ตอนที่ 15 เทพเซียนมอบให้มา
เป็นซุนถงฉีที่ถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อหู เรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนมากหากจะพูดให้ใครฟังคงต้องคิดให้รอบคอบ ด้วยสถานการณ์ของประเทศที่กำลังกวาดล้างความเชื่อเก่า ๆ ซึ่งในตอนนี้ขนาดจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษยังไม่สามารถทำอย่างเอิกเกริกได้เช่นเมื่อก่อน และแน่นอนว่าเมื่อออกมาจากปากของลูกสาวเขายิ่งรู้สึกห่วงลูกคนนี้จากเดิมที่ค่อนข้างห่วงมากกว่าลูกคนอื่นอยู่แล้ว
ส่วนคนอื่นนั้นมองมาที่ซุนจือหลินด้วยสีหน้าไม่ต่างกันนัก หญิงสาวจึงพยักหน้าช้า ๆ เพื่อยืนยันว่าที่เล่าไปทั้งหมดนั้นเป็นความจริง ก่อนจะเรียกขวดแก้วใบเล็กด้านในบรรจุยาลูกกลอนที่เก็บไว้บนชั้นวางภายในมิติออกมาวางไว้ตรงหน้าทุกคนทีละขวด
ทุกคนนิ่งค้างกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ตอนได้ยินเรื่องที่ลูกสาวเล่าอู๋สุ่ยหลิงเองยอมรับว่าประหลาดใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นลูกสาวเรียกขวดเหล่านี้ออกมาจากความว่างเปล่านั่นจึงทำให้เธออดรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่ได้
นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ซุนจือหลินพึ่งรู้เมื่อเช้าว่าสามารถทำได้ เธอไม่จำเป็นต้องเข้าไปหยิบของในนั้นเสมอไป เพียงแค่นึกถึงก็สามารถเรียกของเหล่านั้นออกมาได้แล้ว
ซุนจือหลินเลือกที่จะบอกเรื่องมิติวิเศษและรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับมิติให้ทุกคนฟังโดยอ้างว่านี่คือสิ่งที่เทพเซียนให้เธอเอาไว้ในฝัน พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าได้รับมาจริง เธอไม่กล้าเล่าเรื่องที่ตนเองได้ตายจากไปแล้ว ทั้งเรื่องที่ต้องเผชิญหลังความตายนั่นอีก มันน่าหดหู่เกินกว่าจะให้พวกเขารับรู้จริง ๆ
อู๋สุ่ยหลิงลุกจากเก้าอี้ตรงเข้ามาจับเนื้อตัวลูกสาวให้ลุกขึ้นหมุนตัวไปมาอย่างร้อนรน หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นบ่งบอกถึงความกังวลไม่น้อย
“แล้วท่านได้บอกหรือเปล่าว่าต้องแลกกับอะไร ลูกไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
สำหรับคนเป็นแม่แล้วเธอไม่อาจวางใจได้ว่าโลกนี้จะมีอะไรที่ได้มาเปล่า ๆ โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนสิ่งใดเลย ลาภลอยแบบนั้นมีอยู่จริงเสียที่ไหนล่ะ
ลูกสาวคนเล็กเผยรอยยิ้มออกมาทันทีที่เห็นว่าแม่ห่วงใยเธอขนาดไหน ก่อนจะส่ายหัวไปมา แล้วดันร่างของแม่ให้นั่งลงที่เดิม
“หนูไม่เป็นอะไรค่ะแม่ ส่วนข้อแลกเปลี่ยนท่านแค่ขอให้หนูใช้ชีวิตให้ดีก็เท่านั้น”ซุนจือหลินยิ้มตอบพลางมองหน้าทุกคนด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง และเพื่อความสบายใจของทุกคนหญิงสาวจึงเลือกโกหกออกมาคำโตอีกครั้งหนึ่ง
เธอรับรู้ถึงแววตาทุกคู่ที่มองมาไร้ซึ่งความโลภโดยสิ้นเชิง ยิ่งพ่อกับแม่ทั้งคู่มองเธอด้วยความห่วงใย พวกเขาห่วงเธอจนสามารถลืมเรื่องเงินที่เป็นหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ได้อย่างง่ายได้ พลันน้ำตาสายเล็กก็ค่อย ๆ ไหลอาบแก้มใสเนียนของหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว
