Chapter 6 เจ้าชีวิต
ลุงพันสบตาเมฆาด้วยสายตาเศร้าแบบหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
“พวกผมหมดหนทางแล้วจริงๆ ครับพ่อเลี้ยง”
“ถ้าฉันช่วยแล้วฉันจะได้อะไร ที่มันคุ้มกับเงินห้าแสนล่ะ”
ลุงพันมองหน้าลูกสาว ใช้นิ้วปาดน้ำตา
“ปลายฝน พ่อรักหนูนะลูก”
ปลายฝนพยักหน้ารับรู้ ลุงพันหันไปคุยกับคนเป็นนายต่อ
“กระผมมีปลายฝนเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว เธอเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผม กระผมจะขอยกลูกสาวคนนี้ให้พ่อเลี้ยงเป็นข้อแลกเปลี่ยนครับ”
“พ่อ”
“มันคือทางออกที่ดีที่สุดแล้วปลายฝนเอ๋ย”
“หนูเป็นคนนะ หนูไม่ใช่สิ่งของ พ่อเอาหนูมาขายแบบนี้ได้อย่างไรกัน”
ปลายฝนมองหน้าผู้เป็นบิดาด้วยความปวดร้าวในใจ
“พ่อกลัวไอ้พวกนั้นมันจะกลับมาทำร้ายลูก ถ้าลูกอยู่กับพ่อเลี้ยง ลูกจะปลอดภัย เชื่อพ่อนะว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”
เมฆามองสองพ่อลูก เขาไม่คิดว่าการพนันมันจะทำให้คนเป็นพ่อขายลูกในไส้ได้ ผู้เป็นพ่อได้แต่ปลอบโยนลูกสาวที่สะอื้นไห้
“ได้ข้อสรุปกันหรือยัง ฉันมีเวลาไม่มากนะ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ก็กลับไปนอนคิดกันก่อนก็ได้นะ แต่บอกไว้ก่อนว่าฉันอาจจะเข้ากรุงเทพสักสัปดาห์นึง ถ้าไม่มีอะไรก็ออกไปกันได้แล้ว ฉันมีงานต้องเคลียร์”
“ค่ะ หนูยอมแล้ว หนูยอมทำตามเงื่อนไขของพ่อเลี้ยงแล้วค่ะ ขอเพียงให้พ่อหนูได้มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย”
ร่างบางพูดทั้งน้ำตา ปากคอสั่น ดวงตาบอบช้ำเป็นภาพที่ชวนน่าสงสาร
“ดี ถ้าอย่างนั้น จำไว้ว่าตั้งแต่นี้ต่อไป ฉันคือเจ้าชีวิตเธอ เธอคือคนของฉัน ต้องเชื่อฟังฉัน เพราะชีวิตเธอ พ่อบังเกิดเกล้าของเธอได้ขายเธอให้กับฉันแล้ว และฉันก็หวังว่าลุงพันจะไม่กลับไปข้องเกี่ยวกับการพนันอีก เพราะถ้ามีปัญหาขึ้นมาอีกก็ไปแก้ไขกันเอาเอง ไม่ต้องมาหาฉัน”
เมฆาพูดพลางหยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่นแล้วยื่นให้สองพ่อลูก
“เอ้า เขียนซะ ว่าลุงพันได้ยกลูกสาวของลุงให้กับฉันแล้วเพื่อแลกกับเงินห้าแสนบาทแล้วลงชื่อทั้งคู่ เดี๋ยวฉันจะให้เวหาทำเป็นหนังสือสัญญาแล้วเอาไปให้เซ็นต์อีกที ส่วนเธอพรุ่งนี้ไปเก็บข้าวของมาที่นี่ ไม่ว่าฉันจะให้เธอทำงานอะไรเธอก็ไม่มีสิทธิ์คัดค้าน หวังว่าเธอคงเข้าใจในข้อตกลงนี้ หรือถ้าจะเปลี่ยนใจ ฉันให้โอกาสเธอทบทวนเป็นครั้งสุดท้าย”
มือเรียวเล็กหยิบปากกาขึ้นมาจรดลงบนกระดาษที่ว่างเปล่า เขียนข้อความพร้อมกับหยดน้ำตาที่ร่วงหยดลงมา ส่วนเมฆายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหามือขวาของเขา
“เวย์นายมาหาฉันที่ห้องทำงานตอนนี้เลย มีอะไรให้ทำด่วน”
