บทที่ 5-2 ค่ากับข้าว
พูดจบซูชิงก็ตักโจ๊กขึ้นมาเป่าและป้อนให้เฉินเฮ่ออย่างตั้งใจ เมื่อเขากินอิ่มแล้วเธอก็พาเขาไปลางานกับหัวหน้าหลิน หัวหน้าหลินที่เห็นว่าเฉินเฮ่อป่วยจริงๆ จึงยอมให้ลาป่วยได้ ซูชิงไม่ได้บอกหัวหน้าหลินว่าที่เฉินเฮ่อป่วยเพราะไปแบกข้าวสาร เธอรู้ดีว่าการที่ไปรับงานเสริมนอกเวลานั้นเท่ากับผิดกฎ หากหัวหน้าหลินทราบเฉินเฮ่อจะต้องลำบากอย่างแน่นอน
วันนี้ซูชิงรับหน้าที่ปั่นจักรยานพาเฉินเฮ่อกลับบ้าน ทันทีที่กลับมาถึงแม่ของเฉินเฮ่อก็รีบเข้ามาดูอาการบุตรชาย เมื่อรู้ว่าเขาป่วยเธอก็ปวดใจมาก ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็รีบไปต้มน้ำแกงบำรุงร้อนๆ มาให้ลูกเขยดื่ม
“หนูจะไปตลาดสักหน่อยซื้อของสดมาไว้ทำอาหาร ฝากทุกคนดูแลอาเฮ่อก่อนนะคะ แล้วหนูจะรีบกลับมา”
เอ่ยจบเธอก็ไปที่ตลาดทันที เมื่อมาถึงตลาดซูชิงก็เดินถือถุงตาข่ายสีเขียวหม่นไปตามทางเดินแคบๆ ในตลาดเสรี ตลาดแห่งนี้คือตลาดที่ชาวนาได้รับอนุญาตให้นำผลผลิตที่เหลือจากเกณฑ์ของรัฐมาวางขายเอง ข้อดีของตลาดแห่งนี้ก็คือของสดกว่าและไม่ต้องใช้คูปองในการซื้อของบางอย่าง แต่ราคาอาจจะสูงกว่ารัฐกำหนดเล็กน้อย แต่ก็สะดวกสบายกว่าเยอะ ซูชิงมักจะมาที่นี่บ่อยครั้ง บางทีหากต้องใช้คูปองแลกของเธอก็จะสลับไปที่ร้านค้าของสหกรณ์ด้วย
บรรยากาศในตลาดเต็มไปด้วยแผงลอยเตี้ยๆ ที่ตั้งวางกับพื้น และยังมีเสียงต่อรองราคาที่ดุเดือดดังแว่วมาเป็นระยะ เดินลึกเข้ามาอีกหน่อยจะมีร้านขายปลาและผักสดของสดอื่นๆ หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ที่แผงขายผักกาดขาว พลางนับเหรียญ 'เฟิน' ในกระเป๋าผ้าอย่างระมัดระวัง เธอตัดสินใจเลือกผักกาดขาวหัวที่เล็กที่สุดและซื้อมันหมูเพิ่มอีกหนึ่งชิ้นเล็กๆ รวมไปถึงผักสดอื่นๆ อีกอย่างละเล็กละน้อย เพื่อจะกลับไปทำอาหารบำรุงให้เฉินเฮ่อกิน
กว่าจะซื้อของทุกอย่างเสร็จก็เกือบเที่ยงแล้ว เมื่อมาถึงแม่สามีก็บอกว่าเฉินเฮ่อหลับไปแล้ว ซูชิงจึงไม่รบกวนเขาอีก เธอจัดการทำอาหารเอาไว้ให้เขาและแม่สามี อีกทั้งยังแบ่งไปให้ที่บ้านของเธอด้วย จากนั้นก็แต่งตัวออกไปทำงานทันที
เพราะเข้างานกะบ่าย วันนี้ซูชิงจึงต้องทำงานล่วงเวลาจนถึงมืดค่ำ ตกเย็นจึงรู้สึกหิวอยู่บ้าง โชคดีที่ก่อนออกมาจากบ้านเธอทำข้าวกล่องติดมากินแก้หิวช่วงพักเบรค และที่โรงงานก็มีเกี้ยวน้ำแจกด้วยจึงพอจะทำให้อิ่มท้องมากขึ้น ไป๋ม่านก็มานั่งกินกับซูชิงและสนทนาเรื่องสัพเพเหระทั่วๆ ไป