เป็นซุนไป่หานที่เดินเข้ามาโอบร่างของน้องสาวตัวน้อยเอาไว้ ส่วนพี่รองอย่างซุนฉวนเซิ่งก็ตามมาลูบหัวของคนที่กำลังสะอื้นไห้อย่างไม่มีสาเหตุ สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้หญิงสาวปล่อยหยาดน้ำตาสะอื้นไห้จนตัวโยน
ซุนถงฉีมองความรักใคร่ระหว่างพี่น้องก็หันไปสบตากับภรรยาอย่างสื่อความหมาย นับว่าตลอดหลายสิบปีที่ทุ่มเทเลี้ยงพวกเขามาอย่างดีนั้นไม่สูญเปล่า นอกจากลูกทั้งสามคนจะเป็นคนดีแล้ว พวกเขาพี่น้องยังรักใคร่กลมเกลียวกันมาก เช่นนั้นแล้วเขาจึงรู้สึกขอบคุณภรรยาไม่น้อย
“แล้วที่บอกจะช่วยเจ้ารอง น้องจะเอายาไปขายอย่างนั้นหรือ?”พี่ใหญ่ของบ้านถามขึ้นเมื่อเห็นว่าน้องสาวเริ่มสงบลงแล้ว พลางมองไปที่ยานับสิบขวดที่น้องเรียกออกมาก็เห็นว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น
ทว่าซุนจือหลินกลับส่ายหน้า ก่อนจะเริ่มอธิบายให้ทุกคนเข้าใจอีกครั้ง
“ยาพวกนี้ถือเป็นยาสามัญสามารถหาได้ทั่วไปค่ะ แม้จะมั่นใจว่าประสิทธิภาพดีกว่าที่ขายกันอยู่ในตอนนี้ แต่ราคาก็คงไม่สูงมาก”
เช่นนั้นเธอไม่อยากจะคิดเลยว่าต้องขายออกไปกี่ขวดถึงจะได้เงินมากพอภายในเวลาสิบกว่าวันต่อจากนี้
ได้ยินน้องสาวพูดเช่นนั้น ด้วยความไม่เข้าใจความคิดของน้องสาว ซุนฉวนเซิ่งจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นมาบ้าง“แล้วน้องยังมีอย่างอื่นที่ขายได้แพงกว่านี้อีกหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้าให้กับพี่ชายคนรอง แต่ยังไม่สามารถบอกว่าจะขายอะไร เพราะเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น เธอจำต้องเข้าไปดูของสิ่งนั้นก่อนว่าสามารถนำออกมาขายได้หรือไม่
หลังจากพูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย ซุนจือหลินบอกทุกคนเพียงแค่ว่าตอนเช้าจะเอาของที่จะขายออกมาให้ดู และในวันพรุ่งนี้หากจะขายก็ต้องไปกับพี่ใหญ่เพราะเขามีหน้าที่ขับรถแทร็คเตอร์ขนของให้กับทางคอมมูนอยู่แล้ว
พวกเขาที่เห็นว่าลูกสาวคนเล็กของบ้านพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจังขนาดไหนก็ไม่ได้สอบถามต่อไปอีก ทุกคนทำได้เพียงแค่รอดูในวันพรุ่งนี้เท่านั้น
เวลาประมาณสองทุ่มครอบครัวสกุลซุนก็แยกย้ายเข้าห้องของตนเอง ซุนจือหลินนั่งเช็ดผมที่เปียกหมาดอยู่หน้ากระจกสักพักจึงเข้าไปในมิติ
ร่างบางเดินตรงเข้าไปยังป่าไผ่ด้านหลัง ถัดไปอีกเล็กน้อยเป็นแปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ หญิงสาวเดินแยกไปทางซ้ายที่มีแนวต้นสนเรียงรายกันหลายสิบต้น ก่อนจะหยุดลงตรงต้นสนลำต้นใหญ่ขนาดสี่คนโอบ ที่ด้านข้างมีโพรงขนาดใหญ่ให้พอเข้าไปได้
ซุนจือหลินเดินเข้าไปด้านในโพรงต้นสน ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ด้านในสุด เห็ดหลินจือแดงดอกใหญ่กว่าใบหน้าเธอเสียอีก หญิงสาวนั่งลงด้านข้างขอนไม้ที่มีเห็ดสีแดงราคาแพงอยู่นับสิบดอกด้วยหัวใจเต้นแรง
ก่อนหน้านี้เธอเข้ามาสำรวจบริเวณนี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่ได้สำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนเท่าใดนักว่าเห็ดหลินจือด้านในมีจำนวนเท่าไหร่และขนาดใหญ่แค่ไหน แต่ที่ทำให้เธอดีใจจนเนื้อเต้นคือ ต้นสนที่ปลูกเป็นแนวแถวหลายสิบต้นนี้ทุกต้นล้วนมีเห็ดหลินจือดอกใหญ่ขึ้นอยู่ด้านในโพรงต้นเป็นจำนวนมาก
