บทย่อ
คืนวันเกิดอายุครบสามสิบห้าปีของสามีฉัน ฉันใช้เวลาอยู่ในครัวถึงหกชั่วโมงเต็มเพื่อเตรียมดินเนอร์ใต้แสงเทียนแต่สุดท้ายกลับเห็นเขาไปโผล่อยู่บนอินสตาแกรมสตอรี่ของชู้รัก เจ้าพ่อมาเฟียผู้ทำให้ทั้งฝั่งตะวันตกหวาดกลัว กำลังเต้นแนบแก้มอยู่กับเธอ เธอเหมาจองแจ๊สคลับทั้งร้าน พร้อมเขียนแคปชันว่า “ค่ำคืนฉลองวันเกิดให้บอส” ฉันกดไลก์ แล้วคอมเมนต์ไปว่า “ปาร์ตี้ดูดีมากเลยนะ ถ้ามีใครยังจำได้ว่าภรรยาของเขานั่งรอทั้งคืนอยู่ ก็คงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้” สามวินาทีต่อมา สตอรี่นั้นก็หายไป หลังจากนั้น โทรศัพท์ของเขาก็ดังเข้ามาทันที “มันก็แค่เรื่องล้อเล่นเองนะ เอเลน่า เธอจะอ่อนไหวขนาดนี้ได้ไหม” ปลายสายยังแทรกมาด้วยเสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงินของผู้หญิงคนนั้น ถ้าเป็นฉันเมื่อก่อน ฉันคงพังทลายไปแล้ว คงร้องไห้ คงให้อภัยเขาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ จะไม่มีอีกแล้ว ในเมื่อการทรยศหักหลังมันชัดเจนโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้... การที่หัวใจตายด้านไปเสีย ย่อมถือเป็นความหลุดพ้น เจ้าพ่อแห่งตระกูลมอเรตติ อาจจะควบคุมเมืองนี้ได้ทั้งเมือง ทว่าเขากลับสูญเสียภรรยาของตัวเองไปนานแล้ว สูญเสียไป... ตลอดกาล
บทที่ 1
วันเกิดอายุครบสามสิบห้าของสามี ฉันอยู่ในครัวนานถึงหกชั่วโมงเต็ม
สตูว์น่องลูกวัวไวน์แดงที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มเข้าเนื้อ
พาสต้าที่ฉันรีดเส้นด้วยมือตัวเอง
ทีรามิสุที่ทำตั้งแต่ศูนย์
ฉันหยิบชุดจานแก้วคริสตัลที่ใช้ในงานแต่งงานออกมา ฉันจุดเทียนแปดเล่ม เพื่อเป็นตัวแทนของชีวิตคู่ตลอดแปดปีของเรา จากนั้นก็นั่งรอเขาอยู่ตรงนั้น
ฉันรอแล้วรออีก
รอจนเทียนละลายเหลือเพียงตอสั้น ๆ
รอจนสตูว์น่องลูกวัวที่เคยร้อนจัดเย็นชืดสนิท
รอจนพาสต้าเกาะกันเป็นก้อนเหนียวหนืด
แต่ดันเต้ก็ไม่กลับมาเสียที
สี่ทุ่มครึ่ง ฉันเห็นเขาในสตอรี่อินสตาแกรมของเซียนน่า เวล
สามีของฉัน เจ้าพ่อแห่งตระกูลมอเรตติ ชายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดบนชายฝั่งตะวันตกกำลังหัวเราะอย่างอารมณ์ดีอยู่ในแจ๊สคลับกลางเมืองแห่งหนึ่ง รายล้อมด้วยผู้คนที่ฉันไม่รู้จักเลยสักคน
เธอเป็นคนเหมาสถานที่ทั้งร้านให้เขา
ในรูปถัดมา ทั้งสองแนบแก้มกันอย่างสนิทชิดเชื้อ
ริมฝีปากสีแดงสดของเธอแทบจะปัดผ่านข้างหูของเขา
“ฉลองวันเกิดให้บอส ฟีลปาร์ตี้ส่วนตัวเต็มสิบ”