กว่าจะทำงานเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงสี่ทุ่มแล้ว ทุกคนต่างทะยอยกันกลับบ้าน ไป๋ม่านนั้นล่วงหน้าไปก่อนแล้ว แต่ซูชิงเพิ่งจะจัดการงานแล้วเสร็จ
หญิงสาวเดินมาที่รถจักรยานซึ่งจอดอยู่หน้าโรงงาน ยังไม่ทันจะได้ปั่นจักรยานกลับบ้านก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยเรียกเสียก่อน
“ชิงชิง”
ซูชิงหันหน้ามามอง ก่อนจะพบว่าเป็นหลินอวี้นั่นเอง ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้นเธอก็ไม่ได้สนใจเขาอีกเลย เธอยังจำในสิ่งที่เขาพูดได้ไม่ลืม ผู้ชายที่ดูถูกผู้หญิงแบบนี้เธอรังเกลียดที่สุด
“มีอะไรเหรอคะ”
เธอถามเขาอย่างห่างเหิน หลินอวี้มีหรือจะมองไม่ออกว่าซูชิงไม่อยากจะสนทนากับตน จะว่าไปแล้วเขาก็รู้สึกเสียดายเธอไม่น้อย อีกก้าวเดียวเขาก็จะได้เป็นคนแรกของซูชิงแล้วแท้ๆ
“ฉันคิดถึงเธอนะ”
“เก็บความคิดถึงของนายไปเถอะ ฉันไม่กล้ารับไว้หรอก หากไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อน”
ซูชิงคิดจะปลีกตัวเดินจากไป แต่หลินอวี้กลับเข้ามาคว้าแขนเธอเอาไว้
“ปล่อยฉันนะ!”
“อย่าเล่นตัวไปเลยน่า ไหนๆ เธอก็ไม่ได้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาแล้ว มิสู้นอนกับฉันสักครั้งดีไหม หากเธอทำให้ฉันติดใจได้ ฉันจะเลี้ยงดูเธออย่างดีเลย ชิงชิงฉันไม่เคยยื่นข้อเสนอให้ใครแบบนี้มาก่อนเลยนะ ถึงเธอจะมีสามีแล้วฉันก็ไม่ถือสาหรอก เธอก็อย่าไปบอกสามีเธอดีไหม”
“นี่คือตัวตนของนายสินะ ชาติชั่วจริงๆ”
“อย่าปากดีให้มากนัก เธอก็แค่พนักงาน ส่วนฉันอีกไม่นานก็จะเลื่อนขั้นสูงกว่าเธอ ฉันดีกว่าสามีกระจอกๆ ของเธอเสียอีก ฉันสู้มันไม่ได้ตรงไหน?”
ซูชิงยิ้มเยาะ ก่อนจะถามหลินอวี้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นายอยากรู้ไหมว่านายสู้อาเฮ่อไมได้ตรงไหน”
“ตรงไหน”
“ตรงความเป็นคนยังไงล่ะ นายมันไม่มีความเป็นคน”
“ชิงชิง!”
ซูชิงสะบัดแขนออกจากการคุกคามของหลินอวี้ ก่อนจะเดินไปที่รถจักรยาน แต่หลินอวี้กลับไม่ยอมแพ้ เขาเดินตามเข้าไปหมายจะคว้าแขนของซูชิงอีกครั้ง แต่อยู่ๆ กลับมีใครบางคนกระชากตัวเขาให้ออกห่างจากเธอ แรงกระชากนั้นไม่เบาเลย มันทำให้หลินอวี้ซวนเซจวนจะล้ม เมื่อเขาหันมามองก็พบว่าเป็นเฉินเฮ่อนั่นเอง
เฉินเฮ่อเอาตนเองบังซูชิงเอาไว้ไม่ให้หลินอวี้เข้าใกล้ซูชิงได้ ชายหนุ่มจ้องมองหลินอวี้อย่างไม่พอใจ หลินอวี้ส่งเสียงเหอะ ก่อนจะด่าทอเฉินเฮ่อด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้กระจอกหลบไป!”
“การยุ่งกับเมียผู้อื่น ไม่ใช่แค่เรื่องผิดศีลธรรมแต่ผิดกฎระเบียบโรงงานด้วย นายไม่รู้เหรอ?”
“แกขู่ฉันเหรอ?”
