บทที่ 7: พยัคฆ์หนุนหลัง ทวงคืนร้านเครื่องหอม - 2
นี่คุณหนูใหญ่ไปหาสัญญาหมั้นหมายที่ถูกลืมเลือนไปแล้วมาเป็นเกราะคุ้มภัยตั้งแต่เมื่อใดกัน
“ขะ... ข้าน้อยยอมแล้ว ขอรับ” หวังต้าเสียงสั่นเครือ หยาดเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก “ข้าน้อยจะคืนกุญแจและบัญชีให้คุณหนูเดี๋ยวนี้ โปรดละเว้นข้าน้อยด้วยเถิด”
หลินซีพยักหน้า อาต้าจึงปล่อยมือและถีบส่งหวังต้าล้มกลิ้งไปกองกับพื้น ชายร่างอ้วนรีบลนลานคลานไปหยิบพวงกุญแจทองเหลืองและสมุดบัญชีจากใต้ลิ้นชักมาประเคนให้หญิงสาวด้วยสองมือสั่นเทา
หลินซีรับมาเปิดสมุดบัญชีดูเพียงผ่านๆ ตัวเลขติดลบแดงเถือกในทุกหน้ายืนยันข้อสันนิษฐานของนาง ไม่เพียงแต่ไม่ได้กำไร แต่หวังต้ายังทำเรื่องเบิกเงินก้อนโตจากคลังสินเดิมไปอ้างว่าซ่อมแซมร้าน แต่สภาพร้านกลับทรุดโทรมราวกับศาลเจ้าล้าง
“พวกเจ้าทุกคน” หลินซีตวัดสายตามองลูกจ้างที่หลบอยู่มุมร้าน “เก็บข้าวของส่วนตัวแล้วไสหัวออกไปจากร้านของข้าให้หมด ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าถูกไล่ออก”
“ตะ... แต่พวกเราทำงานที่นี่มานานนะขอรับ หากไม่มีงานทำ พวกเราจะเอาอะไรกิน” ลูกจ้างคนหนึ่งแย้งเสียงอ่อย
“ตอนที่พวกเจ้านั่งกินนอนกิน รับเงินเดือนจากบัญชีแม่ข้า แต่กลับปล่อยให้ร้านสกปรกยอดขายตกต่ำ พวกเจ้าเคยนึกถึงข้าวแดงแกงร้อนหรือไม่” หลินซีสวนกลับทันควัน “ไปเบิกค่าจ้างเดือนสุดท้ายกับฮูหยินรองเอาเอง ในเมื่อนางเป็นคนส่งพวกเจ้ามา ก็ให้นางเลี้ยงดูพวกเจ้าต่อไปเถิด ออกไป”
คำขาดนั้นเด็ดเดี่ยวจนไม่มีใครกล้าต่อรอง หวังต้าและลูกจ้างรีบวิ่งหนีหางจุกตูดออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามอง
เมื่อร้านทั้งร้านตกอยู่ในความเงียบสงบ หลินซีก็พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด นางเดินสำรวจไปรอบๆ บริเวณ ลูบคลำชั้นไม้แกะสลักที่แม้จะเปื้อนฝุ่นแต่เนื้อไม้ก็ยังเป็นไม้หอมชั้นดี โครงสร้างของร้านแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน มีลานกว้างด้านหน้าและห้องส่วนตัวด้านหลัง เหมาะสมกับการดัดแปลงเป็นร้านค้ารูปแบบใหม่
“คุณหนู เราได้ร้านคืนมาแล้ว แต่ลูกจ้างไม่มีสักคน เราจะเปิดร้านขายของได้อย่างไรเจ้าคะ” เสี่ยวเถาถามด้วยความกังวล พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดฝุ่นบนโต๊ะ
“ขยะเปียกเก็บไว้ก็ส่งกลิ่นเหม็น สู้กวาดทิ้งแล้วหาเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่มาวางไม่ดีกว่าหรือ” หลินซียิ้มกริ่ม แววตาของนางเต็มไปด้วยประกายของนักธุรกิจไฟแรง “เสี่ยวเถา อาต้า อาเอ้อ วันนี้พวกเราต้องเหนื่อยกันหน่อยแล้ว ปิดประตูร้าน ข้าจะร่างแบบแปลนปรับปรุงร้านใหม่ทั้งหมด”
