CHAPTER 6 ไหนว่าเลิกกัน
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ แชนเดอเลียร์คริสตัลส่องประกายเหนือโถงหรู แขกคนสำคัญจากหลายวงการทยอยเดินเข้างานไม่ขาดสาย
มีญารินปรากฏตัวในชุดราตรีเกาะอกสีดำเรียบหรู แนบกระชับรับกับรูปร่างได้อย่างสมบูรณ์ ผิวขาวสว่างยิ่งโดดเด่นตัดกับสีชุดจนทุกสายตาหันมอง
เธอควงแขนฉัตรพศินเดินลงจากรถอย่างสง่างาม ด้านนอกเต็มไปด้วยนักข่าวและช่างภาพ แสงแฟลชวูบวาบไม่หยุด
“คุณมีญ่ามองทางนี้ค่ะ!”
“เรื่องถอนหมั้นเป็นยังไงบ้างคะ!”
มีญารินเพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะยกมือโบกเล็กน้อยอย่างมีมารยาท แล้วก้าวเดินเข้าไปด้านในอย่างมั่นใจ
เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นอีกระลอกรถหรูสีดำคันหนึ่งจอดเทียบหน้าทางเข้า พร้อมทัพพ์ก้าวลงมาจากรถในสูทสีดำเข้ารูป ใบหน้าคมเข้มเย็นชาตามแบบฉบับ รัศมีความน่าเกรงขามทำให้ผู้คนรอบข้างแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ
“มางานเลี้ยงไม่บอกฉันสักคำ” เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คะ” เธองุนงงว่าเขาเป็นอะไร
“เรายังไม่ถอนหมั้นกันเลยนะ” เขากระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน
“เลิกทำตัวเหมือนหวงของที่ตัวเองโยนทิ้งได้แล้ว”
“หึ” เขาหัวเราะในลำคอ
ยังไม่ทันที่ใครจะตั้งตัว พร้อมทัพพ์ก็คว้าข้อมือมีญารินไว้แน่น ก่อนดึงเธอเข้ามาใกล้ตัวอย่างรวดเร็ว
“คุณพร้อม!” เธอตกใจที่เขาทำแบบนั้น
ชายหนุ่มจัดท่าทางเธอให้ควงแขนตัวเองอย่างแนบเนียน ราวกับเป็นเรื่องปกติที่ควรจะเป็นเช่นนั้น มีญารินชะงักไปชั่วขณะ
“เธอทำให้หุ้นฉันร่วงไม่เป็นท่า ครั้งนี้ต้องสร้างกระแสกันหน่อย”
“ปล่อยนะ” เธอกัดฟันกระซิบเสียงเบา แต่พร้อมทัพพ์กลับยิ้มมุมปาก
“ยิ้มไว้” น้ำเสียงต่ำฟังดูสุภาพ แต่แฝงคำสั่งชัดเจน
จากนั้นเขาก็พาเธอเดินตรงเข้างานทันที ทิ้งฉัตรพศินยืนอึ้งอยู่ด้านหลัง มองตามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ปล่อยได้แล้วคนมอง” เธอรีบดึงมือกลับทันที ที่เข้ามาในงานเลี้ยง สายตามองหาเพื่อน
“ผมแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ผมฉัตรพศิน เรียกว่าฉัตรก็ได้ครับ”
“สัตว์” เขาเอ่ยสั้นๆ
“คะ ครับ” ฉันตรพศินไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า
“คนรักของคุณมาแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะ” เธอลากแขนเพื่อนออกไปจากตรงนั้น เมื่อเห็นคาริสาเดินตรงเข้ามาทางนี้
“พร้อมมางานไม่บอกกันเลย” คาริสาควงแขนเขาทันที รีบแสดงความเป็นเจ้าของ
“สุภาพหน่อยเดี๋ยวคนเข้าใจผิด” เขาดึงมือตัวเองกลับ สายตายังคงจับจ้องไปยังมีญาริน
“พร้อมมากับน้องมีญ่าเหรอ” แม้จะไม่พอใจ แต่พยายามระงับความไม่พอใจไว้
“ฉันไปหาเพื่อนก่อนตามสบาย” เขารีบออกไปทันที เมื่อเห็นเพื่อนยืนอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น