หลินอวี้ชี้หน้าเฉินเฮ่ออย่างเอาเรื่อง เฉินเฮ่อยิ้มอย่างเย็นชาและยกมือของตนขึ้นมาปัดมือของหลินอวี้ออกอย่างไม่เกรงใจ
“บทลงโทษจำคุก2-7ปีเชียวนะ คุกที่ชานเมืองยังมีที่ว่างพอสำหรับคนที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจอย่างนาย ไม่เพียงเท่านั้นเรื่องนี้อาจจะส่งผลเสียกับหัวหน้าหลินแม่ของนายด้วย หากไม่เชื่อจะลองดูก็เชิญ!”
หลินอวี้ได้ฟังก็กำมือแน่น เขามีหรือจะไม่รู้เรื่องบทลงโทษพวกนี้ เพียงแต่ไม่คิดว่าคนกระจอกๆ อย่างเฉินเฮ่อจะรู้เรื่องกฏหมายพวกนี้ด้วย
“ก็แค่ผู้หญิงจนๆ มีค่าให้ฉันใส่ใจที่ไหนกัน”
เอ่ยจบหลินอวี้ก็จากไปทันที เมื่อคนจากไปแล้ว เฉินเฮ่อจึงหันมาถามซูชิงด้วยความเป็นห่วง
“เธอเป็นอะไรไหม?”
“ไม่เป็นอะไร อาเฮ่อ นายออกมาตากลมทำไม แล้วยังเดินเท้ามาอีก หากไข้กลับจะทำยังไง?”
“ไม่เป็นอะไรหรอก ฉันหายดีแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะ แล้วเธอก็ไม่ต้องไปสนใจคำพูดของไอ้ชั่วนั่น เข้าใจไหม?”
“ฉันไม่คิดมากหรอกน่า”
ซูชิงรับคำอย่างไม่ใส่ใจ เธอกำลังจะเดินไปที่รถจักรยานแต่กลับพบว่ารองเท้าที่สวมใส่ทุกวันเกิดขาดขึ้นมาเสียดื้อๆ เธอไม่ได้เปลี่ยนรองเท้ามานานแล้วอาจเพราะมันเก่ามากก็เลยขาด เฉินเฮ่อที่เห็นดังนั้นจึงถอดรองเท้าของตนเองมาให้ซูชิง
“ใส่ของฉันไปก่อน”
“แล้วนายจะใส่อะไรกลับบ้าน?”
“บ้านอยู่ไม่ไกล ฉันปั่นจักรยานเท้าเปล่าได้ รีบใส่เร็ว จะได้กลับบ้านกัน”
ซูชิงถึงกับชะงักไปชั่ววูบ ตอนยังไม่แต่งงานกันเฉินเฮ่อก็ดูแลเธออย่างดีมาตลอด แต่พอได้มาใช้ชีวิตสามีภรรยาจอมปลอมแบบนี้ เขากลับใส่ใจเธอมากกว่าเดิม มันทำให้เธอเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาในใจ
“อาเฮ่อ”
“หืม?”
“ขอบใจนะ”
“เป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”
เขาเอ่ยอย่างมีความสุข ทำเอาซูชิงอดยิ้มออกมาไม่ได้ หญิงสาวมองชายหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเขา
“ฉันไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่านายรู้เรื่องกฎหมายเหล่านั้นด้วย?”
เฉินเฮ่อที่ถูกถามก็เพียงเอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ก็เคยอ่านผ่านตามาบ้าง แค่มีความรู้เล็กน้อย เธออย่าใส่ใจนักเลย รีบขึ้นรถเถอะ”
เฉินเฮ่อบอกให้ซูชิงรีบขึ้นมาซ้อนท้ายจากนั้นเขาก็ปั่นจักรยานพาเธอกลับบ้านทันที ระหว่างทางพวกเขาได้แวะร้านเต้าหู้ทอด ซูชิงซื้อเต้าหู้ทอดกลับมาแบ่งให้คนที่บ้านของเธอและแม่สามีกินด้วย ส่วนที่เหลือก็เอามาแบ่งกันกินกับเฉินเฮ่อในห้อง
“กินเยอะๆ นายเพิ่งหายป่วย ต้องบำรุงให้มาก”
ซูชิงคีบเต้าหู้ทอดชิ้นหนึ่งส่งให้เฉินเฮ่อ แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่กิน ฉันอิ่มแล้ว เธอกินเถอะ เธอทำงานมาเหนื่อย”
“ฉันไม่เหนื่อย นายกินเร็วเข้า ไม่กินฉันจะโกธรแล้วนะ”
“ก็ได้ กินก็ได้”
เขาบอกพร้อมกับยิ้มอย่างมีความสุข ซูชิงที่เห็นอย่างนั้นก็อดที่จะยิ้มตามเขาไม่ได้