องครักษ์ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงุนงง พวกเขาเป็นถึงยอดฝีมือที่ถูกฝึกมาเพื่อสังหารคน บัดนี้กลับต้องมารับบทเป็นช่างไม้และคนทำความสะอาดเสียแล้ว แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของซื่อจื่อที่ให้เชื่อฟังป้ายทอง พวกเขาจึงได้แต่ก้มหน้าเดินไปปิดบานประตูร้าน
ภายในห้องทำงานด้านหลัง หลินซีกางกระดาษเซวียนจื่อแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะ ฝนหมึกด้วยความคล่องแคล่ว นางไม่ได้จับพู่กันวาดภาพทิวทัศน์แบบสตรีในห้องหอ แต่กำลังวาดแผนผังพื้นที่การขายแบบยุค 90 ลงไปอย่างละเอียด
“ตรงนี้... ข้าจะรื้อเคาน์เตอร์ทึบๆ นี่ออก ทำเป็นชั้นวางสินค้าแบบเปิดให้ลูกค้าหยิบจับทดลองกลิ่นได้ด้วยตัวเอง” นางชี้ปลายพู่กันลงบนกระดาษพร้อมอธิบายให้เสี่ยวเถาฟัง “ส่วนห้องสี่เหลี่ยมด้านใน เราจะกั้นฉากผ้าไหมเนื้อดี ทำเป็น ‘โซนวีไอพี’ สำหรับฮูหยินและคุณหนูตระกูลใหญ่ ให้พวกนางได้นั่งจิบชาและเลือกซื้อเครื่องหอมรุ่นจำกัดจำนวนโดยไม่ต้องปะปนกับคนทั่วไป”
“โซนวีไอพีคือสิ่งใดหรือเจ้าคะ” เสี่ยวเถากะพริบตาปริบๆ
“ก็คือพื้นที่พิเศษสำหรับคนกระเป๋าหนักที่ชอบความหรูหราและเป็นส่วนตัวอย่างไรเล่า คนยุคนี้... ยิ่งเป็นขุนนางหรือเศรษฐี ยิ่งชอบการแบ่งชนชั้น หากเรายกยอพวกนางให้รู้สึกว่าตนเองพิเศษกว่าผู้อื่น พวกนางก็พร้อมจะจ่ายหนักโดยไม่สนราคา” หลินซีแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์
นี่คือกลยุทธ์จิตวิทยาการตลาดขั้นพื้นฐาน การขายของไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย ‘ภาพลักษณ์’ และ ‘ความพอใจ’ ด้วย สบู่ธรรมดาก้อนหนึ่ง หากห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลก็ขายได้แค่สิบอีแปะ แต่หากห่อด้วยผ้าไหมปักลาย ใส่กล่องไม้หอม และบอกว่าเป็นสูตรลับเฉพาะสตรีชั้นสูง ราคาก็อาจพุ่งสูงถึงห้าสิบตำลึงได้อย่างง่ายดาย
“อาเอ้อ” หลินซีหันไปหาองครักษ์หนุ่ม “เจ้าจงนำตั๋วเงินนี่ไปที่ตลาดค้าทาส เลือกซื้อสตรีที่หน้าตาจิ้มลิ้ม หน่วยก้านดี และฉลาดพูดจามาสักสี่คน ข้าไม่เอาคนที่ถูกขายเพราะทำผิดกฎหมาย แต่เอาคนที่สมัครใจขายตัวเพราะหนี้สินหรือต้องการหาเงินเลี้ยงครอบครัว คนพวกนี้จะมีความทะเยอทะยานและสอนงานได้ง่าย”
อาเอ้อรับตั๋วเงินมาด้วยความทึ่ง สตรีผู้นี้เพิ่งจะได้ร้านคืนมาไม่ถึงชั่วยาม ก็เริ่มกระจายงานและวางแผนขยายกิจการอย่างเป็นระบบ ราวกับว่านางทำเรื่องพวกนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ส่วนอาต้า เจ้าไปสืบหาช่างไม้ที่ฝีมือดีที่สุดในละแวกนี้ จ้างพวกเขามาทำชั้นวางตามแบบแปลนที่ข้าจะวาดให้ บอกพวกเขาว่าข้าให้ค่าจ้างเพิ่มเป็นสองเท่า แลกกับการที่ต้องทำให้เสร็จภายในสามวัน”
