บทที่ 7 แย่งชิงชายหนุ่มรูปงาม
เสิ่นเล่อเหยียนมองภาพนั้นจากหน้าต่างเรือนด้วยรอยยิ้ม นางรู้ดีว่าตงหยางเป็นคนมีน้ำใจและไม่ถือตัว แต่ในใจลึกๆ ก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ ชายผู้สูญเสียความทรงจำผู้นี้ แม้จะไม่รู้ว่ามาจากที่ใด แต่กลับมีท่วงท่ากิริยาสง่างามเกินกว่าจะเป็นชาวบ้านทั่วไปนัก
บางครั้ง...นางก็รู้สึกคุ้นหน้าชายหนุ่มอย่างน่าประหลาด ราวกับเคยเห็นเขาที่ไหนมาก่อน
และวันนี้ เสิ่นเล่อเหยียนต้องเข้าไปในตัวอำเภอเฟิงหลินเพื่อขายสมุนไพร หญิงสาวสะพายตะกร้าไม้ไผ่เดินออกมาที่ประตูเรือน เมื่อหญิงสาวเหล่านั้นเห็นนาง ทุกคนต่างเปลี่ยนท่าทีทันที
“ไปขายสมุนไพรในเมืองหรือเหยียนเหยียน” หญิงหม้ายเอ่ยทักทาย
“เจ้าค่ะ พวกท่านต้องการอะไรหรือไม่ ฝากข้าซื้อได้นะ” ร่างบางเอ่ยอย่างเป็นกันเอง
“เหยียนเหยียน น้องชายของข้าบอกว่าอยากินขนมกุ้ยฮวา นี่เงิน ข้าฝากเจ้าซื้อกลับมาด้วยนะ” บุตรสาวของนายพรายเอ่ยพร้อมยื่นถุงเงินให้หญิงสาว
“ได้ เจ้ารอข้ากลับมา” เสิ่นเล่อเหยียนรับถุงเงินมาเก็บไว้ ก่อนจะเดินผ่านคนเหล่านั้น ทว่าตงหยางที่ถูกรุมล้อมได้โอกาส จึงแหวกฝูงสตรีวิ่งตามหญิงสาวไป
“เหยียนเหยียน ข้าไปช่วยเจ้าด้วย” เหล่าหญิงสาวในหมู่บ้านมองตามหลังชายหนุ่ม ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ จากนั้นจึงแยกย้ายกลับบ้านของตนเอง
ช่วงสาย...เมื่อเกวียนโดยสารหยุดลงที่หน้าตลาดอำเภอเฟิงหลิน เสิ่นเล่อเหยียนขนของลงมา ก่อนจะหันไปบอกชายหนุ่มที่นั่งข้างกัน
“เจ้ารอข้าที่นี่ ข้าจะเข้าไปส่งสมุนไพรให้จินเป่าถังเสียก่อน”
ตงหยางพยักหน้า
“ได้ ข้าจะรออยู่ตรงนี้”
หญิงสาวยิ้มบาง ก่อนจะยกตะกร้าสมุนไพรเดินเข้าไปในร้านขายยาที่อยู่ไม่ไกลนัก ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนรออยู่ข้างนอก ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ในตลาด
ด้วยรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา และท่าทีสงบนิ่งของเขา ทำให้ผู้คนโดยรอบอดเหลียวมองไม่ได้ โดยเฉพาะบรรดาหญิงสาวที่เดินผ่านไปมา ต่างก็แอบกระซิบกระซาบกันเบาๆ บางคนถึงกับหยุดยืนมองอย่างเปิดเผย
ไม่นานนัก กลุ่มหญิงสาวจากตระกูลผู้ดีในอำเภอเฟิงหลิน ก็เริ่มเข้ามารายล้อมชายหนุ่ม พร้อมกับพูดคุยหยอกล้อด้วยท่าทีสนอกสนใจ แต่ตงหยางทำเพียงยิ้มอย่างสุภาพ ไม่ได้ตอบรับหรือแสดงท่าทีสนิทสนม
ทว่าท่ามกลางกลุ่มสตรีเหล่านั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งโดดเด่นยิ่งกว่าใคร นางคือหานจิ่วเย่ บุตรสาวเพียงคนเดียวของนายอำเภอหาน หญิงสาวผู้สวมชุดผ้าไหมสีฟ้า ปักลายดอกโบตั๋นละเอียดอ่อน ใบหน้างดงามขาวผ่อง ดวงตาคมแฝงความมั่นใจ
เมื่อสายตาของนางสบกับตงหยางในครั้งแรก หัวใจของหานจิ่วเย่ก็พลันเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ชายผู้นี้...ช่างหล่อเหลายิ่งนัก” นางพึมพำกับตนเอง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้พร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน
“ท่านชื่ออะไรหรือเจ้าคะ ข้าไม่เคยเห็นท่านที่นี่มาก่อน” หญิงสาวเอ่ยถามชื่ออีกฝ่ายด้วยท่าทีเขินอาย
ตงหยางยกมือคำนับอย่างสุภาพ พร้อมกับบอกชื่อของตน
“ข้าน้อยชื่อตงหยาง เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา มาอยู่ที่อำเภอเฟิงหลินได้ไม่นาน” หานจิ่วเย่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจ
“เช่นนั้นหรือ...แล้วท่านมาทำอะไรที่นี่ หรือว่ากำลังหางานทำ บิดาของข้าเป็นนายอำเภอ ถ้า...ท่านต้องการหางาน ข้าสามารถเอ่ยปากกับบิดาของข้าได้”
ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่มีใครไม่รู้ว่าหานจิ่วเย่เป็นสตรีที่เย่อหยิ่งเพียงใด นางไม่มีทางยอมลดตัวมาพูดคุยกับชาวบ้านธรรมดา ยิ่งหางานให้ทำด้วยแล้ว...ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ทุกคนต่างมองมายังตงหยาง พร้อมกับสายตาเลื่อมใส ในใจคิดว่าชายหนุ่มกำลังได้รับโชคครั้งใหญ่ เพราะหากเกาะขาของหานจิ่วเย่ผู้นี้ได้ อนาคตข้างหน้าก็สดใสแล้ว
ในขณะที่เกิดความวุ่นวายนั้นเอง เสิ่นเล่อเหยียนก็เดินออกจากร้านสมุนไพร เมื่อหญิงสาวเห็นภาพตรงหน้าจึงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ เพราะรอบตัวตงหยางบัดนี้เต็มไปด้วยหญิงสาวในอำเภอเฟิงหลิน
“ตงหยาง กลับได้แล้ว” หญิงสาวเอ่ยเรียกชายหนุ่มด้วยท่าทีไม่ใส่ใจนัก ตงหยางหันไปตามเสียง ดวงตาเรียบเฉยของชายหนุ่มพลันอ่อนโยนขึ้นทันที
“ได้...ข้ามาแล้ว” ชายหนุ่มรีบวิ่งไปตามเสียงเรียก หานจิ่วเย่เห็นดังนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปทันที ความไม่พอใจฉายชัดในแววตา นางก้าวเข้าหาหญิงสาวอีกคนที่ดึงความสนใจของชายหนุ่มไปจากตน
“เจ้าเป็นอะไรกับเขา” หานจิ่วเย่ชี้ไปยังตงหยาง เสิ่นเล่อเหยียนนิ่งคิดเล็กน้อย นางควรบอกว่าตนเองเป็นอะไรกับตงหยางดี อืมมม
“ข้าเป็นคนเลี้ยงดูเขา อ้อไม่ใช่สิ...ต้องบอกว่าเป็นผู้มีพระคุณถึงจะถูก” คำพูดของนางทำสตรีทั้งหลายต่างชะงักงัน หานจิ่วเย่เองก็เช่นกัน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร! คนเลี้ยงดู!”
“คุณหนูเจ้าต้องจับใจความให้ดี ก่อนหน้านี้ข้าเอ่ยสองประโยค หมายถึงผู้มีพระคุณน่ะ ข้าเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้”
“เช่นนั้น เจ้าหมายความว่า เขามิได้เป็นอะไรกับเจ้า”
เสิ่นเล่อเหยียนพยักหน้า ทันใดนั้น...ปลายคางของหานจิ่วเย่พลันเชิดขึ้นทันที พร้อมแสดงออกว่า ตนนั้นเหนือกว่าหญิงชาวบ้านอย่างนาง
“ข้าชื่อหานจิ่วเย่ บุตรสาวของนายอำเภอหาน ในเมื่อเจ้ามิได้เป็นอันใดกับตงหยาง ข้าก็มีเรื่องอยากพูดกับเจ้าตรงๆ ความจริงข้าชอบชายผู้นั้น หากเจ้ามิได้มีความเกี่ยวข้องใดเป็นพิเศษ ขอให้ปล่อยเขาไป นี่คือตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึง ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนบุญคุณที่เจ้าช่วยชีวิต”
คำพูดนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับเงียบงัน เสิ่นเล่อเหยียนมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่ง ดวงตาเรียวลึกไม่แสดงอารมณ์ใดใด ก่อนจะเอ่ยตอบอีกฝ่าย
“ข้าช่วยชีวิตเขาก็จริง แต่ไม่เคยคิดทวงบุญคุณ อีกอย่าง ถ้าคุณหนูหานชอบตงหยางนั่นก็ไม่เกี่ยวอันใดกับข้า และตัวข้าก็คงไม่มีสิทธิ์ห้ามผู้ใดมาชอบเขาเช่นกัน ถ้าคุณหนูและตงหยางพอใจซึ่งกันและกัน ข้าผู้นี้ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่ว่านะ...ข้าขอเอ่ยสักเรื่อง ตง หยางเป็นคนหาใช่สิ่งของ คุณหนูไม่ควรเอ่ยเช่นนั้น”
“เจ้า!”
บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบงัน ตงหยางมองสตรีทั้งสองสลับกันไปมา สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความลำบากใจ แต่ในแววตาที่มองเสิ่นเล่อเหยียนนั้นกลับมีความซับซ้อนบางอย่างซ่อนอยู่
ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มแสดงความไม่พอใจออกมาเล็กน้อย แม้จะพยายามปิดบังทว่าก็ยังทำให้รู้ว่าไม่ชอบใจต่อคำพูดของนาง ร่างสูงก้าวเข้าประชิดหญิงสาว ก่อนจะคว้ามือของนางเอาไว้แน่น