คาริสาเดินกระแทกส้นสูงตรงไปยังโซนอาหาร ดวงตาคมกริบจ้องร่างบางที่ยืนถือแก้วไวน์อยู่ลำพังอย่างไม่วางตา แสงไฟจากแชนเดอเลียร์สะท้อนชุดราตรีสีดำของมีญารินจนเธอดูโดดเด่นเกินใครในงาน
“เลิกกันแล้ว ทำไมถึงควงแขนกันมาได้” เสียงถามห้วนจัดดังขึ้น ทำให้คนใกล้ๆ หันมามองเป็นตาเดียว
มีญารินค่อยๆ หันกลับมา มุมปากยกยิ้มบางอย่างไม่สะทกสะท้าน ถ้าเป็นเมื่อก่อนงานเลี้ยงนี้ได้พังคามือเธอแน่
“ทำไมเหรอ อิจฉาว่างั้น”
คำตอบสั้นๆ แต่เชือดเฉือนจนคาริสาหน้าเสียไปวูบหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นทันที
“ทำไมฉันต้องอิจฉา ฉันไม่ต้องพยายามอะไร พอพร้อมเขาก็เลือกฉันอยู่แล้ว” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ราวกับกำลังประกาศชัยชนะ
“เขาเลือกเธอ. แล้วทำไมต้องมาจิกกัดฉันด้วยล่ะ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ พลางวางปลายนิ้วบนขอบแก้วไวน์อย่างใจเย็น
“เธอมีค่าอะไรให้ฉันต้องสนใจ” คาริสาเม้มปากแน่น แววตาเริ่มวาวโรจน์
“คุณครีมฉันจะบอกอะไรให้นะ ถ้าเขาจะรักอยู่เฉยๆ เขาก็รัก” พูดจบเธอยกไวน์ขึ้นจิบอย่างสง่างาม ราวกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงบทสนทนาธรรมดา
แต่สำหรับคาริสา มันคือการตบหน้ากลางงานชัดๆ หญิงสาวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือ ดวงตาสั่นไหวด้วยแรงโทสะ
ไวกว่าความคิด สายตาของคาริสาเหลือบเห็นเด็กเสิร์ฟกำลังเดินถือถาดเครื่องดื่มผ่านมาใกล้ๆ ริมฝีปากเธอยกยิ้มร้ายเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยื่นมือผลักไหล่มีญารินอย่างแรง
“กรี๊ด!”
ร่างบางเซถลาไปชนเด็กเสิร์ฟเต็มแรง ถาดในมือเอียงคว่ำทันที แก้วไวน์หลายใบกระเด็นตกแตกกระจาย เสียงกรีดร้องดังขึ้นพร้อมน้ำไวน์สีแดงที่สาดรดตั้งแต่ไหล่ลงมาถึงลำตัวของมีญารินจนเปียกชุ่ม ชุดราตรีสีดำแนบไปกับสัดส่วนอย่างน่าอับอาย
“ว้ายยยย!” คาริสาร้องออกมาเสียงดัง ทำท่าตกใจเกินจริง รีบยกมือปิดปากราวกับไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ตรงหน้า
ผู้คนรอบข้างพากันหันมามอง เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมทั่วบริเวณ มีญารินยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อม แก้วไวน์ที่ถืออยู่หล่นแตกแทบเท้า ลมหายใจสั่นสะท้านด้วยความโกรธและความอับอาย
“อีบ้าเอ๊ย…!” เธอสบถลอดไรฟันเสียงเบา ก่อนก้มมองสภาพตัวเอง น้ำไวน์ไหลหยดลงพื้นไม่หยุด ชุดราคาแพงเลอะเทอะจนหมดสภาพ
“พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” คาริสายืนมองภาพนั้นด้วยแววตาสะใจ แม้ใบหน้าจะยังแสร้งทำเป็นห่วงใย
เสื้อสูทราคาแพงถูกมือหนาถอดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคลุมลงบนหัวไหล่เปียกชื้นของมีญารินอย่างทะนุถนอม กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยลอยผ่านเข้ามา ทำให้หญิงสาวชะงักไปทั้งตัว