ไม่นานเสียงประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะแล้วผลักเข้ามาโดยชายหนุ่มวัยเดียวกับเจ้าของห้อง เวหาหุบยิ้มในทันทีที่เห็นใบหน้าหญิงสาวเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา กระดาษที่มีลายมือน่ารักและเปื้อนหยดน้ำตาถูกส่งให้เวหา
“นายเอาไปทำจดหมายสัญญา ดำเนินการให้เรียบร้อย ฝากจัดที่พักให้ปลายฝนด้วย ฉันต้องการให้อยู่ในสายตาฉันตลอดเวลา ให้อยู่เรือนรับรองหลังเล็กที่ฉันเคยสร้างไว้ในนายก็ได้”
เวหาทำหน้างงแล้วอ่านข้อความบนกระดาษที่ถูกเขียนโดยเด็กสาวและมีลายเซ็นของทั้งสองพ่อลูกเซ็นกำกับอยู่ข้างกัน เขาตกใจตวาดเสียงดังลั่นอย่างลืมตัว
“นี่มันอะไรกันพ่อเลี้ยง สัญญาทาสหรือไง นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว”
“ทุกอย่างถูกระบุในกระดาษแผ่นนั้นหมดแล้ว นายก็เห็นว่าไม่มีลายมือฉันแม้แต่ตัวเดียว”
“ลุงพัน น้องปลาย คิดดีแล้วหรือที่ทำแบบนี้”
“มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วพ่อเวหา ลุงขอโทษที่เมื่อวานบอกว่าจะให้พ่อเวหาดูแลยัยหนู แต่เงินมันเยอะลุงคิดว่าทางออกนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุด”
“น้องปลาย”
เวหาหันไปมองที่เด็กสาว เธอยิ้มแล้วพยักหน้ารับ หัวใจเขาบีบรัดกระตุกวูบ เขามองหน้าผู้เป็นนายด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้าอย่างนั้นกระผมกับลูกสาวขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอบพระคุณพ่อเลี้ยงมากครับ”
สองพ่อลูกกล่าวคำร่ำลาแล้วเดินออกไป ทิ้งความตึงเครียดขุ่นมัวไว้ในห้อง
พออยู่กันสองคนเวหาเดินเข้าไปเอามือท้าวโต๊ะมองหน้าเจ้านายผู้เป็นเหมือนเพื่อนรัก
“เฮ้ย.. นายคิดจะทำอะไรของนายวะเมฆ ปลายฝนไม่ใช่สิ่งของนะเว้ย ที่จะมาซื้อขาย ยกให้กันแบบนี้”
“มึงเป็นอะไรนักหนาเวย์ กูไม่เคยเห็นมึงฟิวส์ขาดแบบนี้มาก่อนเลย หรือว่ามึงสนใจยัยเด็กนั่น”
เมฆามองหน้าเวหาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ฝ่ายเวหาพอได้ยินสิ่งที่เมฆาพูดเขาก็เหมือนได้สติกลับคืนมา ทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วปรับโทนเสียงของตัวเองให้เบาลง
“เอ่อ.. กูไม่ได้เป็นอะไร แค่ไม่คิดว่ามึงจะทำสัญญาทาสแบบนี้”
“มึงกลับไปถามสองพ่อลูกนั้นก็ได้ว่าเขาคุยอะไรกับกูบ้าง กูจะบอกไว้ให้ว่าทั้งหมดนี้คนเป็นพ่อเขาเป็นคนเสนอเงื่อนไขเอง กูไม่เกี่ยว กูยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเด็กนั่นมาใช้ทำอะไรถึงจะคุ้มกับห้าแสนที่จ่ายไป มึงช่วยกูคิดทีสิ”
เวหานิ่งเงียบเขากลับมาอ่านลายมือเขียนน่ารักที่เขียนด้วยการลงน้ำหนัก บ่งบอกว่าคนเขียนได้ตั้งใจเขียนอย่างมีสติ เขาไล่อ่านแต่ละบรรทัดอีกครั้ง ทุกสิ่งตรงกับที่เมฆาบอกไม่มีผิดเพี้ยน แล้วเขามาสะดุดตากับประโยคสุดท้าย
“จากนี้ต่อไปชีวิตของปลายฝนเป็นของพ่อเลี้ยงเมฆา”