“สามวันหรือขอรับ มันจะไม่กระชั้นชิดไปหรือ” อาต้าขมวดคิ้ว
“เวลาคือเงินคือทอง การค้าที่ชักช้าคือการเปิดโอกาสให้คู่แข่ง” หลินซีลุกขึ้นยืน ดวงตาแน่วแน่ “สามวันหลังจากนี้ ร้านร้อยบุปผาจะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘หอมจรุงใจ’ และข้าจะทำให้ถนนสายตะวันออกแห่งนี้ ต้องจดจำชื่อร้านของข้าไปตลอดกาล”
ร่างขององครักษ์ทั้งสองเร้นกายออกไปปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็ว หลินซีหันกลับมามองแผนผังบนโต๊ะ ร่างกายของนางอาจจะยังไม่สมบูรณ์พร้อม แต่สมองและประสบการณ์ของนักเลงธุรกิจยุค 90 กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง
ในขณะที่หลินซีกำลังง่วนอยู่กับการสร้างอาณาจักรการค้าของตนเอง ข่าวการบุกยึดร้านด้วยกำลังองครักษ์จวนกั๋วกง ก็ลอยไปเข้าหูฮูหยินรองที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในจวนราชครูเป็นที่เรียบร้อย
ปัง
ถ้วยชาเคลือบชั้นดีถูกฟาดลงกับพื้นจนแตกกระจาย หวังซื่อผุดลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ หายใจฟืดฟาดราวกับวัวกระทิงที่ถูกยั่วโมโห
“มันกล้าดียังไง นังเด็กเหลือขอนั่นไปเอาป้ายอาญาสิทธิ์จวนกั๋วกงมาจากไหน” หวังซื่อตวาดลั่นใส่หวังต้าที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้น
“ขะ... ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ จู่ๆ นางก็โผล่มาพร้อมกับองครักษ์ฝีมือดี อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแล้วไล่พวกข้าน้อยออกมา ฮูหยินรอง ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับข้าน้อยนะขอรับ”
หวังซื่อกัดริมฝีปากจนห้อเลือด สัญญาหมั้นหมายที่นางพยายามเป่าหูสามีให้ยกเลิกมาตลอดหลายปี จู่ๆ กลับกลายมาเป็นหอกแหลมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงนางเสียเอง เสิ่นหลินซีเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ นังเด็กนี่ไม่เพียงแต่กล้าต่อปากต่อคำ แต่ยังรู้จักหาที่พึ่งพิงเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง
“คิดว่ามีจวนกั๋วกงหนุนหลังแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้งั้นหรือ เสิ่นหลินซี” หวังซื่อหรี่ตาลง ประกายความอำมหิตพาดผ่านดวงตา “การทำมาค้าขายในเมืองหลวง หากไม่มีสายป่านที่ยาวพอและไร้คนสนับสนุน ต่อให้มีร้านใหญ่โตแค่ไหนก็ล้มละลายได้ในพริบตา ข้าจะรอดูว่าคุณหนูในห้องหออย่างเจ้า จะทนขาดทุนไปได้สักกี่น้ำ”
พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือท้องฟ้าเมืองหลวง การปะทะกันครั้งแรกสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะของเสิ่นหลินซี แต่สงครามที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มตีกลองรบเท่านั้น!