แขนแกร่งโอบบ่าเธอไว้แน่น ราวกับกันไม่ให้ใครแตะต้องได้อีก ก่อนที่เธอจะทันตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็ถูกช้อนอุ้มขึ้นแนบอกกว้างอย่างง่ายดาย
“คุณพร้อม” เธอเบิกตากว้าง มองใบหน้าคมเข้มใกล้เพียงคืบด้วยความตกใจ ไม่คิดเลยว่าคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยจะเป็นเขา
“เงียบไว้” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั้นๆ ก่อนกระชับอ้อมแขนให้มั่นคงกว่าเดิม
“พร้อม...” อีกด้านหนึ่งคาริสายืนนิ่งงัน ริมฝีปากซีดเผือดแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หญิงสาวเรียกชื่อเขาแผ่วเบา แต่ชายหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะหันมอง
“ขอโทษด้วยวะเพื่อนพอดีเกิดอุบัติเหตุ ฉันจะพามีญ่ากลับก่อน” พร้อมทัพพ์หันไปยังเพื่อนสนิทที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล
“เออ ทางนี้ฉันจัดการเอง” เปรมธนัชพยักหน้ารับทันที
จากนั้นพร้อมทัพพ์ก็อุ้มหญิงสาวเดินผ่านหน้าคาริสาไปอย่างสง่าผ่าเผย ทุกสายตาในงานจับจ้องตามร่างทั้งคู่ แต่เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองคนที่ยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้น
ทันทีที่ประตูรถปิดลง มีญารินก็ระเบิดอารมณ์ออกมาราวกับพายุ ครั้งนี้เธอพลาดที่ไม่ระวังตัวให้ดี
“กรี๊ดดดดดด!” เสียงแหลมดังลั่นภายในรถหรู จนพร้อมทัพพ์ต้องรีบยกมือขึ้นปิดหูตัวเองแทบไม่ทัน คิ้วเข้มขมวดแน่นอย่างคนปวดประสาท
“อีบ้า! คอยดูนะ ฉันจะเอาคืน!” หญิงสาวกัดฟันกรอด ความอับอายกลางงานยังคุกรุ่นอยู่เต็มอก เธอพลาดเองที่มัวแต่ตอบโต้จนไม่ทันระวังตัว มือบางกำหมัดแน่น ก่อนจะระดมทุบลงบนเบาะหนังข้างตัวหลายครั้ง
ปึก! ปึก! ปึก!
“เลิกร้องได้แล้ว แก้วหูฉันจะแตก” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบๆ แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่าหญิงสาวจะทำอะไรต่อจากนี้ เธอมาจ้องเขาทันที ดวงตาวาวโรจน์
“ฉันจะฆ่าชู้ของคุณให้ตายไปเลย!”
“ครีมไม่ใช่ชู้ของฉัน” เขาหันมาสบตา สีหน้าไม่สะทกสะท้าน
“อย่าให้ฉันเจอหน้านะ!” เธอยังเดือดไม่หาย เส้นผมยุ่งเหยิงจากแรงดิ้น ใบหน้าสวยแดงจัดด้วยโทสะ
ภายในรถเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดออกมาช้าๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจังจนเธอชะงัก
“ฉันจะจัดการให้”
“ว่าไงนะ”
หญิงสาวหันไปมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะ ดวงตาคมเย็นจัดมองตรงไปข้างหน้า
“คนทำผิดก็ต้องชดใช้สิ” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในรถเย็นเงียบลงทันที
“ชิ ให้ตายก็ไม่เชื่อหรอก” เธอนั่งกอดอกเชิดหน้าขึ้น เหมือนเด็กเอาแต่ใจ
“ฉันพูดคำไหนคำนั้น”
“ทำไมครั้งนี้คุณเชื่อฉันละ” เธอเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่พลาดมากครั้งหน้าจะเอาคืนให้เจ็บแสบไปเลย