ด้วยขนาดที่ใหญ่จนดูเหมือนผิดธรรมชาตินี้จึงทำให้ซุนจือหลินไม่กล้ารับปากทุกคนว่าจะนำมันไปขายได้ ซึ่งเธอเผื่อใจไว้บ้างแล้วว่าหากมันใหญ่มากเกินไปอาจจะต้องขุดโสมคนที่อายุน้อยที่สุดไปขายก่อน
ราวกับสภาพพื้นดินที่นี่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ทั้งอากาศก็ยังบริสุทธิ์กว่าด้านนอกเป็นไหน ๆ พืชที่อยู่ในมิติจึงได้เติบโตอย่างรวดเร็ว และค่อนข้างมีขนาดใหญ่กว่าพืชชนิดเดียวกันที่ปลูกอยู่ด้านนอกหลายเท่า
ในที่สุดดวงตากลมใสก็หาเห็ดหลินจือแดงดอกที่เล็กที่สุดจนเจอ แต่ถึงมันจะเป็นดอกที่เล็กที่สุดในบรรดาพี่น้องของมันเอง แต่หากเทียบกับเห็ดหลินจือแดงที่มีทั่วไปแล้วก็นับว่าใหญ่กว่าเล็กน้อย มือเรียวค่อย ๆ เด็ดมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถือกลับไปยังกระท่อมเพื่อทำความสะอาดและบรรจุใส่กล่องให้เรียบร้อยพร้อมนำไปขายในวันพรุ่งนี้
ภาพของขุมทรัพย์ที่พบเห็นในมิติวันนี้ทำให้ซุนจือหลินนอนหลับไปด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนนอนยังนึกถึงเงินปึกหนาที่จะได้รับหลังจากขายเห็ดหลินจือแดงในวันถัดไปอีกด้วย
นั่นยังไม่รวมพวกโสมคนหรือยาประสิทธิภาพสูงที่เธอปรุงขึ้นมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพียงแค่จินตนาการมูลค่าของมันในตอนที่นำออกมาขายซุนจือหลินก็พลันรับรู้ได้ถึงกลิ่นเงินมากมายที่ลอยฟุ้งอยู่รอบตัวเธอ
เช้าวันต่อมาเมื่อซุนจือหลินเพียงหยิบของที่จะนำไปขายให้กับทุกคนดูก็สร้างความแตกตื่นให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก
ลำพังพี่ชายสองคนของเธอไม่ได้รู้ราคาของสิ่งนี้ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ทว่าไม่ใช่กับซุนถงฉีที่ผ่านโลกมาหลายสิบปี เขารู้ดีกว่าสมุนไพรชนิดนี้นั้นล้ำค่าเพียงใด ฉะนั้นจากเดิมที่จะให้ลูกชายคนโตพาน้องสาวไป กลายเป็นว่าเขาเองก็จะต้องไปด้วยเพราะห่วงความปลอดภัยของลูก ๆ
ซุนถงฉีให้ลูกชายคนโตขับรถแทร็คเตอร์เข้าไปยังย่านการค้าของตัวเมือง ตรงเข้าไปยังตรอกที่ถนนค่อนข้างกว้างกว่าทุกตรอกที่ผ่านมา ร้านรวงที่เปิดรับลูกค้าเข้าไปจับจ่ายใช้สอยอย่างครึกครื้น บ่งบอกถึงความเจริญทางเศรษฐกิจในช่วงนี้เป็นอย่างดี
ผ่านไปราวห้านาทีซุนไป่หานก็จอดรถบริเวณหน้าร้านขายยาแผนโบราณเก่าแก่ร้านหนึ่ง ร้านนี้เรียกได้ว่าใหญ่กว่าระแวกเดียวกันไม่น้อย แม้ตอนนี้จะมียาแผนปัจจุบันเกิดขึ้นมามากมาย แต่ร้านนี้ยังคงมีลูกค้าเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
ซุนจือหลินเดินถือกล่องไม้ที่บรรจุสิ่งล้ำค่าเอาไว้ในมือ ก่อนจะเดินตามหลังผู้เป็นพ่อเข้าไปยังด้านในร้าน โดยมีพี่ใหญ่เดินปิดท้ายอีกครั้ง เธอสังเกตว่าทั้งพ่อและพี่ใหญ่ค่อนข้างระแวดระวังมากทีเดียว
ทันทีที่เข้ามาซุนถงฉีก็ขอพบเถ้าแก่ของร้าน ไม่รู้หญิงสาวคิดไปเองหรือไม่ว่าพนักงานในร้านค่อนข้างให้ความเคารพพ่อของเธอมากกว่าลูกค้าคนอื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่เหรอ
กระทั่งทั้งสามคนถูกเชิญเข้ามานนั่งรอในห้องรับรอง พนักงานก็ถอยออกไปอย่างมีมารยาท รอไม่นานก็มีคุณตาท่านหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ไม่เจอกันนานเลยนะถงฉี”
