บทที่ 5 ชายแปลกหน้า
“เรื่องเช่นนี้...มิได้มีเพียงตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงเท่านั้นหรอกนะ” มู่หลิงหลิงเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตาไม่ละจากภาพตรงหน้า
“แม้แต่อำเภอเล็กๆ แห่งนี้ก็ไม่ต่างกัน ผู้คนต่างแย่งชิงผลประโยชน์ของกันและกัน ไม่ว่าฐานะสูงหรือต่ำ หากใจไม่มั่นคง ชีวิตก็คงไม่ต่างจากครอบครัวสกุลจาง” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับอธิบายให้เสิ่นเล่อเหยียนฟัง
ความจริง ครอบครัวของมู่หลิงหลิงมาจากเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวง หลังจากบ้านหลักสอบได้จอหงวน บ้านรองอย่างบิดาของนางก็ถูกแบ่งแยกออกมา เพื่อไม่ให้ได้รับผลประโยชน์จากพวกเขา
ดังนั้นบิดาของนางจึงได้พาลูกๆ และภรรยาย้ายกลับมายังบ้านเดิมของมารดามู่หลิงหลิง เพราะเคยอาศัยอยู่เมืองใหญ่ นางจึงค่อนข้างมีความรู้และแตกต่างจากหญิงชาวบ้านคนอื่นๆ
เสียงพูดคุยของทั้งสองจบลง เสียงไม้เนื้อแข็งกระทบผิวเนื้อดัง ก้องสะท้อนไปทั่วลานหน้าศาลบรรพชน จางเหล่าต้าร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เสิ่นเล่อเหยียนมองภาพนั้นด้วยสายตาเยือกเย็นปนเวทนา
“ช่างน่าสงสารนัก...แต่ก็สมควรแล้ว เพราะเขาทำร้ายมารดาบังเกิดเกล้า” นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับ
“ไปเถอะ แม่นมหลี่ ที่นี่ไม่มีอะไรให้ดูแล้ว”
แม่นมหลี่พยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ทั้งสองเดินออกจากลานหน้าศาลบรรพชน ไปตามทางดินที่ทอดยาวกลับสู่เรือน แสงอาทิตย์ยามสายสาดส่องผ่านยอดไม้ ทาบเงาร่างของหญิงสาวและหญิงชรา
เสียงไม้ไผ่กระทบเนื้อที่ดังอยู่เบื้องหลังค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ เสิ่นเล่อเหยียนก้าวเดินอย่างมั่นคง แม้ในใจจะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่เรื่องของตนเอง ทว่าตัวนางมาอาศัยอยู่ที่นี่นานนับสิบปี จึงมีความผูกพันกับผู้คนและสถานที่ จึงไม่อยากเห็นใครก็ตามต้องรู้สึกเจ็บปวด
เมื่อกลับถึงเรือน เสิ่นเล่อเหยียนหยิบตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นมาเตรียมของสำหรับขึ้นเขา แม่นมหลี่ที่เห็นเข้าก็รีบเอ่ยถาม
“ขึ้นเขาอีกแล้วหรือ วันนี้พักผ่อนสักวันไม่ดีกว่าหรือ”
ที่นางถามเช่นนั้น เพราะเมื่อวานหญิงสาวดูแลคนป่วยอย่างแม่เฒ่าจวงทั้งคืน จึงอยากให้นางพักผ่อนดีดี สักหน่อย
“ร้านขายสมุนไพรในเมืองต้องการยาบางตัว ข้าจะขึ้นเขาไปดูสักหน่อย เดี๋ยวค่อยกลับมานอนก็ได้” หญิงชราถอนหายใจยาวกับความดื้อรั้นของนาง
“ก็ได้ เช่นนั้นระวังตัวหน่อย ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย แถมได้ยินว่าสัตว์ในภูเขาช่วงนี้ดูแปลกๆ ระวังมันจะทำร้ายเอา” แม่นม หลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย
เสิ่นเล่อเหยียนยิ้มให้กับความขี้กังวลของแม่เฒ่าตรงหน้า
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าจะรีบกลับก่อนค่ำ” เอ่ยจบ นางก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลัง แล้วก้าวออกจากเรือนอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อไปถึงตีนเขา เป็นอย่างที่แม่นมหลี่เอ่ย วันนี้อากาศแปลกกว่าทุกวัน ฟ้าครึ้มแต่ไม่มีฝน ลมพัดแผ่วเบาอย่างไร้ทิศทาง รอบด้านเงียบสงัดจนผิดปกติ
ตั้งแต่เดินขึ้นมา นางไม่ได้ยินแม้แต่เสียงนกร้องหรือแมลงปีกแข็งที่มักส่งเสียงในพงหญ้า ความเงียบงันนั้นทำให้บรรยากาศดูอึมครึมราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังกลั้นหายใจ
หญิงสาวเดินเก็บสมุนไพรไปเรื่อยๆ อย่างระมัดระวัง มือเรียวเด็ดใบและรากพืชที่ต้องการใส่ตะกร้าโดยไม่คิดสิ่งใด จนกระทั่งเสียงน้ำตกที่คุ้นเคยดังแว่วเข้ามาในหู
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ร่างบางพลันชะงักงัน ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้หัวใจของนางเต้นแรง ร่างของชายผู้หนึ่งนอนพาดอยู่ริมตลิ่ง เลือดสีเข้มไหลเปรอะไปทั่วพื้นหินและน้ำใสที่ไหลผ่าน
“นี่มัน...!!” เสิ่นเล่อเหยียนรีบวางตะกร้าลง แล้วปรี่เข้าไปทันที หญิงสาวคุกเข่าลงด้านข้างชายผู้นั้น มือเย็นเฉียบแตะที่ลำคอเพื่อตรวจชีพจร ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เขายังมีลมหายใจอยู่!”
แม้ชีพจรจะเต้นแผ่วมาก ทว่าเขายังไม่ตาย
โดยไม่ลังเล หญิงสาวรีบมองหากิ่งไม้และเถาวัลย์ใกล้ๆ ก่อนจะใช้มีดตัดไม้และเถาวัลย์มาผูกทำเป็นแพเล็กอย่างลวกๆ จากนั้นจึงค่อยๆ พยุงร่างชายหนุ่มขึ้นวางบนแพไม้แล้วลากเขาลงเขาไป
“อดทนไว้ก่อนนะ ข้าจะพาเจ้ากลับไปรักษาให้ได้”
เสียงน้ำตกดังกลบทุกสิ่ง เสิ่นเล่อเหยียนใช้แรงทั้งหมดลากแพไปตามทางน้ำที่ไหลลงสู่เชิงเขา ก่อนจะเปลี่ยนมาลากต่อบนพื้นดินขรุขระจนถึงทางเข้าหมู่บ้าน
เหงื่อของนางไหลชุ่มแผ่นหลัง แต่หญิงสาวไม่หยุดพักแม้แต่ชั่วลมหายใจเดียว จนกระทั่งถึงเรือนของตน นางจึงรีบเรียกแม่นมหลี่ให้ช่วยเปิดประตู
“แม่นม! เตรียมน้ำร้อนกับผ้าสะอาดให้ข้าหน่อย เร็วเข้า! มีคนบาดเจ็บสาหัส!”
เสียงของนางดังชัดเจนเข้าไปถึงด้านในเรือน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความสงสัยว่าชายผู้นี้เป็นใคร เหตุใดถึงได้มาบาดเจ็บอยู่กลางป่าเช่นนั้น แต่ในยามนี้...สิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิตเขาไว้ให้ได้
เสิ่นเล่อเหยียนรีบพาชายผู้นั้นเข้าไปด้านในเรือน ส่วนแม่นมหลี่ก็เตรียมการตามที่หญิงสาวสั่งโดยไม่เอ่ยถาม
ชายหนุ่มที่นางช่วยมาจากน้ำตกนอนหมดสติอยู่บนเตียง เสื้อผ้าของเขาเปรอะเปื้อนด้วยเลือดจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม
หญิงสาวตรวจบาดแผลอย่างละเอียด ที่หน้าอกและซี่โครงมีร่องรอยจากอาวุธมีคม นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะรีบทำความสะอาดบาดแผลอย่างระมัดระวัง ทว่าโลหิตที่ไหลซึมออกมาก็ยังไม่หยุดไหล
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง แม่นมหลี่ทำหน้าที่ผู้ช่วยอย่างขะมักเขม้น น้ำสะอาดก่อนหน้านี้กลายเป็นสีแดงฉาน หญิงชราเดินเข้าออกเพื่อเปลี่ยนน้ำร้อนอยู่หลายรอบ
“อดทนไว้ก่อนนะ ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าตายที่นี่เป็นอันขาด”
ร่างบางพึมพำ พลางใช้ผ้าชุบน้ำร้อนเช็ดเลือดทำความสะอาดแล้วใช้เหล้าแรงทำความสะอาดบาดแผลอีกรอบ จากนั้นโรยผงยาห้ามเลือดลงบนบาดแผล แล้วพันผ้าสะอาดรอบลำตัวอย่างแน่นหนา
เมื่อเลื่อนมือขึ้นตรวจศีรษะ นางพบว่าที่ท้ายทอยของชายหนุ่มก็มีบาดแผลเช่นเดียวกัน หญิงสาวช่วยใส่ยาและทำแผลให้เขาอย่างเบามือ ก่อนจะผละออกจากห้องไป
หลังจากเสิ่นเล่อเหยียนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงกลับมาอีกครั้ง สายตาของนางจับจ้องชายหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาขาวซีดทว่าคมเข้ม ดวงตาปิดสนิท ขนตายาวทาบแก้มราวกับคนที่กำลังหลับลึก
“แม่นมหลี่ ท่านดูเขาเอาไว้ ข้าจะไปตามจางต้าหลางให้เขามาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าของชายผู้นี้” เอ่ยจบหญิงสาวก็ก้าวออกจากเรือนไปทันที
เพียงไม่นานนัก จางต้าหลางก็กลับมาพร้อมนาง เขามองชายแปลกหน้าที่นอนหมดสติอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าตกใจ
“บุรุษผู้นี้เป็นใครหรือพี่อาเหยียน” เด็กหนุ่มชี้ไปยังชายตรงหน้า
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส หากไม่ช่วยเอาไว้ วันนี้เขาคงไม่รอด” หญิงสาวตอบเรียบๆ
“ต้าหลาง เจ้าช่วยเปลี่ยนชุดให้เขาที”