ฉันดับเบิลแตะหน้าจอ กดไลก์ แล้วทิ้งคอมเมนต์ไว้ว่า
“ปาร์ตี้ดูดีมากเลยนะ ถ้ามีใครยังจำได้ว่าภรรยาของเขานั่งรอทั้งคืนอยู่ ก็คงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้”
สามวินาทีต่อมา สตอรี่นั้นก็หายไป
วินาทีถัดมา โทรศัพท์ของฉันก็สั่นไม่หยุด
ใบหน้าของดันเต้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
กรามของเขาขบแน่น สายตาเย็นชาแข็งกร้าว“มันก็แค่เรื่องล้อเล่นเอง เอเลน่า”
ด้านหลังเขามีเสียงแก้วกระทบกัน แล้วก็เสียงหัวเราะใสราวกระดิ่งเงินของเซียนน่า
“พวกพี่น้องจัดปาร์ตี้เซอร์ไพรส์ให้กะทันหัน ฉันจะเดินออกมากลางงานเลยได้ยังไง เธอก็รู้กฎดี เรื่องของตระกูล”
“แน่นอนสิ”ฉันตอบอย่างเรียบเฉย
“เลิกงอนเถอะ เดี๋ยวฉันชดเชยให้”
“ฉันไม่ได้งอน”
เขาไม่แม้แต่จะบอกลา ก่อนตัดสายทิ้งทันที
สิบห้านาทีต่อมา เซียนน่าก็โพสต์รูปเดิมลงหน้าโปรไฟล์อีกครั้ง
ครั้งนี้ เธอกำลังยิ้มให้กล้อง
และฝ่ามือของเธอก็วางแนบอยู่บนอกของ ดันเต้อย่างเปิดเผย ราวกับผู้ชายคนนั้นเป็นของเธอ
ถ้าเป็นเอเลน่าคนก่อน ฉันคงพุ่งไปกลางเมืองแล้วเผาที่นั่นให้วอดทั้งร้าน
แต่เอเลน่าตอนนี้ล่ะ
ตอนนี้ฉันแค่เทสตูว์น่องลูกวัวลงถังขยะ ดับเทียนเล่มสุดท้าย แล้วกลับขึ้นห้องไปนอน
ฉันไม่ได้ร้องไห้ แทบไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ
ความชาชินที่น่าพอใจแบบนั้น กลับทำให้ฉันหวาดกลัวยิ่งกว่าการทรยศของเขาเสียอีก
ตีสองกว่า ๆ เขาถึงกลับมา
ตัวเขาอบอวลไปด้วยกลิ่นวิสกี้ และกลิ่นน้ำหอมของเธอ
กลิ่นดอกซ่อนกลิ่นหวานเลี่ยนจนแสบจมูกนั้น ติดอยู่บนทุกสิ่งที่เขาแตะต้องราวกับพิษ
ฉันหลับตา แกล้งทำเป็นหลับ
ลมหายใจสม่ำเสมอ
ที่นอนยวบลงเล็กน้อย มือของเขาวางลงตรงเอวฉัน
ท่าทางนั้นชำนาญและเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังแตะต้องสิ่งของที่ตัวเองครอบครอง
นิ้วโป้งของเขาลูบวนช้า ๆ ตรงเอวฉันผ่านผ้าไหมของชุดนอน
เมื่อก่อน สัมผัสแบบนี้มักทำให้ฉันเผลอเอนตัวเข้าหาเขา
แต่ตอนนี้ ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย
จากนั้น มือข้างนั้นก็ผละออกไป
เช้าวันต่อมา ฉันเจอเขาอยู่ในครัว
เขากำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ แทบไม่ได้เงยหน้ามองฉันเลย
“เมื่อคืนฉันซื้อของมาให้เธอ”
เขาพยักหน้าไปทางตู้เย็น
“ซุปปูจักรพรรดิ ร้านที่เธอชอบ”
ร้านนั้น เป็นร้านที่ฉันเคยพาเขาไปเมื่อห้าปีก่อน
ตอนนั้น เซียนน่ายังไม่ได้มีตัวตนอยู่ในโลกของเรา
“ฉันเห็นแล้ว”ฉันพูด
