บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 นางคือคนของสกุลเฉิน

จี้หยกขาวมันแพะที่เนียนละเอียดและอบอุ่น แกะสลักเป็นลวดลายเมฆมงคลร้อยพร มันช่างงดงามและล้ำค่าเหมือนกับเจ้าของที่มอบให้

นี่คือของขวัญแรกพบที่ เฉินอู๋หมิง มอบให้แก่ อวิ๋นเหยาเหยา ในชาตินี้ หากพิจารณาเพียงฐานะ "น้องหญิงที่มาขอพักอาศัย" ของนาง ของขวัญชิ้นนี้ก็นับว่าเขาให้เกียรตินางมากแล้ว

ทว่า อวิ๋นเหยาเหยากลับไม่ชอบมันเลย

ในชาติก่อน ของขวัญแรกพบที่เฉินอู๋หมิงมอบให้นั้นไม่ใช่จี้หยกชิ้นนี้ การที่นางได้รับจี้หยกชิ้นนี้มาถือเป็นเรื่องบังเอิญที่มาพร้อมกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ดั้งเดิมนางจึงไม่ชอบมันนัก นอกจากเก็บไว้อย่างมิดชิดแล้วนางก็ไม่เคยหยิบออกมาใช้อีกเลย

"หว่านหว่าน เป็นอะไรไปหรือ?" เฉินเหล่ย มองดูน้องสาวที่ดูเหมือนใจลอยพลางถามด้วยความไม่เข้าใจ

นางรู้สึกว่าสีหน้าของน้องสาวดูแปลกไป ไม่เหมือนคนที่มีความสุขหรือดีใจที่ได้รับของขวัญ แต่กลับดูมีความเศร้าสร้อยที่ยากจะอธิบาย

"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ" อวิ๋นเหยาเหยายิ้มบางๆ พลางเก็บจี้หยกใส่ถุง แล้วควงแขนพี่หญิงเดินไปดูเจ้าเต่าขี้เกียจตัวนั้นต่อ

แม้ลมฤดูใบไม้ผลิยามค่ำคืนจะเย็นไปบ้าง แต่ในสวนกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้า ความเงียบสงบในสวนทำให้เสียงหัวเราะเบาๆ ของเด็กสาวทั้งสองฟังดูรื่นหูและสนิทสนมยิ่งขึ้น

มือเรียวบางจุ่มลงในน้ำเย็นเยียบ อวิ๋นเหยาเหยาเขี่ยเจ้าเต่าข้างกายเบาๆ พลางทอดถอนใจอย่างไร้เสียง

หากไม่ได้ย้อนกลับมา นางคงไม่รู้เลยว่าเรื่องราวในอดีตมากมายนางยังจำได้แม่นยำถึงเพียงนี้ ทั้งที่คิดว่าหลงลืมไปในส่วนลึกของความทรงจำตั้งนานแล้ว

ถุงหอมที่บรรจุจี้หยกห้อยอยู่ที่เอว แกว่งไกวไปมาตามการเคลื่อนไหวของนาง นางมองไปยังแสงระยิบระยับบนผิวน้ำที่อยู่ไกลออกไป แล้วหวนนึกถึงอดีต...

การที่จี้หยกชิ้นนี้เคยตกมาอยู่ในมือนางได้นั้น ต้องขอบคุณ "ความเมตตา" ของน้องหญิงสองคนในจวนที่รุมรักเฉินอู๋หมิงนั่นเอง

จวนเซวียนผิงโหวมีตำแหน่งท่านโหวถึงสองตำแหน่งในตระกูลเดียว นับว่ามีเกียรติยศสูงส่ง อีกทั้งท่านโหวผู้เฒ่าและบุตรชายคนโตที่ล่วงลับไปแล้วเคยสร้างผลงานการศึกอย่างใหญ่หลวง

ของพระราชทานในอดีตจึงมีมากมายนับไม่ถ้วน แม้ภายหลังในราชสำนักตระกูลเฉินจะไม่มีคนสืบทอดอำนาจและเริ่มห่างเหินจากความโปรดปรานของฮ่องเต้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังนับว่าเป็นขุนนางชั้นสูงอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง

ตระกูลเช่นนี้ย่อมเป็นตัวเลือกแรกในการดองญาติ โดยเฉพาะเฉินอู๋หมิงที่มีพรสวรรค์โดดเด่นและดำรงตำแหน่งหมิงอิงโหว ย่อมถูกผู้คนจ้องมองตาเป็นมัน

ตระกูลที่สนิทสนมกับจวนโหวต่างจ้องจะคว้าตัวเขามาเป็นเขยขวัญกันทั้งนั้น แต่ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าในจวนมีแผนการล้ำลึก งานแต่งงานของชายหนุ่มที่เป็นที่หมายปองผู้นี้จึงยังไม่ถูกกำหนดเสียที

