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะอาจารย์ ศิษย์น้อมรับ”

“ถ้าเจ้าเฝ้าหม้อยาและปรุงยาสำเร็จ จะมีความดีความชอบ ปกติเจ้าไม่เอาไหน ไม่ได้สักเรื่องอะไรสักอย่าง หากอยากเลื่อนขั้นก็ต้องปรุงยาหม้อนี้ให้สำเร็จ ข้าช่วยเจ้าได้แค่นี้แหละ”

“เจ้าค่ะท่านอาจารย์” แม้นางจะไม่เอาไหนแต่ก็ขยันขันแข็ง ช่วยเหลืออาจารย์และศิษย์พี่ทำโน่นทำนี่ตลอด จึงเป็นที่รัก ดังนั้นถ้าอยากเลื่อนขั้น อาจารย์และเหล่าบรรดาศิษย์พี่จึงต้องช่วยให้ศิษย์น้องเล็กคนนี้มีผลงานบ้าง เพราะศิษย์คนอื่นในสำนักที่เป็นแขนงวิชาอื่นเขาประสบความสำเร็จบรรลุปราณกันไปหมดแล้ว เหลือแต่มู่หรงซีนี่แหละที่ยังอยู่ปลายแถว แถมไม่มีผลงานอีก จึงไม่สามารถช่วยเหลือให้เลื่อนขั้นเซียนได้

อาจารย์จ้องนางอยู่อีกอึดใจ คล้ายไม่ไว้ใจ สุดท้ายก็เดินจากไป เอาน่า... แค่เฝ้าหม้อยา ไม่ต้องทำอะไร เพราะสมุนไพรใส่ครบแล้ว ไฟก็ควบคุมเอาไว้แล้ว แค่นี้ไม่น่ายากเย็นอะไร

ทันทีที่อีกฝ่ายลับสายตา มู่หรงซีก็ถอนหายใจยาว

“ข้าอายุยี่สิบแล้วนะ ยังทำเหมือนข้าเป็นเด็กไปได้”

นางก้มกลับมาอ่านนิยายต่อทันที ยิ่งอ่านก็ยิ่งอิน

โดยเฉพาะช่วงที่พระชายามู่หรงซี ถูกแม่เลี้ยงวางแผนให้เสียตัวกับจิ่นอ๋องในงานเลี้ยง นางเอกซ้ำๆ หลายรอบก็สงสาร เสียตัวไม่พอยังต้องมาโดนข่มขู่อีก

“ร้ายเกินไปแล้ว!” นางตบโต๊ะดังปัง

“ฮูหยินหลิวนี่สมควรถูกฟ้าผ่า!”

“แล้วมู่หรงซีก็ยอมง่ายๆ เช่นนั้นหรือ ก็แค่อัฐิ บุกไปชิงกลับมาก็สิ้นเรื่อง อ่อนแอเกินไปแล้ว เป็นเบี้ยหมากให้แม่เลี้ยงและฮองเฮาผู้ชั่วร้าย”

“โอ๊ย! ข้าอยากร้องไห้!”

มู่หรงซีอ่านไปด่าไปจนลืมเวลา หญิงสาวรีบคว้าฟืนโยนเข้าเตาด้วยความเผลอไผล จำได้แค่ว่าต้องเฝ้าหม้อยาแต่ลืมคำสั่งที่ว่าห้ามเติมฟืนไฟไปเสียสนิท

เปลวไฟพุ่งสูงขึ้น มู่หรงซีพยักหน้าอย่างพอใจ

“เช่นนี้สิถึงจะถูก ยาของท่านอาจารย์จะต้องเป็นโอสถขั้นเทพแน่ ๆ เพราะข้าเป็นคนดูแล” นางตบอกตัวเองก่อนอย่างภาคภูมิใจ

นางก้มกลับไปอ่านต่ออย่างเมามัน

“…สุดท้ายจิ่นอ๋องก็ตายเพราะพิษ ส่วนพระชายาก็ถูกคนทั้งแผ่นดินสาปแช่ง”

“จบอะไรเศร้าเช่นนี้!” อ่านซ้ำไปซ้ำมาก็อยากจะเปลี่ยนเนื้อเรื่องนัก แต่ก็ทำไม่ได้ ถ้านางเขียนเองรับรองสนุกกว่านี้แน่ นี่เซียนคนไหนเขียนเหรอ ไม่มีสมองหรือไงกันนะ

ทันใดนั้น

ครืนนน!

หม้อยาสั่นสะเทือนรุนแรง มู่หรงซีสะดุ้งเฮือก

“เอ๊ะ?”

เปรี๊ยะ!

รอยร้าวปรากฏขึ้นบนหม้อยา สีหน้านางซีดเผือดทันที

“เดี๋ยวนะ…นี่มัน”

ตูม!!!

เสียงระเบิดดังสนั่นยอดเขา เปลวไฟสีทองพวยพุ่งออกจากหม้อยา พลังลมปราณระเบิดกระจายไปทั่วห้อง

“กรี๊ดดดด!”

ร่างของมู่หรงซีถูกแรงระเบิดซัดกระเด็น ก่อนทุกอย่างจะมืดดับลง

กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยเข้าจมูก เสียงผู้คนดังอื้ออึงอยู่ไกลๆ

มู่หรงซีขมวดคิ้ว รู้สึกปวดศีรษะราวกำลังจะปริแตก

“อื้อ…”

นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ เพดานไม้แกะสลักงดงามปรากฏตรงหน้า ม่านเตียงสีแดงปักดิ้นทองพลิ้วไหวเบาๆ

“ที่นี่คือ…”

ยังไม่ทันได้คิดต่อ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากด้านนอก

“เร็วเข้า!”

“ข้าได้ยินเสียงจริงๆ!”

“มีคนทำอะไรไม่เหมาะสมในงานเลี้ยงท่านอัครเสนาบดี แย่จริง ๆ”

มู่หรงซีเบิกตากว้าง

เดี๋ยวนะ เสียงนี้มันคุ้นๆ นางรีบหันขวับไปด้านข้างกาย แล้วทั้งร่างก็แข็งค้างทันที บุรุษผู้หนึ่งกำลังนอนอยู่ข้างกายนาง

ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ดวงตาปิดสนิท คิ้วยาวดุจบรรจงวาด จมูกโด่งคม สวมเพียงอาภรณ์ชั้นในหลวมๆ เผยแผงอกแข็งแรง

และที่สำคัญ นี่คือเซียวจิ่นอัน จิ่นอ๋องผู้สำเร็จราชการ!