นี่เป็นวิธีเดิม ๆ ของเขาเสมอ ทุกครั้งหลังจากทำให้ฉันอับอาย เขาจะซื้อของกินกลับมาให้ นี่คือสัญญาสงบศึกที่เราต่างเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูด
คำขอโทษแบบเจ้าพ่อ ไม่เคยใช้คำพูด มีแต่ “การชดเชย”
“เดี๋ยวฉันอุ่นให้”
ยังไม่ทันที่ฉันจะปฏิเสธ เขาก็หยิบกล่องอาหารออกมาจากตู้เย็นแล้ว
สิบนาทีต่อมา กลิ่นไหม้ก็ลอยออกมาจากในครัว
ดันเต้กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องนอน
สุดท้ายก็ยังเป็นฉันที่ต้องไปปิดเตาเอง
ตอนที่ฉันกำลังใช้ทัพพีตักซุปใส่ถ้วย โทรศัพท์ของเขาที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ก็สว่างขึ้นกะทันหัน เป็นข้อความจากเซียนน่า
ข้อความของเธอเด้งขึ้นมากลางหน้าจอโดยตรง
“เมื่อคืนสมบูรณ์แบบมากเลย D จนตอนนี้ยังลืมไม่ลงเลย”
ฉันยังไม่ทันละสายตา“ใครอนุญาตให้เธอแตะโทรศัพท์ฉัน”
เสียงของเขาฟาดลงมาอย่างกะทันหัน
ฉันหันกลับไป เขายืนอยู่ด้านหลังฉันพอดี
สันกรามของเขาบดแน่นไปหมด ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายความกดดันอันเย็นเยือกนั่นเป็นสีหน้าที่เขาจะแสดงออกมา ยามเผชิญหน้ากับลูกน้องที่ทำงานพลาดเท่านั้น
“ฉันเปล่านะ”
เขาเบียดตัวผ่านฉันอย่างแรงเพื่อหยิบโทรศัพท์ ไหล่กระแทกเข้ากับแขนฉันเต็ม ๆ
ช้อนหลุดมือ
ซุปร้อนจัดสาดใส่มือซ้ายฉันทันที
เสียงกรีดร้องของฉันดังขึ้นเร็วกว่าความเจ็บเสียอีก
วินาทีต่อมา ความปวดแสบปวดร้อนก็ถาโถมเข้ามา
ร้อนจัด รุนแรง แทบทำให้หายใจไม่ออก
ผิวหนังพองขึ้นทันที
รอยแดงน่ากลัวลามจากปลายนิ้วขึ้นมาถึงข้อมือ
ดันเต้มองฉัน สายตานั้น ราวกับฉันเป็นแค่ตัวปัญหาที่สร้างเรื่องวุ่นวายขึ้นมา
“เอเลน่า”
เขาถอนหายใจ ถอนหายใจจริง ๆ
“พอได้แล้ว เดี๋ยวฉันพาไปห้องฉุกเฉิน”
มันเจ็บเกินไปแล้ว ฉันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่กอดมือตัวเองไว้ แล้วเดินตามเขาขึ้นรถ
ในรถ Tesla ของเขา เต็มไปด้วยกลิ่นดอกซ่อนกลิ่น ฉันคาดเข็มขัดนิรภัย กัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก
แล้วฉันก็เห็นสิ่งนั้น
ใต้แผ่นบังแดด มีโพสต์อิทสีชมพูแปะอยู่
บนนั้นเป็นลายมือหวัดสวยของผู้หญิง
“ต้นหนตัวน้อยส่วนตัวของท่านเจ้าพ่อนะค่ะ”
มือที่ถูกน้ำร้อนลวกของฉันปวดตุบ ๆ เป็นระลอก
และความเจ็บปวด ก็ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
ดันเต้สังเกตเห็นสายตาของฉัน
“เซียนน่าแปะเล่นน่ะ เธอก็รู้ว่าเธอเป็นคนแบบนั้น”
“สร้างสรรค์ดีนี่”ฉันพูดเรียบ ๆ