ตอนที่อวิ๋นเหยาเหยาเข้าจวนมาในปีนั้น คนที่โดดเด่นที่สุดคือคุณหนูจากตระกูลเดิมของฮูหยินผู้เฒ่าและคุณหนูจากตระกูลเดิมของสะใภ้รอง (ติงซื่อ) ทั้งคู่หน้าตางดงาม และเมื่อเจอเฉินอู๋หมิงก็มักจะเรียก "พี่อู๋หมิง" อย่างสนิทสนม แย่งชิงความโปรดปรานเพื่อจะได้แต่งเข้าจวนจนเกิดเรื่องขัดแย้งกันอยู่บ่อยครั้ง

ฮูหยินผู้เฒ่าและติงซื่อต่างมาจากตระกูลที่เริ่มตกต่ำ พวกนางย่อมต้องการกุมอำนาจของหมิงอิงโหวคนต่อไปไว้ในกำมือ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงรับหลานสาวของพี่ชายมาอยู่ที่จวน ส่วนติงซื่อก็ไม่น้อยหน้า รับหลานสาวที่สวยที่สุดของนางมาอยู่ที่จวนเช่นกันเพื่อคอยหาจังหวะสร้างสถานการณ์

ทันทีที่คุณหนูทั้งสองเข้าจวนมา บรรยากาศก็เหมือนขิงก็ราข่าก็แรง อวิ๋นเหยาเหยาในฐานะ "น้องหญิง" ที่เพิ่งมาใหม่ หากไม่ใช่เพราะตอนนั้นนางร่างกายซูบผอมจนดูไม่เหมือนสาวสะพรั่ง ป่านนี้คงถูกสองคนนั้นรุมเล่นงานไปแล้ว เพราะใครจะรู้ว่า "บ้านสี่" รับนางมาอยู่ด้วยจุดประสงค์อะไร

เฉินอู๋หมิงรำคาญน้องหญิงทั้งสองที่แย่งกันจะเป็นภรรยาเขาใจจะขาด แม้เบื้องหน้าจะรักษาท่าทีเคารพผู้ใหญ่ แต่ลับหลังเขากลับพยายามหลบเลี่ยงและแสดงออกว่าไม่ชอบอย่างถึงที่สุด

ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ค่อยพอใจหลานชายคนนี้ที่มีความคิดเป็นของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไร แม้จะยังไม่บังคับคลุมถุงชน แต่ก็คอยสร้างความลำบากให้เขาอยู่ทุกที่ จนทำให้ทั้งจวนวุ่นวายไปหมด

อวิ๋นเหยาเหยาจำได้แม่น มีอยู่ครั้งหนึ่งที่คุณหนูทั้งสองทะเลาะกันเพื่อแย่งชิงความสนใจจากเขาอย่างรุนแรง พวกนางไปดักหน้าเฉินอู๋หมิงที่สวนหลังบ้าน

ไม่เพียงแต่ทำกิริยาหยาบคายต่อว่าเขาต่อหน้าธารกำนัล แต่ยังพยายามจะแย่งชิงจี้หยกที่เขาพกติดตัวเพื่อเอาไปแอบอ้างว่าเป็นของหมั้นหมาย เหตุการณ์ในตอนนั้นวุ่นวายจนดูไม่ได้เลยทีเดียว

วันนั้นนางบังเอิญไปที่สวนเพื่อเก็บดอกไม้ให้พี่หญิง ขากลับถูกคนเหล่านั้นขวางทางไว้ นางคิดจะหลบไปเงียบๆ แต่เฉินอู๋หมิงตาไวหูไว เขาสั่งให้ผู้ติดตามขวางทางนางไว้ แล้วลากนางเข้าไปในกองโคลนนั้นอย่างเผด็จการ ทำให้นางต้องรับเคราะห์ไปโดยไม่รู้ตัว

วันนั้นแดดร้อนมาก นางจำได้ว่าตัวเองรู้สึกทรมานจากความร้อน แต่ที่ทรมานกว่าคือท่าทีและคำพูดของเฉินอู๋หมิง

เขายืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาวสองคนนั้น ใบหน้าเย็นชาและน้ำเสียงดุจน้ำแข็ง "ที่ที่พวกเจ้าเหยียบอยู่ คือแผ่นดินตระกูลเฉิน เสื้อผ้าเครื่องประดับที่พวกเจ้าสวมใส่ คือเงินทองตระกูลเฉิน หากไม่อยากอยู่ที่นี่ดีๆ ก็ไสหัวกลับบ้านพวกเจ้าไปเสีย"

ผู้ติดตามและทหารในบ้านที่รับคำสั่งเขา แทบจะลากคุณหนูทั้งสองออกไปนอกจวนอย่างไม่ไว้หน้า ไม่สนใจเสียงกรีดร้องหรือการดิ้นรนร้องไห้ของพวกนางเลยแม้แต่น้อย

