Chapter 1 การกลับมาของอดีต
กรุงเทพมหานคร
เมษายน 2558
ไม่ทันแล้ว!
อีกสิบห้านาทีได้เวลาเข้าประชุม หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือแล้วถึงกับหน้าถอดสีผลุนผลันลงจากรถล็อคประตูด้วยความเร่งรีบ เบี่ยงตัวหลบรถคันข้าง ๆ ที่จอดชิดกันออกมา ในมือถือของพะรุงพะรังทั้งกระเป๋าสะพาย แฟ้มเอกสารสองปึกใหญ่ กระบอกอลูมิเนียมใส่แบบแปลนสะพายไหล่คนละข้างกับกระเป๋า ก้าวเดินแกมวิ่งจากลานจอดรถกลางแจ้งเข้ามาภายในอาคารอย่างกระหืดกระหอบมาตามทางผ่านล็อบบี หล่อนยิ้มทักทายพนักงานต้อนรับอย่างเอื้อเฟื้อก่อนจะต้องชะงักเมื่อถูกเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวค่ะ คุณรอก่อนค่ะ”
สิมิลันชะงักหันขวับไปหาที่มาของเสียงแล้วเอ่ยถาม “ฉันหรือคะ?”
“ใช่ค่ะ”
สิมิลันเลิกคิ้วจ้องพนักงานคนนั้นเดินเข้ามาหาพร้อมลิลลี่สีขาวช่อโตห่อด้วยกระดาษสาสีครีมอ่อนผูกโบว์ม่วงขนาดใหญ่สะดุดตา สิมิลันจ้องตาไม่กะพริบทันทีที่อีกฝ่ายยื่นให้ก่อนถามย้ำถึงที่มา
“ดอกไม้นี้ของฉันหรือคะ”
“ใช่ค่ะ”
“จากไหนคะเนี่ย”
“ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แมสเซนเจอร์เอามาส่งเมื่อเช้า บอกว่าให้ส่งให้ถึง
มือคุณค่ะ” พนักงานสาวแจงเสร็จแล้วถอยหลังกลับไปประจำเคาน์เตอร์ต้อนรับตามเดิม
สิมิลันมองช่อดอกงามในมือด้วยความฉงน จะมีใครส่งดอกไม้ให้หล่อนนอกจากคนรู้ใจ แต่หากเป็นเขาย่อมต้องรู้ว่าควรส่งกุหลาบไม่ใช่ลิลลี่
ไม่มีใครรู้ว่าหล่อนชอบลิลลี่... โดยเฉพาะสีขาว
นิ้วมือเรียวเคลือบเล็บสีพาสเทลบรรจงไล้ไปตามกลีบดอกนิ่มดุจกำมะหยี่ที่หลชอบนักหนาแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ มองการ์ดใบเล็กที่แทรกอยู่ลึกลงไปใจกลางช่อแล้วแหวกยิปโซฟิลาที่ล้อมรอบหยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาดู จากสีหน้านิ่ง ๆ ก็เริ่มซีดลงเพราะตัวหนังสือหวัดคุ้นตาเขียนสั้นเพียงประโยคเดียวแต่มีผลให้ใจสั่นได้มหาศาล
...เธอคงจำได้ ฉันบอกแล้วว่าจะกลับมา...
แน่แล้ว... ไม่ต้องบอกก็รู้ที่มา จะมีใครกันที่รู้ว่าหล่อนชอบดอกไม้ชนิดไหน สีอะไรนอกจากเขาแต่เขาจะกลับมาทำไม
สิมิลันครุ่นคิดเม้มริมฝีปากฉาบสีนู้ดจนรู้สึกเจ็บทั้งยังเผลอกำช่อดอกไม้แน่นราวกับจะให้มันแหลกคามือ หากเป็นกุหลาบหนามคมคงบาดเลือดซิบไปแล้ว แต่นี่เป็นลิลลี่จากคนเคยรักที่ทิ้งกันไปด้วยการกระทำเจ็บแสบจนยากจะลืมเลือนคนนั้น แทบไม่ต้องคิดว่าช่อดอกไม้งามในมือจะกระเด็นลงถังขยะไปโดยที่หล่อนไม่นึกเสียดาย
จะเสียดายทำไม...
ในเมื่อมันมาจากเจ้าของหัวใจที่ไร้ค่า...
สิมิลันยืนมองดอกไม้ในถังขยะครู่หนึ่งจึงเดินจากไป ไม่ทันเห็นว่าพฤกษ์คล้อยหลังเข้ามาและเห็นทุกการกระทำ
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มเหลือบมองถังขยะแล้วก้าวตามหล่อนไปจนทันก่อนที่ลิฟท์จะปิด สิมิลันถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นว่าใครก้าวเข้ามายืนเคียงข้างจนไหล่ชนกันทั้งที่ยังมีที่ว่างพออีกมาก ดวงหน้าหล่อเหลาเหลือบมองแล้วยิ้มมุมปากเผยลักยิ้มเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมฟุ้งของอาฟเตอร์เชฟชั้นดีลอยมาเตะจมูกจนสิมิลันเขยิบออกห่าง แต่ร่างสูงใหญ่กลับขยับตามแล้วก้มกระซิบข้างหู
“ขอโทษนะครับ”
“หืม...” หล่อนส่งเสียงในลำคอ กอดอกหน้านิ่งแล้วปรายตามองอย่างมีความหมายก่อนจะถามกลับ “ขอโทษทำไมคะ”
ชายหนุ่มแนบริมฝีปากกับข้างแก้มหอมกรุ่นของหญิงสาว กระซิบเบา ๆ ไม่ให้คนด้านหน้าที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายและเป็นก้างขวางคอโดยไม่รู้ตัวได้ยิน “ก็เรื่องเมื่อเช้าไง”
“เรื่องแค่นี้ ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนี่คะ”
ดวงหน้านวลแย้มยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายกระอักกระอ่วนเพราะถึงกระซิบคุยกันแต่เสียงยังก้องอยู่ดี ชายหนุ่มโอบเอวบางกระชับเข้าหาตัวแล้วกระซิบเบา ๆ “เมื่อคืนคุยงานกับพ่อดึกไปหน่อยก็เลยตื่นสาย…”
“เรื่องโพรเจ็กต์ที่จะประชุมวันนี้หรือคะ”
“จ้ะ... แล้วอีกสองวันพี่ต้องไปอังกฤษด้วย” พฤกษ์ตอบพลางกระชับร่างระหงแน่นเข้าแล้วกระซิบ “คงคิดถึงมินแย่เลย”
“ปล่อยก่อนค่ะ”
สิมิลันเบี่ยงตัวออกห่างทันทีที่มีเสียงกระแอมเบา ๆ จากชายในชุดสูทเทาด้านหน้า ดวงตาซุกซนเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแล้วโบกไล่ไอร้อนบนใบหน้าแทนถ้อยความเก้อเขินที่อยากพูดต่อแต่ก็ยั้งไว้
พฤกษ์อมยิ้มเผยลักยิ้มมุมปากสองข้างแก้มเป็นรอยลึก มือหนึ่งกระชับแฟ้มเอกสารแทนหล่อนอีกมือขยับเนคไทเข้าที่ ไม่มีคำพูดจาใดอีกจนกระทั่งถึงชั้นที่หมายและลิฟท์เปิดออกจึงส่งแฟ้มคืน
สิมิลันในชุดสูทสีดำกระโปรงสั้นเหนือเข่าก้าวฉากออกไปทางด้านซ้ายขณะเดียวกับพฤกษ์ที่เลี้ยวไปทางขวาอันเป็นห้องของประธานบริษัท ตามด้วยชายวัยกลางคนออกมาเป็นคนสุดท้ายก้าวตามชายหนุ่มไปติด ๆ
พอเข้าประจำที่พฤกษ์ก็เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอึดอัดทันทีที่เห็นเอกสารปึกใหญ่กองรอบนโต๊ะทำงาน ชายคนเดิมในลิฟท์ก้าวเข้ามายืนที่หน้าโต๊ะแล้วหรี่ตามองรู้ทันแต่ไม่มีทีท่าว่าเจ้าของห้องจะพูดอะไรจึงเป็นฝ่ายถามก่อน
“ไม่เข้าประชุมหรือครับ”
“ไม่” พฤกษ์ตอบสั้น ๆ ทั้งที่ยังหลับตา
“วันนี้คุณชายเข้าบริษัทช้ามาก เมื่อคืนดึกหรือครับ”
ชายหนุ่มหรี่ตามองบ้างเพราะน้ำคำเหมือนจับผิด ยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงมองสบตาชายกลางคนด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “เปล่า... ผมก็แค่ตื่นสาย”
“นึกว่ามัวแต่เทคแคร์คุณสิมิลัน...”
“แล้วทำไมล่ะ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดนี่”
“แต่คุณชายก็ไม่ควรแสดงออกให้ใครเห็นโดยเฉพาะคำพูดแบบในลิฟต์เมื่อครู่ ผมว่ามัน... เอ่อ...” ชายกลางคนรู้ตัวจึงหยุดพูดเมื่อเห็นสายตาดุแสดงความไม่พอใจ
พฤกษ์ถอนหายใจหนักหน่วงก่อนตอบ “ผมพูดผิดตรงไหน ก็แค่ตื่นสายไปรับเธอไม่ทัน”
“แต่คนฟังอาจคิดเป็นเรื่องอื่นเช่นว่าพวกคุณอยู่ด้วยกันแล้ว” ชายกลางคนแย้ง “คุณชายจะทำให้เธอลำบาก”