เขามองฉันผ่านกระจกมองหลัง
เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
รอให้ฉันโวยวาย รอให้ฉันร้องไห้ รอให้ฉันเสียสติ แต่ฉันไม่ให้อะไรเขาสักอย่าง
“เธอไม่ดึงมันทิ้งเหรอ”
ฉันกะพริบตาหนึ่งครั้ง“แล้วฉันต้องดึงทิ้งทำไม”
ในที่สุด แววตาของเขาก็ไหววูบเล็กน้อย
อาจเป็นความสับสน เขาไม่คุ้นกับฉันแบบนี้
ไม่แย่ง ไม่โวยวาย ไม่รั้งไว้ และไม่แคร์อีกต่อไป
“ไปเถอะ” ฉันพูด
“บ่ายนี้ฉันยังต้องทำงาน”
หลังจากนั้น เขาขับรถเร็วตลอดทาง
เหลืออีกสามบล็อกก็จะถึงคลินิก จู่ ๆ ระบบเสียงในรถก็ดังเสียงเรียกเข้าพิเศษขึ้นมา
เป็นเพลงรักที่เต็มไปด้วยบรรยากาศคลุมเครือชวนกำกวม
วินาทีต่อมา เสียงของเซียนน่าก็ดังก้องไปทั่วทั้งรถ
ทั้งเบา ทั้งอ้อน แถมยังสั่นเครือ
“ดันเต้……ฉันต้องการคุณ”
“เกิดอะไรขึ้น”
“เมื่อคืนฉันดื่มเยอะไป ตอนนี้ปวดหัวจนจะแตกแล้ว”
เธอสะอื้นเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“ไมเกรนกำเริบ แสงก็แสบตา เสียงก็หนวกหูไปหมด……ฉันรู้สึกเหมือนจะเป็นลมแล้ว”
ดันเต้ไม่พูดอะไรเลยสักคำ เขาไม่แม้แต่จะหันมามองฉัน
เขาหักพวงมาลัยกลับรถทันที แล้วขับพุ่งกลับเข้าเมือง
“ดันเต้”
ฉันยกมือที่เต็มไปด้วยแผลพุพองขึ้นมา
“คลินิก”
“เวลาเธออาการกำเริบก็จะเป็นแบบนี้”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา
ไม่มีพื้นที่ให้ต่อรองแม้แต่นิดเดียว
“ฉันจะแวะไปดูเธอก่อน”
ยี่สิบนาทีต่อมา รถจอดอยู่หน้าคอนโดหรูแห่งหนึ่ง
ดันเต้หยิบยาแก้ปวดกับเครื่องดื่มเกลือแร่ออกจากช่องเก็บของ
นั่นเป็นของที่ฉันเตรียมใส่ไว้ให้เขาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน
“เธอรออยู่ในรถนี่แหละ”
เขาพูด“สิบนาที”
พูดจบ เขาก็ล็อกรถ แล้วเดินเร็ว ๆ เข้าไปในตึก
สิบนาที กลายเป็นสามสิบนาที
สามสิบนาที กลายเป็นหนึ่งชั่วโมง
แดดของแคลิฟอร์เนียส่องทะลุกระจกหน้ารถลงมา
Tesla ทั้งคันร้อนราวกับเตาอบปิดตาย
เหงื่อไหลลงมาตามแผ่นหลังไม่หยุด
สายตาฉันเริ่มพร่า
มือที่ถูกลวกก็เต้นตุบ ๆ ตามจังหวะหัวใจ
ฉันลองดึงประตูรถ แต่ระบบล็อกเด็กถูกล็อกตาย
ฉันโทรหาเขา แต่กลับถูกตัดเข้าวอยซ์เมลโดยตรง
ในนาทีที่ห้าสิบ ในที่สุดฉันก็รื้อเจอค้อนทุบกระจกฉุกเฉินจากคอนโซลกลางจนได้
จากนั้นก็เหวี่ยงมันใส่กระจกฝั่งผู้โดยสารอย่างแรง
เสียงกระจกแตกกระจายดังสนั่น
ตอนที่ฉันปีนออกมาจากหน้าต่างรถที่แตกละเอียดอย่างทุลักทุเล ผู้หญิงคนหนึ่งบนถนนก็หยุดเดิน
“พระเจ้า”
เธอมองฉันด้วยความตกใจ
“คุณโอเคไหม”