อวิ๋นเหยาเหยายืนอยู่ห่างจากเฉินอู๋หมิงเพียงไม่กี่ก้าว นางต้องยืนตัวสั่นท่ามกลางเหล่าทหารหน้าตาเหี้ยมเกรียมเหล่านั้นด้วยความตกใจและอับอาย เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลซึมไปทั่วตัว

"ของของข้า มีเพียงข้าเท่านั้นที่จะให้ใคร พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสิน"

จี้หยกที่เขาโยนใส่กระแทกหน้าอกนางอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บลึกๆ นางมองดูจี้หยกสวยงามในอุ้งมือแล้วแทบไม่กล้าเงยหน้ามองใคร

นางรู้ดีว่านางไม่เคยละโมบในความมั่งคั่งของตระกูลเฉิน และไม่เคยกล้าคิดฝันถึงคุณชายใหญ่แห่งจวนโหวผู้นี้

แต่ทว่าในวินาทีที่ถูกบังคับให้ยืนดูเหตุการณ์นั้น นางกลับรู้สึกเหมือนผิวหน้าถูกลอกออกไปชั้นหนึ่ง มันเจ็บแสบเหมือนถูกไฟแผดเผา

คำเตือนและวิธีการอันเด็ดขาดของเฉินอู๋หมิงในตอนนั้น ไม่ได้ทำเพื่อให้คุณหนูทั้งสองดู หรือให้ฮูหยินทั้งสองในจวนดูเท่านั้น แต่เขายังทำให้ "นาง" ดูด้วย

การอาศัยชายคาคนอื่นอยู่ ก็คงต้องมีสำนึกเช่นนี้

เฉินอู๋หมิงไม่ลงมือก็แล้วไป แต่พอลงมือเขาก็แทบจะพลิกจวน คุณหนูทั้งสองถูกโยนออกไปนอกจวนเซวียนผิงโหวต่อหน้าทุกคนจริงๆ และไม่มีโอกาสได้เหยียบเข้าประตูจวนอีกเลย

อวิ๋นเหยาเหยายืนตัวแข็งทื่ออยู่นาน จนกระทั่งได้สติและรวบรวมความกล้าส่งจี้หยกคืนให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา ทว่าเขากลับปรายตามองนางด้วยสายตาเรียบเฉย แล้วทิ้งท้ายไว้คำเดียว

"ให้เจ้าแล้ว"

เขาเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวและไม่ลังเล ทว่าอวิ๋นเหยาเหยาที่ถือจี้หยกชิ้นนั้นกลับรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง

ท่าทางของเฉินอู๋หมิงในตอนนั้น เหมือนโยนภาระหรือโยนขยะทิ้ง ส่วนนางที่ถือเผือกร้อนใบนี้ไว้ก็ได้แต่ขบฟันแน่น กระทั่งน้ำตายังไม่กล้าให้ไหลออกมา

หากถูกใครเห็นน้ำตา นางจะยิ่งรู้สึกว่าตัวเองน่าสมเพชกว่าเดิม

ในตอนนั้น นางไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าภายหลังนางจะได้แต่งงานกับเฉินอู๋หมิง กลายเป็นภรรยาและแม่ของลูกเขา เหมือนกับที่ตอนนี้นางก็คาดไม่ถึงว่าจี้หยกชิ้นนี้จะกลับมาอยู่ในมือนางอีกครั้งด้วยวิธีที่แตกต่างออกไปเช่นกัน

ก่อนนอน อวิ๋นเหยาเหยาเก็บจี้หยกไว้ในส่วนลึกของหีบใส่ของ แม้เรื่องราวจะผ่านไปหลายปีและกลายเป็นเพียงความทรงจำที่จืดจาง แต่นางก็ยังคงไม่ชอบจี้หยกชิ้นนี้อยู่ดี

เพราะนางถวิลหาและสงสารตัวเองในอดีตเหลือเกิน

นางในตอนนี้ คือคนที่ก้าวผ่านลมฝนและหิมะมาจากความอ่อนแอในวันวานจนเข้มแข็งขึ้นได้ ทว่าแม้ตอนนี้นางจะเก่งกาจเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความตื่นตระหนกในวันนั้นได้เลย

ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงรักตัวเองให้มากขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น

หลังจากคนบ้านสี่กลับมา จวนโหวก็ดูจะคึกคักขึ้นกว่าเดิม

นอกจากบ้านสามที่ถูกฮูหยินผู้เฒ่าชิงชังแล้ว ในบ้านยังมีหลานชายสามคนและหลานสาวสี่คน ซึ่งไปมาหาสู่กันบ่อยครั้ง

เฉินเหล่ยเคยไปหาคนทางบ้านรองมาแล้วสองสามครั้ง บุตรสาวสายตรงของติงซื่อยังคงทำตัวโดดเด่นและชอบเอาชนะไปเสียทุกเรื่อง

ส่วนบุตรสาวจากอนุก็เลียนแบบท่าทางของแม่ตนเอง คอยตามติดพี่สาวเป็นหางเลข สรุปแล้วก็ยังคงวางท่าเข้าถึงยากเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

อวิ๋นเหยาเหยาเคยเสียเปรียบพวกนางมาไม่น้อยในอดีต แต่ตอนนี้ข้างในนางเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ไม่มีทางที่จะถูกเด็กสาวสองคนรังแกได้อีก หลังจากปะทะคารมกันไปสองสามครั้ง นางก็เลือกที่จะรักษาระยะห่างออกมา

น้าสะใภ้หลินซื่อ สงสารหลานสาวและลูกสาวของตน และไม่ต้องการให้ทั้งคู่ต้องลำบากใจ จึงพากันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายปิดประตูอยู่แต่ในเรือนยิ่งกว่าตอนก่อนออกจากบ้านเสียอีก

แทนที่จะไปสนใจเรื่องไร้สาระของคนในจวน อวิ๋นเหยาเหยากลับให้ความสำคัญกับอนาคตที่นางวางแผนไว้มากกว่า

สินเดิมของแม่นางนั้นน้อยนิด และตอนนี้นางก็มาขอพักอาศัยอยู่ที่จวนโหว ชาติก่อนนางมาเพื่อหาที่พึ่งพิง แต่ชาตินี้จุดประสงค์ของนางเรียบง่ายและชัดเจน คือการได้อยู่กับครอบครัวของท่านน้า

"ดังนั้น ข้าตั้งใจจะขายสูตรนี้ หรือไม่ก็ร่วมมือกับโรงปรุงเครื่องหอมเพื่อขอรับส่วนแบ่งเป็นหุ้นลมสักหนึ่งส่วนเจ้าค่ะ" อวิ๋นเหยาเหยาบอกกับหลินซื่อ

หลินซื่อขมวดคิ้วแน่นเหมือนกำลังใช้ความคิด ส่วนน้าเขยเฉินสี่นั่งจิบชาพลางยิ้มมองหลานสาว ทว่าเฉินเหล่ยดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก

สุดท้ายหลินซื่อก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนด้วยสีหน้าจริงจัง "หว่านหว่าน เจ้าเข้าใจไหมว่าเจ้ากำลังพูดอะไรอยู่?"

อวิ๋นเหยาเหยายิ้มตอบ "ท่านน้าเจ้าคะ ข้ารู้ว่าสูตรนี้ดีมาก แต่ตระกูลเราไม่มีเส้นสายหรือพื้นฐานในธุรกิจเครื่องหอมเลย แทนที่จะเสียแรงไปสร้างธุรกิจใหม่ที่มีแต่ปัญหา สู้ขายสูตรไปเลยหรือร่วมหุ้นกับโรงปรุงเครื่องหอมจะดีกว่า"

"ตระกูลซ่งทำธุรกิจเครื่องหอมครอบคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดิน การร่วมมือกับพวกเขาไม่เพียงแต่จะเบาแรง แต่ในวันหน้าเรายังจะได้มีเส้นสายเพิ่มขึ้นด้วย ถือว่าได้ประโยชน์หลายทางเจ้าค่ะ"

"ดูเหมือนเจ้าจะคิดมาดีแล้ว" หลินซื่อเอ่ยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

นางรู้ว่าหลานสาวคนนี้ฉลาดและไม่ทำให้ต้องกังวล แต่ไม่คิดว่าจะฉลาดถึงขั้นนี้ เพียงคำพูดไม่กี่คำก็ยอมส่งแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำเข้ากรงคนอื่นเสียแล้ว

หลินซื่อยอมรับว่าตัวนางเองไม่มีความกล้าหาญถึงเพียงนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของสูตรลับประจำตระกูลที่เป็นรากฐานของธุรกิจ นางย่อมตัดใจทิ้งไม่ลงง่ายๆ

อวิ๋นเหยาเหยามองเห็นทุกอย่างแต่ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม นางเพียงนั่งรอเงียบๆ ให้ผู้ใหญ่ทั้งสองตัดสินใจ

ตระกูลเฉินสร้างตัวมาจากความดีความชอบทางการทหาร แม้เฉินอู๋หมิงจะเป็นบุตรที่สืบทอดสองตระกูล แต่เขาก็สืบทอดพรสวรรค์ทางการทหารจากพ่อมาจริงๆ หลายปีต่อมาเขาสร้างผลงานขยายดินแดนจนทำให้ตระกูลเฉินกลับมายืนอยู่ในตำแหน่งขุนนางชั้นสูงอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง

.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel